ห้ามพลาด! 4 ปัจจัยสะเทือนตลาดคริปโต ส่งท้ายปี 2022

List of Contents
คริปโต

เข้าสู่สัปดาห์สุดท้ายก่อนจะสิ้นปีแล้ว ในช่วงปีที่ผ่านมาตลาดคริปโตได้สร้างข่าวสะเทือนขวัญกันอย่างไม่หยุดหย่อน ทั้งความผันผวนของเหรียญต่าง ๆ ที่ขึ้นสุดลงมิด และการล่มสลายของเหรียญและ Exchange บางแห่ง จนเกิดเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ ซึ่งมันอาจจะส่งผลต่อตลาดคริปโตในปีหน้า ดังนั้น เราจะมาติดตามปัจจัยสะเทือนตลาดคริปโตส่งท้ายปี 2022 ที่สรุปภาพรวมเรื่องราวในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีกันครับ


สรุป 4 ปัจจัยสะเทือนตลาดคริปโต ส่งท้ายปี 2022

1. เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง คาดกระทบยาวถึงต้นปีหน้า

ปีนี้เป็นปีที่หลายประเทศประสบกับวิกฤตเงินเฟ้อ ซึ่งบางประเทศก็ทำสถิติค่าเงินอ่อนค่ามากสุดในรอบหลายปีร่วมด้วย และแม้จะเข้าสู่เดือนสุดท้ายของปีแล้ว แต่ระดับเงินเฟ้อล่าสุดก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจมากนัก เพราะจากการเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤศจิกายน ที่แสดงถึงเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ก็ยังออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ทำลายความเชื่อที่ว่า เงินเฟ้อของสหรัฐฯ ได้ผ่านจุดสูงสุดมาแล้ว

โดยระดับเงินเฟ้อที่ยังคงสูงอย่างต่อเนื่องนี้ ส่งผลต่อทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลายแห่ง ซึ่งอาจทำให้ตลาดคริปโตกลายเป็นสีแดงรับปีใหม่ และอาจยาวไปจนถึงไตรมาสแรกของปีหน้ากันเลยทีเดียว ทั้งนี้ทั้งนั้น มันยังขึ้นอยู่กับแนวโน้มการตัดสินใจของธนาคารกลางด้วยเช่นกัน เพราะหากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ตลาดคริปโตก็จะไม่สามารถกลับมาสดใสได้อีกครั้ง


2. FED มีมุมมอง ‘คง’ อัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง อย่างน้อย 4-5%

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ปีนี้เป็นปีที่พิษเงินเฟ้อรุนแรง หลายประเทศต้องเผชิญกับวิกฤตเงินเฟ้ออย่างหนักหน่วง จนทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อชะลอเงินเฟ้อ โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ที่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปี จากระดับ 0.00-0.25% สู่ระดับ 4.25-4.50% ในช่วงปลายปี แตะระดับสูงสุดในรอบ 15 ปี และระหว่างนี้ ยังมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยสูงถึง 0.75% ติดต่อกัน ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยที่สูงที่สุดในรอบ 28 ปี

อย่างไรก็ตาม แม้ FED จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงถึงระดับดังกล่าว แต่เงินเฟ้อก็ยังไม่อยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจมากนัก ดังนั้น ในการประชุมครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2022 ที่ผ่านมา ประธาน FED หรือก็คือ เจอโรม พาวเวลล์ จึงแสดงทัศนคติที่จะ ‘คง’ อัตราดอกเบี้ยไว้ที่จุดสูงสุด อย่างน้อย 4-5% เพื่อให้แน่ใจว่า เงินเฟ้อจะอยู่ในการควบคุม และลดลงมาใกล้ระดับ 2% ตามเป้าหมาย

แน่นอนว่า หากวิกฤตเงินเฟ้อยังคงดำเนินต่อไป และอัตราดอกเบี้ยยังพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง ก็จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งต่อคนทั่วไป กลุ่มบริษัท รวมไปถึงกลุ่มนักลงทุน อีกทั้ง ยังทำให้เศรษฐกิจเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) ตลาดคริปโตเองก็จะกลายเป็นสีเลือดอย่างแน่นอน


3. การล่มสลายของแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโตอันดับ 2 ของโลก

ในช่วงปลายปีนี้ ข่าวดังที่สะเทือนวงการคริปโตก็ต้องเป็นการล่มสลายของบริษัทแลกเปลี่ยนคริปโตอันดับ 2 ของโลก ซึ่งมีมูลค่ากว่า 32,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่าง FTX ของชายผู้เป็นดั่งอัศวินม้าขาวแห่งคริปโต หรือราชันแห่งคริปโต Sam Bankman-Fried ที่ถูกจับกุมโดยทางการสหรัฐฯ ในข้อหาฉ้อโกงจนต้องก้าวลงจากตำแหน่ง CEO และยื่นขอล้มละลาย

เรื่องสะเทือนขวัญผู้คนนี้เกิดขึ้นไม่ถึง 2 สัปดาห์ ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน โดยมีผู้เสียหายและได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก ทั้งพนักงานภายในบริษัทเอง กลุ่มลูกค้าที่ใช้แพลตฟอร์ม ผู้ร่วมตลาด รวมถึงแพลตฟอร์มอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน ในเบื้องต้น หนี้ค้างชำระที่ถูกคาดการณ์ไว้ มีอย่างน้อย 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การล้มละลายของ FTX แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ของโลก และเจ้าของเหรียญ FTT ได้ส่งผลให้ตลาดคริปโตทั่วโลกสั่นคลอนไปทั้งระบบ โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อตลาดคริปโตในภาพรวม จนทำให้มูลค่าตลาดคริปโตฯ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่มีมูลค่ากว่า 3,000,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตอนนี้เหลือเพียง 900,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น อีกทั้ง ยังมีแนวโน้มที่จะร่วงลงอีกในอนาคตเช่นกัน


4. ความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในโลก

หลังจากการล่มสลายของ FTX ก็ได้สั่นคลอนความน่าเชื่อถือของนักลงทุนที่มีต่อแพลตฟอร์มอื่น ๆ ในประเด็นของความโปร่งใส และการนำเงินของลูกค้าไปใช้โดยมิชอบ จนมีการเรียกร้องให้ Binance แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในโลก แสดง Proof of Reserve หรือก็คือ กลไกลพิสูจน์เงินสำรองทั้งหมดที่บริษัทถืออยู่แก่สาธารณะเพื่อพิสูจน์ความโปร่งใส

จากการล่มสลายแพลตฟอร์มหนึ่งมาสู่คดีฟอกเงินของอีกแพลตฟอร์ม ได้สร้างความปั่นป่วนแก่ตลาดคริปโตอย่างมหาศาล เพราะเพียงวันเดียว ก็มีคนแห่ถอนเงินกับ Binance กว่าพันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่อย่างไรก็ดี คดีความดังกล่าวก็ยังไม่มีความคืบหน้าในการสอบสวน อีกทั้ง ยังมีแหล่งข่าวที่อ้างว่า CEO ของ Binance อย่าง Changpeng Zhao หรือ CZ มีเจตนาในการปกปิดหลักฐานด้วย

จากรายงานข่าวที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้ร่วมชุมชนคริปโตเกิดความตระหนก และตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของเงินที่เก็บอยู่ใน Binance เนื่องจากเกรงว่ามันจะซ้ำรอยกับ FTX ทำให้มีการแห่ถอนเหรียญ USDC จน Binance ต้องระงับให้บริการชั่วคราว และภายหลัง BUSD ซึ่งเป็น Stable Coin ของเครือข่าย Binance ยังหลุดการตรึงมูลค่าชั่วคราว ด้วยเหตุนี้เอง มันจึงสร้างความตระหนกแก่ผู้ร่วมตลาดมากยิ่งขึ้น


วิธีรับมือกับความผันผวนของตลาดการเงิน

จากปัจจัยสะเทือนตลาดคริปโตที่เราได้รวบรวมมา จะทำให้เห็นว่า ปัจจัยเหล่านี้ไม่เพียงมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ แต่ยังมาจากความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์มที่ให้บริการแลกเปลี่ยนคริปโตด้วย ดังนั้น มันจึงส่งผลต่อภาพรวมและมูลค่าของตลาดคริปโตอย่างเห็นได้ชัด และผลกระทบนี้อาจจะยาวไปถึงปีหน้าด้วย ดังนั้น เราจึงต้องรู้จักรับมือกับความผันผวนของตลาดที่เกิดขึ้น ดังนี้

1. อย่า FOMO (Fear of Missing Out)

ความเสี่ยงที่มากที่สุดของการลงทุน คือ การลงทุนในสินทรัพย์ที่คุณยังไม่รู้จริง หรือมีความรู้ไม่เพียงพอ ซึ่งกลุ่มเหล่านี้เสี่ยงที่จะ FOMO หรือกลัวที่จะพลาดโอกาสอะไรบางอย่างไปมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ตลาดผันผวน 

ดังนั้น หากต้องการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ นักลงทุนจึงควรมีการศึกษาตลาดและผลิตภัณฑ์การเงินที่จะลงทุน รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีความรู้ในด้านนั้น ๆ อย่างเพียงพอ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการถูกโกงจากมิจฉาชีพ หรือสูญเงินทั้งหมดจากความไม่รู้ของตัวเอง ทั้งนี้ นอกจากความรู้แล้ว อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การวางแผนให้ดีก่อนที่จะลงทุน

2. Risk Management

ทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ทั้งจากสินทรัพย์ที่ลงทุน ความเสี่ยงจากตลาด และความเสี่ยงจากตนเอง ทั้งในแง่ของกลยุทธ์ อารมณ์ ตลอดจนความรู้ของผู้ลงทุนเอง ดังนั้น นักลงทุนจึงควรที่จะต้องควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในเกณฑ์ที่คุณสามารถยอมรับได้ หรือป้องกันความเสี่ยงให้มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยที่สุด และพึงระลึกไว้เสมอว่า การบริหารความเสี่ยงไม่ใช่การขจัดความเสี่ยงออกไปทั้งหมด

3. Asset Allocation

ในช่วงที่ตลาดหนึ่งตกต่ำจนถึงที่สุด ก็มีบางตลาดที่ได้รับปัจจัยหนุนเช่นกัน มันจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมนักลงทุนถึงควรกระจายความเสี่ยงในการลงทุนไปยังสินทรัพย์อื่น ๆ (Asset Allocation) ดังคำกล่าวที่ว่า ‘อย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าเพียงใบเดียว’ เพราะมันจะช่วยลดความเสี่ยงที่อาจทำให้พอร์ตการลงทุนของคุณขาดทุนอย่างมหาศาล และทำให้ภาพรวมของพอร์ตมีจังหวะที่จะสามารถทำกำไรได้ แถมยังดีกว่าการกระจุกเงินลงทุนทั้งหมดในสินทรัพย์เพียงตัวเดียว โดยเฉพาะเหรียญคริปโตบางเหรียญที่เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ในอนาคตมันจะล่มสลายไปหรือไม่


โดยสรุปแล้ว ปัจจัยที่เราได้รวบรวมมาก็ถือเป็นปัจจัยใหญ่ที่สร้างความสั่นสะเทือนแก่ตลาดคริปโตในช่วงสิ้นปีนี้ และคาดว่าน่าจะกระทบยาวไปถึงช่วงปีหน้า ทั้งนี้ ปัจจัยที่กล่าวไปข้างต้น ยังไม่รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ ในช่วงต้นถึงกลางปี ดังนั้น ในช่วงแห่งความไม่แน่นอนนี้ ทุกคนอย่าลืมบริหารความเสี่ยงและการลงทุนกันให้ดีด้วยนะครับ


Source : The Standard, Finnomena1, Finnomena 2, Bangkokbiznews, ryt9, BBC, Zipmex, Prachachat, Thairath


อ่านบทความเพิ่มเติม: Knowledge

อ่านรีวิวโบรกเกอร์อื่น ๆ ได้ที่: Review Broker

อ่านรีวิว Exchange อื่น ๆ ได้ที่: Crypto Exchanges

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม: News

elon musk

Elon Musk เตรียมดัน Twitter แข่งกับ Apple Pay และ PayPal

ตั้งแต่ที่ Elon Musk กลายมาเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มชื่อดังอย่าง Twitter ก็มักจะมองหาวิธีใหม่ ๆ ในการเพิ่มรายได้ให้บริษัทมาโดยตลอด แต่ดูเหมือนว่า Musk

Goldman Sachs

Goldman Sachs ยก Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดใน 2023

แม้ว่าปี 2022 ที่ผ่านมาตลาดคริปโตจะเกิดความวุ่นวายจนนับเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้น รวมทั้งการล้มละลายของบริษัทคริปโตหลายครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว ธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง Goldman Sachs (NYSE: GS)

https://econtainers.co/blog/slot-gacor-4d/ https://www.emprendedortecnologico.com/blog/slot-gacor/ https://www.asirkar.in/slot-4d/ https://consultorjava.com/slot-gacor/ https://gotradehere.com/wp-content/uploads/slot-gacor/