⚠️ หมายเหตุ: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นได้ และผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลสำหรับการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่การชี้แนะหรือแนะนำลงทุนครับ
หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน คืออะไร?
หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน (Perpetual Bond) คือ ตราสารหนี้ประเภทหนึ่งที่ไม่มีกำหนดอายุไถ่ถอนถอนอย่างแน่นอน หมายความว่าผู้ถือตราสารหนี้ชนิดนี้จะได้รับดอกเบี้ยไปเรื่อย ๆ ตราบเท่าที่บริษัทผู้ออกยังดำเนินกิจการอยู่ และไม่มีสิทธิบังคับให้บริษัทผู้ออกต้องไถ่ถอนหนี้คืนตามใจชอบ ตราสารประเภทนี้มีลักษณะผสมผสานระหว่างความเป็นเจ้าหนี้และเจ้าของ ทำให้ถูกเรียกว่าเป็นตราสารลูกผสม (Hybrid Bond) ที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าหุ้นกู้ทั่วไป
กลไกการทำงานของ Perpetual Bond ตราสารที่ไม่มีวันหมดอายุ
กลไกที่โดดเด่นที่สุดของ Perpetual Bond คือ ไม่มีกำหนดอายุชำระหนี้ (Perpetual) เงินต้นที่นักลงทุนจ่ายซื้อไปจะไม่ถูกส่งคืนในวันที่แน่นอนเหมือนหุ้นกู้ทั่วไป แต่บริษัทผู้ออกหุ้นกู้จะมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการตัดสินใจว่าจะไถ่ถอนหุ้นกู้นี้คืนเมื่อไหร่ (Call Option) ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเริ่มกำหนดสิทธิไถ่ถอนได้เมื่อครบกำหนด 5 ปีเป็นต้นไป ในทางบัญชี ตราสารประเภทนี้สามารถนับเป็นส่วนของ “ทุน” (Equity) ในงบการเงินของบริษัทผู้ออกได้ในช่วงแรก ตามเกณฑ์มาตรฐานการรายงานทางการเงิน
ทำไมต้องเรียกว่า “หุ้นกู้ด้อยสิทธิ” ลำดับการชำระหนี้อยู่ตรงไหน?
คำว่า หุ้นกู้ด้อยสิทธิ (Subordinated Bond) หมายถึง ลำดับสิทธิในการเรียกร้องสินทรัพย์ของนักลงทุนจะอยู่หลังเจ้าหนี้สามัญและเจ้าหนี้บุริมสิทธิทั้งหมด หากบริษัทผู้ออกเกิดปัญหาจนต้องเลิกกิจการหรือล้มละลาย นักลงทุนที่ถือหุ้นกู้ประเภทนี้จะได้รับเงินคืนเป็นลำดับท้าย ๆ โดยสิทธิจะอยู่สูงกว่าเพียงแค่ “ผู้ถือหุ้นสามัญ” เท่านั้น ความด้อยสิทธินี้ทำให้นักลงทุนต้องแบกรับความเสี่ยงที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
🐔 คำแนะนำจากทีมงาน Gotradehere: เหตุผลหลักที่บริษัทขนาดใหญ่และมีความน่าเชื่อถือสูงนิยมออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน เป็นเพราะต้องการจัดโครงสร้างทางการเงินเพื่อควบคุมอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ไม่ให้สูงเกินไป เนื่องจากการนับเป็นทุนทางบัญชีจะไม่เพิ่มยอดหนี้สินในงบการเงิน ทำให้บริษัทสามารถระดมทุนก้อนใหญ่ไปขยายกิจการได้โดยไม่ถูกลดอันดับเครดิตของบริษัทลง แต่นักลงทุนต้องตระหนักว่านี่คือการเอื้อประโยชน์ให้งบการเงินของบริษัทเป็นหลัก ไม่ใช่กลไกที่สร้างขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงให้ฝั่งผู้ซื้อครับ
หุ้นกู้ด้อยสิทธิคล้ายทุนต่างจากหุ้นกู้ทั่วไปยังไง?
การแยกความแตกต่างระหว่างตราสารหนี้ทั่วไปกับตราสารหนี้คล้ายทุนเป็นสิ่งจำเป็น เพราะโครงสร้างผลตอบแทนและความแน่นอนของกระแสเงินสดมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ข้อแตกต่างด้านกำหนดเวลาและสิทธิการไถ่ถอนก่อนกำหนด (Call Option)
หุ้นกู้ทั่วไปจะมีวันครบกำหนดอายุที่ชัดเจน เช่น 3 ปี หรือ 5 ปี เมื่อถึงเวลานั้นบริษัทต้องจ่ายเงินต้นคืนเต็มจำนวน แต่สำหรับหุ้นกู้ด้อยสิทธิคล้ายทุนจะไม่มีวันหมดอายุ เงื่อนไขการคืนเงินต้นจะผูกอยู่กับ สิทธิการไถ่ถอนก่อนกำหนด (Call Option) ของบริษัทผู้ออกเท่านั้น ถ้าราคาต้นทุนทางการเงินในตลาดถูกลง บริษัทก็อาจจะเลือกไถ่ถอนคืนเพื่อไปออกตราสารใหม่ที่ดอกเบี้ยต่ำกว่า แต่ถ้าดอกเบี้ยในตลาดเป็นขาขึ้น บริษัทก็มีแนวโน้มที่จะถือหุ้นกู้นี้ต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่ยอมไถ่ถอนคืน ทำให้นักลงทุนต้องถือตราสารหนี้นี้ต่อไปอย่างไร้กำหนด
หุ้นกู้คล้ายทุน ได้ดอกเบี้ยยังไง และเงื่อนไขการเลื่อนจ่ายดอกเบี้ยสะสม
ผลตอบแทนของหุ้นกู้คล้ายทุนมักจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูงในช่วง 5 ปีแรกเพื่อดึงดูดใจ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้มันต่างจากหุ้นกู้ทั่วไปคือ เงื่อนไขการเลื่อนจ่ายดอกเบี้ย บริษัทผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิอย่างถูกกฎหมายในการเลื่อนชำระดอกเบี้ยออกไปโดยไม่มีกำหนด และสามารถสะสมดอกเบี้ยไปจ่ายในอนาคตได้ (สามารถศึกษาเคสตัวอย่างและ ข้อมูลและเงื่อนไขตราสารหนี้คล้ายทุน เพิ่มเติมได้จากบทความวิเคราะห์ของ Dime) ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงที่บริษัทประสบปัญหาขาดทุนทางการเงินหรือต้องการรักษาสภาพคล่อง
ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติตราสารทางการเงิน
| หัวข้อ | หุ้นกู้ทั่วไป | หุ้นกู้ด้อยสิทธิคล้ายทุน | หุ้นสามัญ |
| กำหนดอายุชำระหนี้ | มีแน่นอน (เช่น 3-5 ปี) | ไม่มีกำหนดอายุที่แน่นอน | ไม่มีกำหนดอายุ |
| ลำดับการเคลมสินทรัพย์ | ได้รับคืนก่อนเจ้าหนี้ด้อยสิทธิ | ได้รับคืนหลังเจ้าหนี้ทั่วไป แต่ก่อนหุ้นสามัญ | ลำดับสุดท้ายหลังหักหนี้สินทั้งหมด |
| เงื่อนไขดอกเบี้ย/ผลตอบแทน | จ่ายสม่ำเสมอ ห้ามเลื่อนชำระ | เลื่อนจ่ายได้โดยไม่ผิดนัดชำระหนี้ | จ่ายเป็นเงินปันผลตามผลกำไร (ไม่แน่นอน) |
| Credit Rating | เท่ากับหรือใกล้เคียงองค์กร | ต่ำกว่าอันดับองค์กร 1-2 อันดับ | ไม่มีอันดับความน่าเชื่อถือตราสาร |
Perpetual Bond เสี่ยงไหม? เจาะลึกความเสี่ยงหุ้นกู้ที่นักลงทุนต้องระวัง
แม้ผลตอบแทนในรูปของเปอร์เซ็นต์ดอกเบี้ยจะดูน่าดึงดูดใจ แต่ความเสี่ยงของหุ้นกู้คล้ายทุนนั้นมีมิติที่ซับซ้อนกว่าตราสารหนี้ทั่วไปมาก
ความเสี่ยงหุ้นกู้ ด้านสภาพคล่องและการซื้อขายเปลี่ยนมือในตลาดรอง
เนื่องจากตราสารประเภทนี้ไม่มีวันหมดอายุ หากนักลงทุนต้องการใช้เงินสดด่วน วิธีเดียวคือต้องนำไปขายต่อใน ตลาดรอง ทว่าตลาดรองของตราสารหนี้ในประเทศไทยมีสภาพคล่องที่ต่ำมาก การหาผู้ซื้อที่ยอมรับเงื่อนไขตราสารด้อยสิทธิคล้ายทุนเป็นเรื่องยาก ทำให้นักลงทุนอาจต้องยอมขายลดราคา (Discount) ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าหน้าตั๋วอย่างมาก ส่งผลให้เกิดการขาดทุนเงินต้นได้
ความเสี่ยงจากการเลื่อนชำระดอกเบี้ยในงวดที่บริษัทขาดทุน
หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือผลการดำเนินงานของบริษัทผู้ออกย่ำแย่จนเกิดผลขาดทุน บริษัทสามารถใช้สิทธิเลื่อนการจ่ายดอกเบี้ยได้ทันที นักลงทุนที่หวังจะนำดอกเบี้ยกระแสเงินสดนี้มาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอาจต้องเผชิญภาวะชะงักงันทางการเงิน เนื่องจากไม่ได้รับผลตอบแทนตามเวลาที่คาดหวัง
การถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) — ข้อมูลสำคัญที่ต้องตรวจก่อนซื้อ
เกณฑ์การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของสถาบันอย่าง TRIS Rating หรือ Fitch Ratings มีข้อกำหนดชัดเจนว่า อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน จะถูกปรับลดลงจากอันดับเครดิตขององค์กร (Issuer Rating) หรือหุ้นกู้ทั่วไปของบริษัทเดียวกันลงมาประมาณ 1-2 อันดับเสมอ (อ้างอิงเกณฑ์การจัดอันดับจาก TRIS Rating หรือ Fitch Ratings) เนื่องจากความด้อยสิทธิและเงื่อนไขการเลื่อนจ่ายดอกเบี้ย นักลงทุนจึงห้ามดูเพียงแค่เรตติ้งของบริษัท แต่ต้องเช็กเรตติ้งของตัวหุ้นกู้ที่จะซื้อโดยตรง
⚠️ ข้อควรระวัง: ในการประเมินผลตอบแทนของ Perpetual Bond นักลงทุนห้ามคำนวณอัตราผลตอบแทนจนถึงวันครบกำหนด (Yield to Maturity: YTM) แบบหุ้นกู้ทั่วไป เพราะตราสารนี้ไม่มีวันหมดอายุที่แน่นอน แต่ต้องเปลี่ยนไปคำนวณหรือพิจารณาอัตราผลตอบแทนจนถึงวันฝั่งผู้ออกมีสิทธิไถ่ถอนครั้งแรก (Yield to Call: YTC) แทน เพื่อให้สะท้อนผลตอบแทนที่เป็นจริงในกรณีที่บริษัทเลือกไถ่ถอน ณ ปีที่ 5 ครับ
วิธีซื้อหุ้นกู้ ด้อยสิทธิคล้ายทุนให้ปลอดภัยและตอบโจทย์พอร์ต
หากพิจารณาความเสี่ยงแล้วยังสนใจลงทุน การเตรียมความพร้อมและตรวจสอบข้อมูลก่อนซื้อคือกุญแจสำคัญที่สุด
ขั้นตอนและช่องทางการจองซื้อผ่านตัวแทนจำหน่ายหลักทรัพย์
การซื้อขายหุ้นกู้ออกใหม่ส่วนใหญ่จะต้องทำผ่านสถาบันการเงินที่เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่าย เช่น ธนาคารพาณิชย์หลัก หรือบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำ นักลงทุนจำเป็นต้องเปิดบัญชีซื้อขายตราสารหนี้ ทำแบบประเมินความเสี่ยง และศึกษาหนังสือชี้ชวน (Prospectus) โดยเฉพาะส่วน “ข้อกำหนดสิทธิ” อย่างละเอียดเพื่อดูเงื่อนไขเฉพาะของตราสารหนี้ชุดนั้น ๆ
วิธีเช็กงบการเงินและอัตราส่วน D/E Ratio ของบริษัทผู้ออกก่อนลงทุน
เนื่องจากคุณต้องผูกเงินไว้กับบริษัทนี้ในระยะยาว การวิเคราะห์ความแข็งแกร่งทางการเงินจึงละเลยไม่ได้ ผู้ลงทุนควรถือโอกาสตรวจสอบงบการเงินล่าสุด สรุปข้อสนเทศ และงบกระแสเงินสดของบริษัทผู้ออกจดทะเบียนผ่านระบบของ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หรือแอปพลิเคชัน SET Application ทุกครั้งก่อนตัดสินใจ
สิ่งที่ต้องดูคืออัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ว่าอยู่ในระดับที่ปลอดภัยตามอุตสาหกรรมหรือไม่ รวมถึงความสามารถในการทำกำไรและกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน หากบริษัทมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือกระแสเงินสดติดลบต่อเนื่อง ความเสี่ยงที่คุณจะโดนเลื่อนจ่ายดอกเบี้ยหรือเผชิญการล้มละลายจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
คุณสมบัติของผู้ลงทุนที่เหมาะสม (ส่วนใหญ่จำกัดเฉพาะ High Net Worth หรือผู้ลงทุนสถาบัน)
ก่อนตัดสินใจลงทุนใน หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน ควรประเมินว่าตนเองมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่ ก.ล.ต. กำหนดหรือไม่ เพราะ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีเกณฑ์ควบคุมที่เข้มงวดสำหรับหุ้นกู้ประเภทนี้ โดยส่วนใหญ่มักจะเสนอขายให้เฉพาะผู้ลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth) หรือผู้ลงทุนสถาบันเท่านั้นเนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความพร้อมฐานะการเงินและมีความเข้าใจความเสี่ยงที่ซับซ้อน นักลงทุนรายย่อยทั่วไปอาจเข้าถึงได้ยากในตลาดแรก เว้นแต่จะมีการระบุเงื่อนไขพิเศษเพิ่มเติม
คำถามที่พบบ่อย
หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน สามารถถือไปตลอดชีวิตได้จริงไหม?
ในทางทฤษฎีสามารถถือไปตลอดชีวิตได้จริงครับ เพราะตราสารหนี้ประเภทนี้ไม่มีกำหนดอายุไถ่ถอนที่แน่นอน อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงบริษัทผู้ออกมักจะใส่เงื่อนไข Call Option เพื่อไถ่ถอนคืนเมื่อครบ 5 ปี หรือเมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง เพื่อที่บริษัทจะได้ไม่ต้องแบกรับต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงในระยะยาว
หากบริษัทไม่ไถ่ถอนเมื่อครบ 5 ปีตาม Call Option นักลงทุนจะเจออะไรบ้าง?
หากครบ 5 ปีแล้วบริษัทตัดสินใจไม่ไถ่ถอนหุ้นกู้คืน นักลงทุนก็จะต้องถือหุ้นกู้นั้นต่อไปและรับดอกเบี้ยตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ ซึ่งข้อกำหนดสิทธิส่วนใหญ่มักจะมีกลไกปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น (Step-up coupon) เพื่อชดเชยให้แก่นักลงทุน แต่คุณก็จะไม่ได้รับเงินต้นคืนและต้องยอมรับความเสี่ยงด้านสภาพคล่องต่อไป
ดอกเบี้ยจาก Perpetual Bond ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายเท่าไหร่ และขอคืนภาษีได้ไหม?
ผลตอบแทนดอกเบี้ยจากหุ้นกู้ด้อยสิทธิคล้ายทุน จะถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ตาม เกณฑ์ของกรมสรรพากร (อ้างอิงประกาศอธิบดีกรมสรรพากรว่าด้วยภาษีเงินได้) เช่นเดียวกับตราสารหนี้ทั่วไปซึ่งนักลงทุนบุคคลธรรมดาสามารถเลือกที่จะใช้สิทธิ Final Tax (ไม่นำไปรวมคำนวณภาษีปลายปี) หรือจะนำไปรวมคำนวณเพื่อขอคืนภาษีในกรณีที่ฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่ำกว่า 15% ก็ได้ครับ
สรุปหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน
หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน เป็นเครื่องมือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนในรูปของอัตราดอกเบี้ยที่สูง (Premium Yield) เพื่อชดเชยกับการที่นักลงทุนต้องสละสิทธิเรื่องความแน่นอนของเวลาชำระเงินต้นคืน และยอมรับลำดับสิทธิในการเคลมสินทรัพย์ที่อยู่ท้าย ๆ ตราสารชนิดนี้จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนรายใหญ่ที่มีเงินเย็น จัดสรรพอร์ตการลงทุนอย่างกระจายความเสี่ยงไว้ดีแล้ว และไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้เงินก้อนนี้ในระยะสั้นถึงปานกลาง สำหรับผู้ลงทุนมือใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นลงทุนตราสารหนี้ที่มีความแน่นอนสูง แนะนำให้ศึกษาพื้นฐานและเริ่มต้นจากหุ้นกู้ทั่วไปก่อน สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ หุ้นกู้คืออะไร
⚠️ คำเตือนความเสี่ยง: การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นได้ และผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุนส่วนบุคคล ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำโดยทีมงาน Gotradehere โดยมีการใช้เครื่องมือ AI ช่วยในการประมวลผลข้อมูลและตรวจทานเนื้อหา ก่อนผ่านการตรวจสอบและอนุมัติขั้นสุดท้ายโดยผู้เชี่ยวชาญของทีมงาน

















