ข้อดี ETH 2.0 คืออะไร จะมาแก้ปัญหาส่วนไหนของ ETH 1.0 ได้บ้าง ?

List of Contents

ข้อดี ETH 2.0

กลับมาพบกันอีกเช่นเลยนะครับ สำหรับบทความในเรื่องของเทคโนโลยี Blockchain ที่จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามากขึ้น ในบทความนี้เราจะมาพูดกันถึงเทคโนโลยีที่หลาย ๆ คนรู้จักกันเป็นอย่างดี คือ Smart Contract บน Ethereum นั่นเอง ที่กำลังจะอัพเกรดตัวเองจาก ETH 1.0 มาเป็น ETH 2.0 ในเร็ว ๆ นี้ ผมจึงได้คัดเฉพาะส่วนสำคัญที่ต้องรู้มาเขียนในบทความนี้ให้ทุกท่านได้อ่านถึง ข้อดี ETH 2.0 คืออะไร แล้วจะมาแก้ปัญหาส่วนไหนของ ETH 1.0 ถ้าพร้อมแล้วไปเริ่มกันเลยครับ

ก่อนอื่นเลย เหรียญ ETH นี้ ซึ่งเป็นเหรียญขวัญใจของใครหลาย ๆ คน เนื่องจากเป็นโปรเจคแรกที่ถูกผลิตออกมาโดยมีจุดประสงค์ที่ชัดเจนในการเป็นคอมพิวเตอร์ของโลก โดยมีแนวคิดที่อยากจะให้นักพัฒนาทั่วโลก สามารถนำโปรแกรม หรือแอพพลิชั่นต่าง ๆ มารันอยู่ใน Blockchain ของ Ethereum หรือที่เราเรียกว่า Decentralized Application (dApp)

ซึ่งมันน่าสนใจไม่น้อยเลยใช่ไหมล่ะครับ กับ ข้อดี ETH 2.0 ที่เป็นโปรเจคให้สามารถนำผู้พัฒนาทั่วโลกมารวมตัวกันเพื่อพัฒนา Decentralized Application (dApp) ในพื้นที่ Smart Contract ตรงนี้ได้ โดยบุคคลสำคัญที่ริเริ่มแนวคิดนี้คือ Vitalik Buterin ซึ่งเขาเป็นโปรแกรมเมอร์ และนักเขียนชาวแคนาดา ที่เรารู้จักกันในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum ครับ

Vitalik Buterin ETH 2.0
Vitalik Buterin ETH 2.0

โดยที่ผ่านมา Ethereum ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ในด้านของมูลค่าที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ทว่ายังมีปัญหาอยู่ในส่วนของเทคโนโลยี Blockchain ยังมีปัญหาที่ต้องการแก้ไขอยู่หลายจุด ซึ่งการแก้ไขนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายที่จะสามารถแก้ไขได้ทันที ต้องใช้เวลาเป็นอย่างมาก และการแก้ไขในครั้งนี้จะถือว่าเป็นเวอร์ชั่นใหม่ของ Ethereum เลยก็ว่าได้ หรือที่เราเรียกกันว่าเป็นเวอร์ชั่น ETH 2.0 ครับ

ETH 2.0 เป็นเวอร์ชั่นใหม่ที่หลายคนต่างรอคอย เนื่องจากสามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ของ Ethereum ที่มีมาอย่างยาวนาน แล้วถ้าถูกปล่อยไว้แบบนี้ อาจจะส่งผลทำให้ Environment ภายใน Smart Contract ของ Ethereum นี้ ลดลงได้อีกด้วยครับ แล้วปัญหาที่ว่านี้มีอะไรบ้าง การอัพเกรด ข้อดี ETH 2.0 มาช่วยส่วนใดบ้าง มาหาคำตอบไปพร้อมกันเลยครับ

ปัญหาของ Ethereum 1.0

1) ETH 1.0 มีระบบรองรับไม่เพียงพอ

Ethereum 1.0 Data Gas fee
Ethereum 1.0 Data Gas fee

ปัญหาแรกที่เริ่มพบคือ ด้วยความที่ Ethereum เป็น Smart Contract ตัวแรกของโลก ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้งานทั่วโลก คนเลยหันมาใช้งานกันเยอะ ทำให้ตัวระบบเกิดปัญหาการรองรับธุรกรรมที่ไม่เพียงพอ ทำให้เกิดค่าธรรมเนียม หรือค่า Gas Fee ในการทำธุรกรรมแต่ละครั้งที่ค่อนข้างแพง

ปัญหาเช่นนี้ ทำให้เกิดข้อได้เปรียบเสียเปรียบกันได้ เพราะหากคนที่มีทุนเยอะ ว่าจะต้องการทำธุรกรรมแต่ละครั้ง เขาก็จะยอมจ่ายค่า Gas Fee ในราคาแพง ๆ เพื่อให้ธุรกรรมของตัวเองเสร็จเร็วกว่าของคนอื่น ดังนั้นคนที่มีต้นทุนน้อยก็ต้องรอธุรกรรมนานขึ้นไปอีกครับ ซึ่งปัญหาระบบรองรับไม่เพียงพอนี้ เป็นปัญหาที่ผู้ใช้งานทุกคนอยากให้ ETH 1.0 แก้ไขมากที่สุดครับ

2) ETH 1.0 มีการตรวจสอบ Node ที่ค่อนข้างยาก

Ethereum 1.0 Node
Ethereum 1.0 Node

ปัญหาต่อมาคือเรื่องของการตรวจสอบ Node บน ETH 1.0 ซึ่งการเรียกใช้งานหรือการตรวจสอบ Node แต่ละ Node นั้นยากยิ่งขึ้น เพราะยิ่ง Smart Contract บน Ethereum เติบโตไปมากเท่าไร Node ก็จะยิ่งเยอะไปมากเท่านั้น ทำให้การจะมาแก้ไขอะไรในภายหลัง ทำได้มากยิ่งขึ้น หรือหากปล่อย Node ให้เติบโตไว้นานกว่านี้ อนาคตอาจจะกลับมาแก้ไขไม่ได้เลย

Node ย่อมาจาก Validator Node ซึ่งหมายถึง บุคคล, บริษัท, หรือเหมืองขุด ซึ่งเป็นตัวแทนที่มีหน้าที่คอยยืนยันธุรกรรมของผู้ใช้งานภายในเครือข่าย Ethereum ซึ่งตอนนี้ Ethereum 1.0 ในปัจจุบันเรายังไม่เรียกบุคคลเหล่านี้ว่าเป็น Validator Node แต่จะเรียกว่า Miner แทนครับ เพราะคนเหล่านี้ยังต้องใช้พลังงานการ์ดจอสำหรับการยืนยันธุรกรรม หรือที่เราเข้าใจว่ามันคือการขุดเหมืองนั่นเองครับ ซึ่งการขุดเหมืองนี้คือการช่วยให้เครือข่าย Ethereum มีการยืนยันธุรกรรมภายในเครือข่าย โดยปัจจุบันมี Miner ของ Ethereum กระจายอยู่ทั่วโลกกว่า 250,000 แห่งครับ

3) Ethereum 1.0 ใช้พลังงานมากเกินไป

Ethereum 1.0 ใช้พลังงานไฟฟ้าเยอะเกินไป
Ethereum 1.0 ใช้พลังงานไฟฟ้าเยอะเกินไป

มีหนึ่งปัญหาสุดท้ายที่พูดถึงเป็นอย่างมาก คือปัญหาของการใช้พลังงานมาช่วยในการยืนยันธุรกรรมบน Ethereum 1.0 ที่ในปัจจุบันนี้ต้องใช้พลังงานที่ค่อนข้างมากมหาศาล เพราะจากที่หลาย ๆ คนทราบกันดีใช่ไหมครับว่า Ethereum 1.0 ใช้วิธีการยืนยันธุรกรรมแบบระบบ Proof of Work เหมือนกับการขุด Bitcoin ซึ่งการยืนยันธุรกรรมด้วยวิธี PoW นี้ จำเป็นต้องใช้การ์ดจอจำนวนมหาศาล และต้องใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมาก จึงส่งผลต่อปัญหาภาวะโลกร้อนครับ

ข้อดี ETH 2.0 คืออะไร ?

Ethereum 2.0 เตรียมเปิดใช้งานได้เร็วกว่าที่คาด

พออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ทุกท่านคงเห็นภาพรวมแล้วใช่ไหมครับ ว่า ETH 1.0 มีปัญหาอะไรบ้างที่คนส่วนใหญ่พูดถึง ด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้นาย Vitalik Buterin คิดไอเดียในการแก้ไขปัญหาขึ้นมา จึงได้ออกมาเป็นอีกเวอร์ชั่น คือ ETH 2.0 นั่นเองครับ

สุดท้ายนี้ เรามาเริ่มทำความรู้จัก ข้อดี ETH 2.0 ที่จะเข้ามาหยุดยั้ง 3 ปัญหาที่ผมได้กล่าวไปข้างต้น ถ้าพร้อมแล้วไปต่อกันได้เลยครับ

ETH 2.0 เป็นการอัพเกรดเครือข่าย Ethereum ให้มีความปลอดภัยมากขึ้น มีการกระจายอำนาจมากยิ่งขึ้น และอีกสาเหตุหลักของการอัปเกรดเป็น Ethereum 2.0 คือความสามารถในการรองรับธุรกรรม เพราะด้วย Ethereum 1.0 นั้น เครือข่ายสามารถรองรับธุรกรรมได้ประมาณ 30 รายการต่อวินาทีเท่านั้น ทำให้เกิดความล่าช้าและความแออัดครับ แต่หาก Ethereum 2.0 พัฒนาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เครือข่ายมันจะสามารถรองรับได้ถึง 100,000 รายการต่อวินาทีเลยทีเดียวครับ ซึ่งการเพิ่มขึ้นนี้จะทำได้โดยการใช้ Shard Chains

เมื่อมีการรองรับการทำธุรกรรมที่มากขึ้นก็จะไม่เกิดการแข่งขันของราคา และค่าธรรมเนียม (Gas Fee) ก็จะถูกลงตามไปด้วย โดยเป็นการเปลี่ยนวิธีการยืนยันธุรกรรม จากเดิมคือแบบ Proof of Work มาเป็นรูปแบบ Proof of Stake แทนครับ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยทำให้เครือข่าย Smart Contract บน Ethereum เกิดความยั่งยืนมากยิ่งขึ้นในระยะยาว

ในการยืนยันธุรกรรมแบบ Proof of Stake จะใช้ Validator Node ที่เป็นคนคอยยืนยันธุรกรรมภายในเครือข่ายแทน ไม่จำเป็นต้องใช้การ์ดจอให้เสียพลังงานมาก ก็จะเป็นข้อดีอีกอย่างที่ลดภาวะโลกร้อนลงได้ด้วยครับ ซึ่งในปัจจุบันนี้เรามักจะเห็นวิธีการยืนยันธุรกรรมแบบ PoS นี้ถูกนำไปใช้เป็นใน Blockchain ใหม่ ๆ มากขึ้นแล้วครับ เช่น ADA BNB SOL

________________________________________________________________________________________________

เนื้อหาทั้งหมดที่เขียนขึ้นมานี้ มาจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้จริง ทางทีมงาน Gotradehere จึงนำมาแบ่งปันในรูปแบบของภาษาไทยให้ทุกท่านได้อ่านเพื่อศึกษา และหวังว่าคุณจะได้สาระดี ๆ กลับไป

ถ้าคุณเป็นคนที่มีความสนใจในเรื่องเทคโนโลยีหรือการลงทุน ผมได้เขียนบทความไว้อีกมากมาย เพื่อให้ทุกคนได้เข้ามาอ่านใน Knowledge Blogs กันแบบฟรี ๆ

แล้วพบกันใหม่ในบทความถัดไป ขอบคุณครับ

Source: Gotradehere

stellar

Stellar Blockchain คืออะไร ?

เนื่องจากการโอนเงินต่างประเทศต้องใช้เวลาในการทำธุรกรรม 3-7 วันทำการ ดังนั้น การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการในเรื่องนี้จึงถือเป็นเรื่องที่ดี ซึ่ง Stellar คือคำตอบ

twitter

ลุ้น! Elon Musk อาจเข้าซื้อกิจการของ Twitter อีกครั้ง

หลายคนกำลังจับตาดูการเคลื่อนไหวของ Elon Musk ที่อาจจะเปลี่ยนใจเข้าซื้อกิจการของ Twitter อีกครั้ง ซึ่งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ได้มีการยื่นเอกสารต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งสหรัฐอเมริกา (SEC) ในราคา

nasdaq

Nasdaq เตรียมเปิดศูนย์ซื้อขายคริปโตเป็นของตัวเอง

ตลาดหลักทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของประเทศสหรัฐอเมริกา Nasdaq ออกมาประกาศว่า จะมีการเปิดตัวศูนย์บริการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นของตัวเอง! โดยเหตุผลที่ Nasdaq ต้องเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการให้บริการซื้อขายคริปโต เพราะทางตลาดหลักทรัพย์อ้างว่า ต้องการที่จะซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนสถาบัน