Table of Contents
Table of Contents

Current Ratio คืออะไร? สอนวิธีดูสภาพคล่องหุ้นแบบเข้าใจง่าย

Current Ratio คือ — อัตราส่วนวัดสภาพคล่องทางการเงินและหนี้ระยะสั้น

Current Ratio คือ อัตราส่วนทางการเงินที่ใช้วัดสภาพคล่องระยะสั้นของบริษัท โดยเปรียบเทียบระหว่างสินทรัพย์หมุนเวียนกับหนี้สินหมุนเวียน เพื่อประเมินความสามารถในการชำระหนี้สินที่จะครบกำหนดภายในระยะเวลา 1 ปีข้างหน้า

การทำความเข้าใจอัตราส่วนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนหุ้น เพราะช่วยคัดกรองบริษัทที่อาจเผชิญวิกฤตขาดสภาพคล่องหรือเสี่ยงล้มละลายได้อย่างทันท่วงที บทความนี้อธิบายความหมาย วิธีคำนวณ เกณฑ์แปลผลตัวเลข และข้อควรระวังในการนำไปใช้วิเคราะห์หุ้นจริงครับ


Current Ratio คืออะไร?

Current Ratio คือ อัตราส่วนวัดสภาพคล่องทางการเงินที่แสดงให้เห็นว่า หากบริษัทต้องชำระหนี้ระยะสั้นทั้งหมดทันที บริษัทจะมีสินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วเพียงพอหรือไม่ครับ

ในการทำธุรกิจ สินทรัพย์และหนี้สินจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักตามระยะเวลา คือ ระยะสั้น (หมุนเวียน) และระยะยาว โดยสินทรัพย์หมุนเวียนคือสิ่งที่สามารถแปลงสภาพเป็นเงินสดได้ภายใน 1 ปี เช่น เงินสด เงินฝากธนาคาร ลูกหนี้การค้า และสินค้าคงเหลือ ส่วนหนี้สินหมุนเวียนคือภาระผูกพันทางการเงินที่กิจการต้องจ่ายคืนภายใน 1 ปี เช่น เจ้าหนี้การค้า เงินกู้ยืมระยะสั้น และหนี้สินระยะยาวส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี

กลไกและสูตรคำนวณ Current Ratio

สูตรการคำนวณ Current Ratio คือการนำสินทรัพย์หมุนเวียนเป็นตัวตั้ง แล้วหารด้วยหนี้สินหมุนเวียน ดังนี้ครับ

Current Ratio (เท่า) = สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) ÷ หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities)

ยกตัวอย่างเช่น บริษัท ก มีสินทรัพย์หมุนเวียนรวม 200 ล้านบาท และมีหนี้สินหมุนเวียนรวม 100 ล้านบาท เมื่อคำนวณตามสูตรจะได้ Current Ratio เท่ากับ 2 เท่า ตัวเลขนี้หมายความว่า บริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียนมูลค่าเป็น 2 เท่าของหนี้สินระยะสั้น ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่มีสภาพคล่องปลอดภัยสำหรับการดำเนินงานครับ

ทำความเข้าใจสินทรัพย์หมุนเวียนและหนี้สินระยะสั้นด้วยภาษาง่าย ๆ

ถ้าเปรียบเทียบกับชีวิตประจำวัน สินทรัพย์หมุนเวียนเปรียบเหมือนเงินสดในกระเป๋า เงินในบัญชีออมทรัพย์ และเงินเดือนที่รอรับจากนายจ้าง ส่วนหนี้สินหมุนเวียนเปรียบเหมือนค่างวดบัตรเครดิต ค่าเช่าห้อง และค่าน้ำค่าไฟที่ต้องจ่ายภายในสิ้นเดือน การมีเงินสดมากกว่าบิลค่าใช้จ่ายย่อมทำให้ไม่เกิดปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลังครับ

สำหรับบริษัทจดทะเบียน การมีสินทรัพย์หมุนเวียนในปริมาณที่เหมาะสมช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุดเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าทางธุรกิจในการให้เครดิตการค้า


Current Ratio เท่าไหร่ถือว่าสภาพคล่องดี?

อัตราส่วนนี้ที่อยู่ในระดับมากกว่า 1.5 เท่าขึ้นไป ถือว่าเป็นระดับที่มีสภาพคล่องปลอดภัยในเชิงการเงินทั่วไปครับ

อย่างไรก็ตาม การอ่านค่าสภาพคล่องต้องอาศัยการวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินร่วมกับบริบทของอุตสาหกรรม โดยทั่วไปสามารถจำแนกการอ่านค่าได้ 3 ระดับหลัก ดังนี้ครับ

  1. น้อยกว่า 1 เท่า (Current Ratio < 1): มีความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง บริษัทมีสินทรัพย์ระยะสั้นไม่พอจ่ายหนี้ระยะสั้น อาจต้องกู้เงินเพิ่มหรือเพิ่มทุนเร่งด่วน
  2. เท่ากับ 1 ถึง 1.5 เท่า (Current Ratio 1 – 1.5): สภาพคล่องอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ดำเนินงานได้ตามปกติ แต่หากลูกหนี้การค้าจ่ายเงินช้าหรือยอดขายชะลอตัว อาจตึงมือได้
  3. มากกว่า 1.5 เท่าขึ้นไป (Current Ratio > 1.5): สภาพคล่องแข็งแกร่ง มีสินทรัพย์หมุนเวียนรองรับภาระหนี้ระยะสั้นได้อย่างสบาย

ระดับอัตราส่วนสภาพคล่องนี้ความหมายสถานะทางการเงินคำแนะนำสำหรับนักลงทุน
ต่ำกว่า 1.0 เท่าสินทรัพย์ระยะสั้นน้อยกว่าหนี้ระยะสั้นสภาพคล่องตึงตัว เสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ควรระวัง ตรวจสอบกระแสเงินสดจากการดำเนินงานทันที
1.0 – 1.5 เท่าสินทรัพย์ระยะสั้นพอดีกับหนี้ระยะสั้นสภาพคล่องปานกลาง ดำเนินงานได้ปกติติดตามรอบการเก็บเงินและสต็อกสินค้าอย่างสม่ำเสมอ
1.5 – 2.0 เท่าสินทรัพย์ระยะสั้นมากกว่าหนี้ระยะสั้นพอสมควรสภาพคล่องแข็งแกร่ง ปลอดภัยเป็นระดับที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจส่วนใหญ่
2.0 – 3.0 เท่าสินทรัพย์ระยะสั้นสูงกว่าหนี้ระยะสั้นอย่างชัดเจนสภาพคล่องแข็งแกร่งตรวจสอบองค์ประกอบของสินทรัพย์หมุนเวียนว่าเป็นเงินสดหรือสินค้าคงเหลือ
มากกว่า 3.0 เท่าขึ้นไปสินทรัพย์ระยะสั้นสูงกว่าหนี้ระยะสั้นมากเกินไปเงินจม บริหารสินทรัพย์ไม่มีประสิทธิภาพตรวจสอบนโยบายการลงทุนและสต็อกสินค้าคงค้าง

Current Ratio สูงเกินไปดีไหม?

อัตราส่วนสภาพคล่องนี้ที่สูงเกินไป ไม่ได้แปลว่าบริษัทมีคุณภาพดีเสมอไปครับ เพราะอาจสะท้อนถึงการบริหารเงินทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพ

เมื่อค่าอัตราส่วนนี้พุ่งสูงเกิน 3 เท่า อาจเกิดจาก 2 สาเหตุสำคัญ ได้แก่ การที่ผู้บริหารปล่อยเงินสดนอนนิ่งอยู่ในบัญชีโดยไม่นำไปขยายกิจการหรือจ่ายปันผล หรือเกิดจากสินค้าคงค้างในโกดังเป็นจำนวนมากจนเสี่ยงต่อการเสื่อมสภาพและตกรุ่น ซึ่งทำให้นักลงทุนเสียโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าครับ

Current Ratio กับ Quick Ratio ต่างกันอย่างไร?

Current Ratio คำนวณจากสินทรัพย์หมุนเวียนทั้งหมดรวมสินค้าคงเหลือ ส่วน Quick Ratio (อัตราส่วนสภาพคล่องเร็ว) จะตัดสินค้าคงเหลือและค่าใช้จ่ายล่วงหน้าออกจากการคำนวณครับ

เหตุผลที่ต้องมี Quick Ratio เพราะสินค้าคงเหลือเป็นสินทรัพย์ที่ต้องใช้เวลาในการขายและแปลงเป็นเงินสด หากบริษัทต้องการเงินด่วน การพึ่งพาเฉพาะ Quick Ratio จะสะท้อนความสามารถในการจ่ายหนี้ฉุกเฉินได้แม่นยำและปลอดภัยกว่าครับ

ทำไมต้องดู Current Ratio คู่กับ D/E Ratio?

การดูอัตราส่วนนี้คู่กับ D/E Ratio ช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพรวมสุขภาพทางการเงินครบทั้งระยะสั้นและระยะยาวครับ

Current Ratio ช่วยประเมินเบื้องต้นว่าบริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียนเพียงพอต่อการชำระหนี้ระยะสั้นในรอบ 1 ปีข้างหน้าหรือไม่ แต่ Debt to Equity Ratio จะบอกว่าโครงสร้างหนี้สินรวมทั้งหมดของบริษัทเมื่อเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้นมีมากน้อยเพียงใด หากดูแยกส่วนอาจทำให้นักลงทุนมองข้ามความเสี่ยงที่แท้จริงได้ครับ

D/E Ratio คืออะไร และทำไมต้องตรวจสอบโครงสร้างหนี้ระยะยาว?

D/E Ratio คือ อัตราส่วนที่ใช้วัดภาระหนี้สินรวมทั้งหมดของกิจการเทียบกับทุนของเจ้าของ โดยคำนวณจากหนี้สินรวมหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้นครับ

หากบริษัทมีหนี้สินระยะยาวก้อนใหญ่รอครบกำหนดชำระในอีก 2–3 ปีข้างหน้า แม้ปีปัจจุบันจะมีอัตราส่วนดังกล่าวสูง แต่เมื่อถึงเวลาที่หนี้ระยะยาวแปลงสภาพมาเป็นหนี้ระยะสั้น สภาพคล่องอาจลดลงอย่างรวดเร็ว การเช็กโครงสร้างหนี้ระยะยาวจึงเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงที่สำคัญครับ

วิธีใช้ Debt to Equity Ratio ป้องกันความเสี่ยง

เมื่อวิเคราะห์งบการเงิน นักลงทุนควรจับคู่ค่าทั้งสองตัวเพื่อประเมินฐานะการเงินของบริษัทให้ออกครับ ตัวอย่างเช่น หากพบหุ้นที่มีอัตราส่วนดังกล่าวสูงกว่า 1.5 เท่า และมี Debt to Equity Ratio ต่ำกว่า 1 เท่า บริษัทนั้นมีแนวโน้มที่จะมีฐานะการเงินแข็งแกร่งทั้งระยะสั้นและระยะยาวในเบื้องต้นครับ

ในทางตรงกันข้าม หากบริษัทมีอัตราส่วนสภาพคล่องนี้สูง แต่ D/E Ratio พุ่งแตะ 3–4 เท่า นักลงทุนต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะบริษัทอาจใช้กลยุทธ์กู้เงินระยะยาวมาชำระหนี้ระยะสั้นเพื่อให้ภาพรวมตัวเลขดูดีเพียงชั่วคราวครับ


คำถามที่พบบ่อย

Current Ratio ติดลบได้หรือไม่?

Current Ratio ไม่สามารถติดลบได้ในทางคณิตศาสตร์ครับ เนื่องจากทั้งสินทรัพย์หมุนเวียนและหนี้สินหมุนเวียนในงบการเงินเป็นค่าบวกเสมอ ค่าต่ำสุดที่เป็นไปได้คือศูนย์ในกรณีที่ไม่มีสินทรัพย์หมุนเวียนเลย ส่วนคำว่าสภาพคล่องติดลบที่นักลงทุนมักพูดถึง หมายถึงเงินทุนหมุนเวียนสุทธิ (Net Working Capital) ติดลบ ซึ่งเกิดจากการที่สินทรัพย์หมุนเวียนน้อยกว่าหนี้สินหมุนเวียน หรืออัตราส่วนดังกล่าวต่ำกว่า 1 เท่านั้นครับ

ค่า Current Ratio ที่เหมาะสมของแต่ละอุตสาหกรรมแตกต่างกันอย่างไร?

ค่าที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับลักษณะโมเดลธุรกิจของแต่ละอุตสาหกรรมครับ ธุรกิจกลุ่มค้าปลีก ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือโรงพยาบาล มักมี Current Ratio ต่ำกว่าเกณฑ์ทั่วไป เพราะเก็บเงินสดจากลูกค้าทันทีและได้เครดิตเทอมจากคู่ค้านาน ในขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมหนัก การผลิต หรือพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ต้องสต็อกวัตถุดิบและใช้เวลาก่อสร้างยาวนาน จึงมักมี Current Ratio สูงกว่าเพื่อลดความเสี่ยงจากการสะดุดของกระแสเงินสดครับ

ธุรกิจที่มี Current Ratio ต่ำกว่า 1 เท่าแปลว่ากำลังจะมีปัญหาทางการเงินเสมอไปหรือไม่?

ไม่จำเป็นต้องมีปัญหาทางการเงินเสมอไปครับ บริษัทที่มีอัตราส่วนดังกล่าวต่ำกว่า 1 เท่าอาจเป็นบริษัทที่มีอำนาจต่อรองทางการค้าสูงมาก จนสามารถดึงเงินสดจากลูกค้ามาก่อน แล้วยืดระยะเวลาชำระเงินให้เจ้าหนี้การค้าออกไปได้ เช่น ยักษ์ใหญ่กลุ่มค้าปลีกระดับโลก สิ่งสำคัญคือต้องเข้าไปตรวจสอบงบกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (Operating Cash Flow) ควบคู่ด้วยเสมอ หากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานยังเป็นบวกและสม่ำเสมอ กิจการก็ยังดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคงครับ


สรุป Current Ratio

Current Ratio เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ใช้ตรวจเช็กความแข็งแกร่งทางการเงินระยะสั้น ช่วยให้นักลงทุนรู้เท่าทันความเสี่ยงก่อนตัดสินใจซื้อหุ้นในตลาด

อย่างไรก็ตาม การเลือกหุ้นน่าลงทุนให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ไม่ควรพึ่งพาตัวเลขอัตราส่วนสภาพคล่องเพียงตัวเดียว แต่ต้องพิจารณาอัตราส่วนวัดความสามารถในการทำกำไร โครงสร้างหนี้สิน และความสามารถของทีมผู้บริหารประกอบกัน เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างพอร์ตการลงทุนที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ทั้งนี้ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดและไม่สามารถรับประกันได้ครับ

บทความนี้จัดทำโดยทีมงาน Gotradehere โดยใช้เครื่องมือ AI ช่วยร่างและตรวจสอบเนื้อหา ก่อนผ่านการตรวจทานและอนุมัติจากทีมงานมนุษย์ก่อนเผยแพร่


อ่านบทความเพิ่มเติม: Knowledge

อ่านรีวิวโบรกเกอร์อื่น ๆ ได้ที่: Review Broker

Table of Contents
TOP FOREX BROKERS
1
5/5

IUX

5/5
2
3/5
IC Markets
IC Markets-top-forex-brokers
IC Markets
4/5
3
4/5
FXGT.com
FXGT.com
4/5
4
3/5
Hantec Markets
Hantec Markets
3/5
5
4/5
Eightcap
Eightcap
3/5

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

– Advertisement –

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

FOLLOW US
บทความที่เกี่ยวข้อง

– Advertisement –