หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ (Perpetual Bond) หรือมีชื่อเรียกทางกฎหมายว่า “หุ้นกู้ด้อยสิทธิคล้ายทุน” คือ ตราสารหนี้ที่ไม่มีกำหนดอายุไถ่ถอนถอนอย่างแน่นอน ส่งผลให้นักลงทุนไม่สามารถขอไถ่ถอนเงินต้นคืนจากบริษัทผู้ออกได้ เว้นแต่บริษัทจะเลิกกิจการ หรือตัดสินใจใช้สิทธิไถ่ถอนคืนก่อนกำหนด (Call Option) ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน
แม้จุดเด่นเรื่องการเสนออัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าหุ้นกู้ทั่วไปจะดึงดูดใจนักลงทุน แต่กลไกการทำงานและโครงสร้างความเสี่ยงของหุ้นกู้ชนิดนี้มีความซับซ้อนกว่าตราสารหนี้ธรรมดาอย่างมาก บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทั้งข้อดี ข้อเสีย และปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนครับ
⚠️ หมายเหตุ: การลงทุนมีความเสี่ยงและอาจสูญเสียเงินต้น ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลสำหรับการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่การชี้แนะหรือแนะนำลงทุนครับ
หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ คืออะไร?
หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ คือ ตราสารหนี้ประเภทหนึ่งที่บริษัทผู้ออกไม่มีภาระผูกพันในการคืนเงินต้น ณ วันใดวันหนึ่งที่แน่นอน ทำให้นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยไปเรื่อย ๆ ตราบเท่าที่บริษัทยังดำเนินกิจการอยู่
ในทางกฎหมายและการเงิน ตราสารชนิดนี้จัดเป็น “ตราสารลูกผสม” ที่รวมลักษณะของตราสารหนี้และตราสารทุนเข้าด้วยกัน แม้สถานะของผู้ออกจะเป็นลูกหนี้ แต่ผู้ถือจะไม่ได้รับเงินต้นคืนตามกำหนดเวลาเหมือนตราสารหนี้ทั่วไป เว้นแต่บริษัทจะเป็นฝ่ายเลือกใช้สิทธิไถ่ถอนคืนก่อนกำหนด
Perpetual bond มีกลไกการทำงานอย่างไร?
กลไกหลักของ Perpetual Bond คือการไม่มีวันหมดอายุสัญญาที่แน่นอน เพื่อช่วยให้บริษัทสามารถระดมทุนระยะยาวได้โดยไม่ต้องกังวลภาระจัดหาเงินสดมาชำระคืนเงินต้นตามกรอบเวลาที่ตายตัว
สำหรับฝั่งนักลงทุน ผลตอบแทนจะอยู่ในรูปกระแสเงินสดจากดอกเบี้ยสม่ำเสมอ โดยบริษัทมักจะกำหนดเงื่อนไขปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย (Step-up coupon) เมื่อผ่านพ้นช่วงปีแรก ๆ เพื่อใช้เป็นกลไกจูงใจให้บริษัทเองตัดสินใจใช้สิทธิไถ่ถอนเงินต้นคืนเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม
ทำความรู้จัก หุ้นกู้ด้อยสิทธิคล้ายทุน
คำว่า “ด้อยสิทธิคล้ายทุน” สะท้อนถึงเงื่อนไขสำคัญ 2 ประการของตราสารหนี้ประเภทนี้:
- ด้อยสิทธิ (Subordinated): หากบริษัทผู้ออกประสบปัญหาล้มละลายหรือเลิกกิจการ ผู้ถือหุ้นกู้ประเภทนี้จะมีสิทธิเรียกร้องรับชำระหนี้ หลัง เจ้าหนี้สามัญและเจ้าหนี้บุริมสิทธิทั้งหมด แต่ยังคงได้สิทธิตามกฎหมายก่อนผู้ถือหุ้นสามัญตามหลักการทั่วไปของโครงสร้างเงินทุน (ทั้งนี้ควรตรวจสอบลำดับสิทธิที่แน่นอนจากหนังสือชี้ชวนของหุ้นกู้แต่ละรุ่นอีกครั้ง)
- คล้ายทุน (Equity-like): บริษัทผู้ออกมีสิทธิตามสัญญาในการ “เลื่อนจ่ายดอกเบี้ย” ออกไปได้อย่างถูกกฎหมาย โดยไม่ถือเป็นการผิดนัดชำระหนี้ (Default) ตามข้อกำหนดสิทธิ
🐔 คำแนะนำจากทีมงาน Gotradehere: สาเหตุที่บริษัทขนาดใหญ่นิยมออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิคล้ายทุน เป็นเพราะมาตรฐานการบัญชีเปิดช่องให้บริษัทบันทึกเงินที่ได้จากการขายหุ้นกู้ชนิดนี้เป็น “ส่วนของผู้ถือหุ้น (ทุน)” ในงบการเงินได้ในช่วงแรก ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ของบริษัทลดต่ำลงได้ในกรณีที่ตราสารเข้าเกณฑ์การจัดประเภทเป็นทุนตามมาตรฐานบัญชี โดยไม่ต้องเจือจางสิทธิของผู้ถือหุ้นเดิมครับ (ทั้งนี้เงื่อนไขการนับเป็นทุนขึ้นอยู่กับโครงสร้างเฉพาะของหุ้นกู้แต่ละรุ่น)
หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ ต่างจากหุ้นกู้ทั่วไปยังไง?
ความแตกต่างสำคัญระหว่างหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์และหุ้นกู้ทั่วไป อยู่ที่ “การกำหนดวันไถ่ถอนเงินต้น” และ “สิทธิในการเลื่อนชำระดอกเบี้ย”
หุ้นกู้ทั่วไปจะมีอายุสัญญาชัดเจน เช่น 3 ปี หรือ 5 ปี เมื่อถึงกำหนดเวลา บริษัทต้องชำระเงินต้นคืนเต็มจำนวน และหากบริษัทเบี้ยวหรือไม่จ่ายดอกเบี้ยตามกำหนดจะถูกปรับเป็นผิดนัดชำระหนี้ทันที
ในทางกลับกัน หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ไม่มีกำหนดวันคืนเงินต้นที่แน่นอน ทั้งยังเปิดโอกาสให้บริษัทใช้สิทธิเลื่อนจ่ายดอกเบี้ยชั่วคราวและนำไปสะสมจ่ายในอนาคตได้ ตามเงื่อนไขที่ระบุในหนังสือชี้ชวน
| ข้อเปรียบเทียบ | หุ้นกู้ทั่วไป | หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ |
| วันครบกำหนดไถ่ถอน | กำหนดไว้แน่นอน (เช่น 3 ปี, 5 ปี) | ไม่มีกำหนด (ถือครองได้ตลอดไป) |
| สิทธิไถ่ถอนก่อนกำหนด | มักไม่มี (เว้นแต่มีข้อกำหนดพิเศษ) | ผู้ออกมีสิทธิเลือกไถ่ถอน (Call Option) |
| อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว | กำหนดตามระดับความเสี่ยงทั่วไป | สูงกว่าหุ้นกู้ปกติของบริษัทเดียวกัน |
| สิทธิเลื่อนจ่ายดอกเบี้ย | ทำไม่ได้ (ถือเป็น Default ทันที) | ทำได้ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ |
| ลำดับการชำระหนี้เมื่อล้มละลาย | เจ้าหนี้สามัญ (สิทธิสูงกว่า) | เจ้าหนี้ด้อยสิทธิ (สิทธิต่ำกว่า) |
หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ ได้เงินคืนเมื่อไหร่?
หากตราสารนี้ไม่มีวันหมดอายุ การรับเงินต้นคืนของนักลงทุนจะเกิดขึ้นผ่าน 2 ช่องทางหลัก ดังนี้:
เงื่อนไขการไถ่ถอนก่อนกำหนด (Call Option)
แม้อาจถูกเรียกว่าชั่วนิรันดร์ แต่ในความจริง บริษัทผู้ออกมักจะใส่เงื่อนไขสิทธิการไถ่ถอนคืนก่อนกำหนด (Call Option) ไว้ เช่น เริ่มใช้สิทธิไถ่ถอนคืนได้ตั้งแต่ปีที่ 5 เป็นต้นไป
หากบริษัทเลือกใช้สิทธิ Call Option ณ ปีที่ 5 นักลงทุนก็จะได้รับเงินต้นคืนเต็มจำนวนพร้อมดอกเบี้ยงวดสุดท้ายในวันนั้น ซึ่งในภาวะปกติ บริษัทมักจะตัดสินใจไถ่ถอนคืนตามกำหนด Call Option เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดตราสารหนี้
จะเกิดอะไรขึ้นหากบริษัทตัดสินใจไม่ไถ่ถอนคืน?
หากครบกำหนดสิทธิ Call Option แล้วบริษัทตัดสินใจ ไม่ไถ่ถอนคืน นักลงทุนจะต้องถือครองหุ้นกู้นั้นต่อไป โดยจะยังคงได้รับดอกเบี้ยตามอัตราใหม่ที่กำหนดไว้ (ซึ่งมักจะปรับเพิ่มขึ้นตามเงื่อนไข Step-up)
ในกรณีที่บริษัทไม่ไถ่ถอนคืน ทางเดียวที่นักลงทุนจะได้รับเงินต้นกลับมา คือการนำหุ้นกู้นั้นไป “ขายต่อในตลาดรอง” ซึ่งราคาขายอาจสูงหรือต่ำกว่ามูลค่าหน้าตั๋ว ขึ้นอยู่กับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในตลาดและอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัท ณ ขณะนั้น
ข้อดีข้อเสีย ความเสี่ยงหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์
ข้อดีของการลงทุนในหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์
- ผลตอบแทนดอกเบี้ยสูงกว่าปกติ: ดอกเบี้ยหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์มักถูกกำหนดให้สูงกว่าหุ้นกู้ปกติของบริษัทเดียวกัน เพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านระยะเวลาและลำดับสิทธิที่ด้อยกว่า
- สร้างกระแสเงินสดระยะยาว: เหมาะกับผู้ที่ต้องการรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องคอยหาแหล่งลงทุนใหม่เมื่อหุ้นกู้หมดอายุ
ความเสี่ยงหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ ที่ต้องระวัง
- ความเสี่ยงจากการถูกเลื่อนจ่ายดอกเบี้ย: หากบริษัทเผชิญปัญหาผลดำเนินงาน บริษัทสามารถเลื่อนการจ่ายดอกเบี้ยออกไปได้โดยไม่ถือว่าผิดนัดชำระหนี้
- ความเสี่ยงเรื่องระยะเวลา (Perpetual Risk): นักลงทุนอาจไม่ได้รับเงินต้นคืนตามเวลาที่คาดหวัง หากบริษัทตัดสินใจไม่ใช้สิทธิไถ่ถอนก่อนกำหนด
- ลำดับการชำระหนี้อยู่ท้ายแถว: มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ด้อยสิทธิ หากบริษัทล้มละลาย โอกาสได้รับเงินคืนจะน้อยกว่าเจ้าหนี้สามัญอย่างมาก
🐔 คำแนะนำจากทีมงาน Gotradehere: ข้อควรระวังสำคัญสำหรับนักลงทุนไทยคือ “สภาพคล่องในตลาดรอง” ของหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ในประเทศค่อนข้างต่ำ หากเกิดเหตุจำเป็นต้องใช้เงินด่วน การนำไปขายเปลี่ยนเป็นเงินสดอาจทำได้ยาก หรือจำเป็นต้องยอมขายลดราคาจนขาดทุนได้ครับ
คำถามที่พบบ่อย
หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ (Perpetual Bond) ไม่มีวันครบกำหนดจริงไหม?
ตามข้อกำหนดสิทธิถือว่าไม่มีวันครบกำหนดจริง จนกว่าบริษัทผู้ออกจะเลือกใช้สิทธิไถ่ถอนก่อนกำหนด (Call Option) หรือบริษัทต้องเลิกกิจการ/ล้มละลาย
หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ ได้เงินต้นคืนไหม?
นักลงทุนมีโอกาสได้รับเงินต้นคืนจาก 2 ช่องทาง คือ 1) เมื่อบริษัทผู้ออกใช้สิทธิไถ่ถอนคืนก่อนกำหนด (Call Option) และ 2) เมื่อนำไปขายเปลี่ยนมือในตลาดรอง
หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ เหมาะกับใคร?
เหมาะสำหรับนักลงทุนรายใหญ่ หรือผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูง มีเงินเย็นระยะยาว ไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินต้นในระยะสั้น และต้องการสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอจากอัตราดอกเบี้ยที่สูง
สรุปข้อควรพิจารณาก่อนลงทุนหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์
หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ ถือเป็นตัวเลือกการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ยสูง แต่ต้องแลกมาด้วยเงื่อนไขที่ซับซ้อน ทั้งการไม่มีกำหนดวันคืนเงินต้นที่แน่นอน สิทธิของบริษัทในการเลื่อนจ่ายดอกเบี้ย และสถานะการเป็นเจ้าหนี้ด้อยสิทธิ
ก่อนตัดสินใจลงทุน ผู้ลงทุนควรประเมินความแข็งแกร่งทางการเงินของบริษัทผู้ออก ตรวจสอบอัตราส่วน de ratio และ credit rating ของตราสารอย่างละเอียด รวมถึงวางแผนความต้องการใช้เงินสดของตนเองในอนาคต สามารถศึกษาพื้นฐานการลงทุนในตราสารหนี้เพิ่มเติมได้ที่บทความ หุ้นกู้คืออะไร ครับ
⚠️ คำเตือนความเสี่ยง: การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยงและอาจทำให้สูญเสียเงินต้น ผลการดำเนินงานหรือข้อมูลในอดีตไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันผลลัพธ์ในอนาคต บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุนส่วนบุคคล ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
บทความนี้จัดทำโดยทีมงาน Gotradehere โดยใช้เครื่องมือ AI ช่วยประมวลผลข้อมูลและร่างเนื้อหาเบื้องต้น และผ่านการตรวจทานความถูกต้องโดยทีมบรรณาธิการก่อนเผยแพร่

















