Table of Contents
Table of Contents

หุ้นกู้ vs พันธบัตร ต่างกันยังไง? เลือกลงทุนแบบไหนดีกว่ากัน

หุ้นกู้ vs พันธบัตร ต่างกันยังไง? เลือกลงทุนแบบไหนดีกว่ากัน

ในยุคที่ตลาดหุ้นผันผวน การมองหาสินทรัพย์ที่สร้าง “รายได้ประจำอย่างมั่นคง” คือทางเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุด และเมื่อพูดถึงสินทรัพย์กลุ่มนี้ ไม่มีใครไม่นึกถึง “พันธบัตร” และ “หุ้นกู้” แม้ทั้งคู่จะมีกลไกเหมือนกันคือ “เราเป็นเจ้าหนี้ ส่วนเขาเป็นลูกหนี้” แต่ในรายละเอียดเชิงลึก ทั้งด้านความเสี่ยง ผลตอบแทน และสิทธิประโยชน์ทางกฎหมาย กลับมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

หุ้นกู้ vs พันธบัตร เลือกลงทุนทางไหนดี? แบบไหนจะคุ้มค่าและปลอดภัยกับเงินในกระเป๋าคุณมากที่สุด? บทความนี้ทีมงาน Gotradehere จะพาทุกคนไปชำแหละโครงสร้าง เปรียบเทียบกันแบบหมัดต่อหมัด พร้อมติดอาวุธและข้อควรระวังสำคัญก่อนที่คุณจะเลือกควักเงินลงทุนกันครับ

Fixed Income คืออะไร? ปูพื้นฐานตลาดตราสารหนี้สำหรับมือใหม่

ก่อนจะเจาะลึกเรื่องหุ้นกู้ vs พันธบัตร เรามาทำความรู้จัก Fixed Income (ตราสารหนี้) กันก่อนครับ ซึ่งคือตราสารทางการเงินประเภทหนึ่งที่ออกโดยผู้ออกเพื่อระดมทุน โดยผู้ลงทุนจะมีสถานะเป็น “เจ้าหนี้” และผู้ออกตราสารหนี้จะมีสถานะเป็น “ลูกหนี้” ตามสัญญากลไกการทำงาน ผู้ออกตราสารหนี้มีพันธะผูกพันทางกฎหมายที่จะต้องจ่ายผลตอบแทนให้แก่ผู้ลงทุนในรูปของ “ดอกเบี้ยเงินกู้” ตามงวดเวลาที่กำหนดอย่างสม่ำเสมอ เช่น จ่ายทุก 3 เดือน หรือทุก 6 เดือน และเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาตามที่ระบุในสัญญา ลูกหนี้จะต้องจ่ายเงินต้นคืนให้แก่เจ้าหนี้เต็มจำนวนหน้าตั๋ว

เหตุผลสำคัญที่เทรดเดอร์และนักลงทุนระดับมืออาชีพมักมี Fixed Income ติดพอร์ตเอาไว้เสมอ ไม่ใช่เพราะต้องการความร่ำรวยอย่างรวดเร็ว แต่เป็นเพราะคุณสมบัติในการ “กระจายความเสี่ยง” (Diversification) และการสร้างกระแสเงินสดรับที่สม่ำเสมอ

ในสภาวะที่ตลาดหุ้นเกิดความผันผวนหรือเผชิญหน้ากับสภาวะตลาดหมี ตราสารหนี้มักจะเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยจำกัดผลขาดทุนรวมของพอร์ตการลงทุน เนื่องจากราคาของตราสารหนี้จะไม่ได้เคลื่อนไหวรุนแรงตามราคาหุ้น และยังมีดอกเบี้ยคอยทยอยจ่ายเข้ามาช่วยพยุงกระแสเงินสดให้พอร์ตลงทุนของคุณไม่แห้งแล้งครับ

หุ้นกู้ vs พันธบัตร คืออะไร? ชำแหละนิยามและเบื้องหลังของผู้ออกตราสาร

แม้ว่าพันธบัตรและหุ้นกู้จะเป็นสินทรัพย์ที่จัดอยู่ในหมวดหมู่ Fixed Income เหมือนกัน แต่จุดแบ่งแยกที่ทำให้ หุ้นกู้ vs พันธบัตร เดินไปในเส้นทางที่ต่างกันคือ “เบื้องหลังของผู้ออกตราสาร” หรือผู้ที่มีสถานะเป็นลูกหนี้ของเรานั่นเอง 

พันธบัตรรัฐบาล: ความมั่นคงสูงสุดจากภาครัฐ

พันธบัตรรัฐบาล คือ ตราสารหนี้ที่ออกโดยหน่วยงานภาครัฐบาล กระทรวงการคลัง หรือธนาคารแห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อนำเงินระดมทุนจากประชาชนไปใช้ในการพัฒนาประเทศ ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน หรือชดเชยการขาดดุลลบของงบประมาณ

ความโดดเด่นที่สุดของพันธบัตรรัฐบาลคือความเสี่ยงที่ต่ำมาก เนื่องจากสินทรัพย์ชนิดนี้ถูกค้ำประกันด้วยความมั่นคงของประเทศ โอกาสในการเบี้ยวหนี้หรือผิดนัดชำระหนี้แทบจะเป็นศูนย์ เว้นแต่ว่ารัฐบาลของประเทศนั้นจะล้มละลายหรือเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองระดับรุนแรง

หุ้นกู้เอกชน: การระดมทุนของบริษัทเพื่อสร้างการเติบโต

หุ้นกู้เอกชน คือ ตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทเอกชนทั่วไป มีวัตถุประสงค์เพื่อระดมทุนนำเงินไปขยายกิจการ ก่อสร้างโรงงาน ซื้อเครื่องจักร หรือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในบริษัทแทนที่จะเดินไปกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์โดยตรง

การลงทุนในหุ้นกู้เอกชนหมายความว่าคุณกำลังปล่อยกู้ให้แก่บริษัทเหล่านั้น ความปลอดภัยของเงินต้นและดอกเบี้ยจึงผูกติดอยู่กับความแข็งแกร่งและผลประกอบการของกิจการโดยเฉพาะ หากบริษัทดำเนินงานได้ดีคุณก็ได้รับดอกเบี้ยตามนัด แต่หากบริษัทขาดสภาพคล่องหรือล้มละลาย ความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินต้นก็จะมีสูงขึ้นตามไปด้วย

เจาะลึกเกณฑ์เปรียบเทียบ หุ้นกู้ vs พันธบัตร

หากต้องการนำหุ้นกู้ vs พันธบัตรมาเปรียบเทียบกันเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ เราจำเป็นต้องพิจารณาผ่าน 3 มิติหลักที่เป็นหัวใจของการลงทุน ได้แก่ ความเสี่ยง ผลตอบแทน และสภาพคล่องในการซื้อขาย 

1. ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้

เมื่อเปรียบเทียบหุ้นกู้ vs พันธบัตรในมิติความเสี่ยง ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้คือโอกาสที่ลูกหนี้จะไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้นให้เราได้ตามสัญญา พันธบัตรรัฐบาลได้เปรียบในมิตินี้อย่างสมบูรณ์แบบเพราะความมั่นคงของภาครัฐรองรับอยู่ ขณะที่หุ้นกู้เอกชนมีความเสี่ยงในมิตินี้กระจายตัวตั้งแต่ระดับต่ำไปจนถึงระดับสูงมาก ขึ้นอยู่กับขนาดงบการเงินและอุตสาหกรรมของบริษัทนั้น ๆ นักลงทุนจึงจำเป็นต้องอาศัยการดูอันดับความน่าเชื่อถือประกอบเสมอ

2. ส่วนต่างผลตอบแทนและการชดเชยความเสี่ยงของเอกชน

ตามกฎพื้นฐานของโลกการเงิน “High Risk, High Return” เมื่อหุ้นกู้เอกชนมีความเสี่ยงที่สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล บริษัทเอกชนจึงจำเป็นต้องเสนออัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าเพื่อดึงดูดใจให้นักลงทุนยอมแบกรับความเสี่ยง ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้เอกชนกับพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุสัญญาเท่ากันเราเรียกว่า Yield Spread ยิ่งบริษัทเอกชนมีความเสี่ยงสูง Yield Spread ก็จะยิ่งกว้างขึ้น เพื่อเป็นเบี้ยประกันภัยชดเชยความเสี่ยงให้แก่กระเป๋าเงินของคุณ

3. สภาพคล่องของตลาดแรกเทียบกับตลาดรอง

การซื้อตราสารหนี้แบ่งออกเป็นสองช่วงเวลาหลัก ช่วงแรกคือ ตลาดแรก (Primary Market) ซึ่งเป็นการจองซื้อโดยตรงจากผู้ออกตราสารในราคาพาร์ (ราคาหน้าตั๋ว) ตามช่วงเวลาที่เปิดขาย และช่วงที่สองคือ ตลาดรอง (Secondary Market)

ในกรณีที่คุณต้องการเงินด่วนก่อนตราสารหนี้จะครบกำหนดอายุ คุณสามารถนำพันธบัตรหรือหุ้นกู้ไปขายเปลี่ยนมือให้แก่นักลงทุนรายอื่นผ่านธนาคารหรือโบรกเกอร์ได้ ซึ่งสภาพคล่องในตลาดรองของหุ้นกู้เอกชนขนาดใหญ่มักจะมีความคึกคักและเปลี่ยนมือได้ง่ายกว่าพันธบัตรรัฐบาลบางรุ่นที่นักลงทุนส่วนใหญ่มักเน้นถือจนครบกำหนดอายุสัญญาครับ

หุ้นกู้ vs พันธบัตร: เปรียบเทียบความแตกต่าง

เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างที่ชัดเจนและนำไปใช้ในการวิเคราะห์พอร์ตลงทุนได้อย่างรวดเร็ว ทีมงาน Gotradehere ได้สรุปข้อเปรียบเทียบเชิงโครงสร้างของสินทรัพย์ทั้งสองประเภทไว้ในตารางด้านล่างนี้ครับ

เกณฑ์สำคัญพันธบัตรรัฐบาลหุ้นกู้เอกชนบทวิเคราะห์เพิ่มเติม
ผู้ออกตราสาร (ลูกหนี้)รัฐบาล, กระทรวงการคลัง, ธปท.บริษัทเอกชนที่จดทะเบียนเบื้องหลังผู้ออกเป็นตัวกำหนดฐานความเสี่ยงหลัก
ระดับความเสี่ยงต่ำมาก (แต่ยังคงมีความเสี่ยงอยู่บ้าง)ปานกลาง ถึง สูง (ตามฐานะบริษัท)หุ้นกู้เอกชนต้องดูตัวช่วยคัดกรองอย่าง Credit Rating
ผลตอบแทน (ดอกเบี้ย)ค่อนข้างต่ำสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลอัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้จะแปรผันตามระดับความเสี่ยง
สภาพคล่องตลาดรองปานกลาง ถึง ต่ำปานกลาง ถึง สูง (ในรุ่นยอดนิยม)ราคาขายในตลาดรองอาจต่ำกว่าหรือสูงกว่าราคาพาร์
การหักภาษี ณ ที่จ่ายภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15%ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15%บุคคลธรรมดาต้องพิจารณาภาระภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15%

อ้างอิงข้อมูลจาก: กรมสรรพากร

ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดจนถึงขั้นเกิดการบังคับคดีทางกฎหมาย (เช่น ผู้ออกตราสารหนี้ล้มละลาย) ผู้ถือหุ้นกู้เอกชนจะมีสิทธิในสินทรัพย์ของบริษัทก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ (เจ้าของบริษัท) แต่จะอยู่หลังเจ้าหนี้สถาบันการเงินที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ส่วนพันธบัตรรัฐบาลนั้น จากข้อมูลของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ยังไม่เคยปรากฏสภาวะการผิดนัดชำระหนี้จนต้องพึ่งกระบวนการทางศาลครับ 

หุ้นกู้ vs พันธบัตร ลงทุนอะไรดี? แนวทางการจัดพอร์ตตามเป้าหมายการเงิน

คำตอบของคำถามที่ว่าหุ้นกู้ vs พันธบัตร “เลือกแบบไหนดีกว่ากัน” ไม่มีข้อสรุปที่เป็นสูตรสำเร็จ 100% เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้นและข้อจำกัดส่วนบุคคลของตัวนักลงทุนเองครับ

วัฏจักรเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วง “ดอกเบี้ยขาลง” หรือเผชิญหน้ากับสภาวะเงินฝืด เศรษฐกิจชะลอตัว การเข้าลงทุนใน พันธบัตรรัฐบาล ระยะยาวจะมีความโดดเด่นอย่างมาก เพราะช่วยล็อคผลตอบแทนที่ปลอดภัยไว้ได้นาน และมีโอกาสสร้างกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) หากคุณนำไปขายต่อในตลาดรองยามที่ดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวลดลงต่ำกว่าหน้าตั๋วของพันธบัตรที่คุณถืออยู่

ในทางกลับกัน หากสภาวะเศรษฐกิจกำลังเติบโตแต่ต้องเผชิญกับสภาวะเงินเฟ้อ การเลือกซุกเงินไว้ในพันธบัตรรัฐบาลที่ให้ดอกเบี้ยต่ำอาจทำให้เงินต้นของคุณถูกลดทอนมูลค่าลงจากอำนาจซื้อที่ลดลง (Inflation Risk) การขยับมาลงทุนในหุ้นกู้เอกชนของกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความแข็งแกร่งและทนทานต่อสภาวะเศรษฐกิจ (เช่น กลุ่มสาธารณูปโภค หรือกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม) อาจช่วยเพิ่มอัตราดอกเบี้ยรับให้สูงขึ้นจนมีโอกาสเอาชนะเงินเฟ้อและสร้างกระแสเงินสดกลับเข้ามาหล่อเลี้ยงพอร์ตลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินธุรกิจของผู้ออกตราสารในแต่ละช่วงเวลาด้วยครับ 

ตัวชี้วัดสำคัญ และข้อควรระวังก่อนลงทุนซื้อตราสารหนี้

ก่อนที่นักลงทุนจะส่งคำสั่งซื้อตราสารหนี้ มีกฎเหล็ก 2 ข้อในการวิเคราะห์สุขภาพของผู้ออกตราสารหนี้ และ 1 ข้อควรระวังด้านการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่คุณต้องจำให้ขึ้นใจครับ

1. ความน่าเชื่อถือผ่าน Credit Rating

อันดับความน่าเชื่อถือหรือ Credit Rating คือตราประทับที่บ่งบอกความแข็งแกร่งของลูกหนี้ ออกโดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เช่น TRIS Rating หรือ Fitch Ratings ประเทศไทย โดยจะเรียงลำดับตั้งแต่ระดับสูงสุดคือ AAA ไปจนถึงระดับที่ต่ำที่สุดคือ D นักลงทุนมือใหม่ควรเลือกเฉพาะตราสารหนี้ที่อยู่ในระดับ Investment Grade (ตั้งแต่ระดับ BBB- ขึ้นไปเท่านั้น) ส่วนกลุ่มที่ต่ำกว่านั้นจะเรียกว่า Speculative Grade หรือ Junk Bond ซึ่งให้ดอกเบี้ยสูงลิ่วแต่มีความเสี่ยงที่จะเบี้ยวหนี้สูงมากจนอาจทำให้เงินต้นของคุณกลายเป็นศูนย์ได้ครับ

2. วิเคราะห์หนี้สินด้วย D/E Ratio

สำหรับหุ้นกู้เอกชน สิ่งที่คุณต้องเปิดดูในงบการเงินคืออัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ D/E Ratio (Debt to Equity Ratio) ตัวเลขนี้บอกว่าบริษัทมีหนี้สินท่วมหัวเกินไปหรือไม่ ยิ่งตัวเลข D/E Ratio ต่ำ ยิ่งแสดงว่าบริษัทใช้เงินทุนของตัวเองในการดำเนินธุรกิจมากกว่าการกู้ยืม ทำให้มีความปลอดภัยและโอกาสผิดนัดชำระหนี้น้อยลงในระยะยาวครับ

3. ค่าธรรมเนียมที่อาจเกิดขึ้นในการซื้อขาย 

นอกจากผลตอบแทนและความเสี่ยงแล้ว นักลงทุนควรพิจารณาค่าธรรมเนียมที่อาจเกิดขึ้นด้วยครับ หากซื้อในตลาดแรกผ่านผู้จัดจำหน่ายมักไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม แต่หากต้องการซื้อขายเปลี่ยนมือในตลาดรองผ่านธนาคารหรือโบรกเกอร์ อาจมีค่าธรรมเนียมนายหน้า (Brokerage Fee) แตกต่างกันไปในแต่ละผู้ให้บริการ ควรสอบถามอัตราค่าธรรมเนียมให้ชัดเจนก่อนทำธุรกรรมทุกครั้งครับ 

คำถามที่พบบ่อย

หุ้นกู้กับพันธบัตรรัฐบาลต่างกันยังไงในเรื่องภาระภาษี?

ในแง่ของกฎหมายภาษีของประเทศไทย ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยของทั้งพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอกชนที่จ่ายให้แก่นักลงทุนบุคคลธรรมดา จะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% เท่ากันครับ (อ้างอิง: กรมสรรพากร ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569) อย่างไรก็ตาม นักลงทุนมีสิทธิเลือกที่จะนำรายได้ดอกเบี้ยนี้ไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตอนปลายปีเพื่อขอคืนภาษีได้ หากฐานภาษีรวมของคุณต่ำกว่า 15%

ซื้ออันไหนเสี่ยงน้อยกว่าและรักษาเงินต้นได้ปลอดภัยที่สุด?

ในการเทียบหุ้นกู้ vs พันธบัตรด้านความเสี่ยง พันธบัตรรัฐบาลมีความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ต่ำกว่าหุ้นกู้เอกชนอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากออกโดยภาครัฐและมีกฎหมายค้ำประกันความมั่นคง แต่ทั้งนี้การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลยังคงมีความเสี่ยงด้านอื่น เช่น ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยและความเสี่ยงเงินเฟ้อ ไม่ได้ปราศจากความเสี่ยงโดยสิ้นเชิง สินทรัพย์นี้จึงมีความเสี่ยงด้านเครดิตต่ำกว่าหุ้นกู้เอกชนที่ยังคงมีความเสี่ยงเฉพาะกิจการของบริษัทเข้ามาเกี่ยวข้องครับ 

มือใหม่เงินทุนจำกัดควรเริ่มต้นลงทุนในตราสารหนี้ตัวไหนดี?

มือใหม่ที่มีงบประมาณจำกัดควรเริ่มต้นพิจารณา “พันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาล” หรือ “กองทุนรวมตราสารหนี้” ครับ เนื่องจากพันธบัตรออมทรัพย์มักเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 100 บาท ผ่าน วอลเล็ต สบม. บนแอปฯ เป๋าตัง หรือ ผ่าน Bond Connect Platform (แอปฯ Streaming) ขั้นต่ำ 1,000 บาท (ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569 อ้างอิง: ธนาคารแห่งประเทศไทย

สรุปแนวทางการเลือกลงทุน หุ้นกู้ vs พันธบัตร

สรุปแล้ว การเลือกลงทุนหุ้นกู้ vs พันธบัตร ไม่ใช่เรื่องของการหาว่าสินทรัพย์ไหนดีที่สุด แต่เป็นการหาว่าสินทรัพย์ไหน “เข้าขา” กับสไตล์การรับความเสี่ยงและเป้าหมายการเงินของคุณมากที่สุด พันธบัตรรัฐบาลคือตัวแทนของความปลอดภัยสูงสุดเพื่อการรักษาเงินต้นให้มั่นคง ขณะที่หุ้นกู้เอกชนคือตัวช่วยเร่งอัตราผลตอบแทนให้งอกเงยขึ้นเพื่อเอาชนะสภาวะเงินเฟ้อ

สิ่งสำคัญที่สุดในการเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาดคือการติดตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยและนโยบายทางการเงินของประเทศ เพราะปัจจัยเหล่านี้เป็นตัวขับเคลื่อนราคาและผลตอบแทนของตราสารหนี้โดยตรง 

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำโดยทีมงาน Gotradehere โดยมีการใช้เครื่องมือ AI ช่วยในการค้นคว้าและเรียบเรียงเนื้อหา และผ่านการตรวจทานจากผู้เชี่ยวชาญก่อนเผยแพร่  


อ่านบทความเพิ่มเติม: Knowledge

อ่านรีวิวโบรกเกอร์อื่น ๆ ได้ที่: Review Broker

Table of Contents
TOP FOREX BROKERS
1
5/5

IUX

5/5
2
3/5
IC Markets
IC Markets-top-forex-brokers
IC Markets
4/5
3
4/5
FXGT.com
FXGT.com
4/5
4
3/5
Hantec Markets
Hantec Markets
3/5
5
4/5
Eightcap
Eightcap
3/5

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

– Advertisement –

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

FOLLOW US
บทความที่เกี่ยวข้อง

– Advertisement –