กองทุนตราสารหนี้ ผลตอบแทนสูง คือ กองทุนรวมที่เน้นสร้างอัตราผลตอบแทนให้สูงกว่ากองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นทั่วไป โดยกระจายการลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชนที่มีอายุเฉลี่ยของพอร์ตยาวขึ้น หรือปรับสัดส่วนการลงทุนไปยังหุ้นกู้ภาคเอกชนเพื่อเพิ่มอัตราดอกเบี้ยรับครับ
ในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายเริ่มส่งสัญญาณปรับตัวลง การเลือกลงทุนในตราสารหนี้กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการล็อกผลตอบแทนระยะยาว บทความนี้จะพาไปเจาะลึกกลไกการทำกำไร ปัจจัยความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ พร้อมเกณฑ์การคัดเลือกกองทุนตราสารหนี้ให้เหมาะกับพอร์ตของคุณครับ
⚠️ ข้อควรระวัง: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลสำหรับการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่การชี้แนะหรือแนะนำลงทุนครับ
กองทุนตราสารหนี้ ผลตอบแทนสูง คืออะไร?
กองทุนตราสารหนี้ ผลตอบแทนสูง ทำหน้าที่เป็นผู้รวบรวมเงินทุนจากนักลงทุนรายย่อยไปบริหารจัดการต่อในตลาดตราสารหนี้ โดยมีผู้จัดการกองทุนทำหน้าที่คัดเลือกซื้อขายตราสารหนี้ภาคเอกชนและพันธบัตรรัฐบาล เพื่อสร้างผลตอบแทนรวม (Total Return) ให้ชนะดัชนีชี้วัด (ตลาดตราสารหนี้ไทยอ้างอิงดัชนี ThaiBMA)
การลงทุนผ่านกองทุนรวมช่วยลดข้อจำกัดของนักลงทุนรายย่อยที่ต้องการซื้อหุ้นกู้โดยตรง เนื่องจากหุ้นกู้คุณภาพดีหลายชุดมักกำหนดมูลค่าการซื้อขั้นต่ำไว้สูง กองทุนรวมจึงช่วยให้การกระจายความเสี่ยงในตราสารหลายสิบตัวทำได้ง่ายขึ้นครับ
กลไกการสร้างผลตอบแทนของกองทุนตราสารหนี้
ผลตอบแทนรวมของกองทุนตราสารหนี้มาจาก 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ดอกเบี้ยรับตามหน้าตราสาร (Coupon Payment) ซึ่งถือเป็นรายได้สม่ำเสมอ และส่วนต่างของราคาตราสารหนี้ (Capital Gain) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อราคาซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดรองปรับตัวสูงขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง
เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลง ตราสารหนี้ที่ออกมาก่อนหน้าซึ่งให้ดอกเบี้ยสูงกว่าจะกลายเป็นที่ต้องการของตลาด ส่งผลให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ของกองทุนรวมปรับตัวสูงขึ้น ผู้ถือหน่วยลงทุนจึงได้รับกำไรจากส่วนต่างราคาเพิ่มเติมครับ
ปัจจัยที่ทำให้กองทุนให้ผลตอบแทนสูงกว่าปกติ
สาเหตุหลักที่ทำให้กองทุนตราสารหนี้บางกองสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าคู่แข่งในตลาด มาจากการบริหารปัจจัย 2 ประการ คือ การเพิ่มอายุเฉลี่ยของตราสารในพอร์ต (Portfolio Duration) และการยอมรับความเสี่ยงด้านการชำระหนี้ที่สูงขึ้น (Credit Risk)
การถือตราสารหนี้ระยะยาวช่วยให้กองทุนได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าตราสารระยะสั้น ขณะเดียวกันการเพิ่มสัดส่วนหุ้นกู้ภาคเอกชนที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าแต่ให้ดอกเบี้ยสูง (High Yield Corporate Bonds) ก็เป็นอีกวิธีที่ผู้จัดการกองทุนใช้เร่งผลตอบแทนครับ
🐔 คำแนะนำจากทีมงาน Gotradehere: ผลตอบแทนที่สูงขึ้นมักจะแลกมาด้วยความผันผวนของราคาหน่วยลงทุน (NAV) หรือความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ที่เพิ่มขึ้นเสมอ นักลงทุนจึงไม่ควรมองแค่ตัวเลขผลตอบแทนย้อนหลัง แต่ต้องตรวจสอบไส้ในของพอร์ตการลงทุนด้วยครับ
กองทุนตราสารหนี้ ผลตอบแทนสูง มีความเสี่ยงอะไรบ้าง?
การสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นในตลาดตราสารหนี้ไม่สามารถทำได้โดยปราศจากการรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น การทำความเข้าใจประเภทความเสี่ยงจะช่วยให้นักลงทุนประเมินได้ว่า กองทุนนั้นเหมาะกับระดับความเสี่ยงที่ตนเองรับได้หรือไม่ครับ
ความเสี่ยงของตราสารหนี้ส่งผลกระทบต่อราคาหน่วยลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ หากนักลงทุนเลือกกองทุนที่ไม่สอดคล้องกับระยะเวลาการลงทุน อาจต้องขายหน่วยลงทุนขาดทุนเมื่อจำเป็นต้องใช้เงินด่วนครับ
ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย
ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยคือความผันผวนของราคาตราสารหนี้เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดเปลี่ยนแปลงไป โดยราคาตราสารหนี้จะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับอัตราดอกเบี้ยเสมอ เมื่อดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น ราคาตราสารหนี้ในพอร์ตจะลดลง
ระยะเวลาถัวเฉลี่ยของพอร์ต (Duration) เป็นตัววัดความไวของราคาต่อการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ย หากกองทุนมี Duration ยาว 5 ปี เมื่อดอกเบี้ยปรับขึ้น 1% ราคาตราสารหนี้ในพอร์ตอาจปรับตัวลดลงประมาณ 5% ส่งผลให้ NAV ขาดทุนชั่วคราวครับ
ความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้
Credit Risk คือความเสี่ยงที่ผู้ออกตราสารหนี้ไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้นได้ตามกำหนด กองทุนที่เน้นผลตอบแทนสูงมักเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นกู้ภาคเอกชน (Corporate Bonds) ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล
หากกองทุนสุ่มเสี่ยงเข้าไปลงทุนในหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าระดับที่ลงทุนได้ (Investment Grade) หรือตราสารกลุ่ม High Yield หากเกิดการผิดนัดชำระหนี้ มูลค่าหน่วยลงทุนอาจลดลงอย่างรวดเร็วและร้ายแรงครับ
ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง
ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk) เกิดขึ้นเมื่อผู้จัดการกองทุนไม่สามารถขายตราสารหนี้ในพอร์ตออกมาเป็นเงินสดได้ในราคาที่เหมาะสม เนื่องจากตลาดรองของตราสารหนี้บางรุ่นมีปริมาณการซื้อขายต่ำ
ในภาวะที่นักลงทุนแห่กันขายคืนหน่วยลงทุนพร้อมกัน กองทุนที่มีสภาพคล่องต่ำอาจจำเป็นต้องขายตราสารหนี้ออกไปในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ถือหน่วยลงทุนที่เหลืออยู่ครับ
| ประเภทกองทุน | ระดับความเสี่ยง | ผลตอบแทนคาดการณ์เฉลี่ยต่อปี | ตราสารหนี้ที่เน้นลงทุน | ระยะเวลาการลงทุนที่เหมาะสม |
| กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น | ต่ำ (ระดับ 1–2) | 1.50% – 2.50% | พันธบัตรระยะสั้น / ตั๋วเงินคลัง / เงินฝาก | น้อยกว่า 1 ปี |
| กองทุนตราสารหนี้ทั่วไป / ระยะยาว | ปานกลาง (ระดับ 3–4) | 2.50% – 4.00% | พันธบัตรรัฐบาลระยะยาว / หุ้นกู้ Investment Grade | 1 – 3 ปีขึ้นไป |
| กองทุน High Yield / ตราสารหนี้ต่างประเทศ | สูง (ระดับ 5–6) | 4.00% – 7.00%+ | หุ้นกู้ Non-Investment Grade / Unrated / ตราสารหนี้ต่างประเทศ | 3 – 5 ปีขึ้นไป |
หมายเหตุ: ตัวเลขข้างต้นเป็นเพียงช่วงค่าประมาณการเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่ผลตอบแทนที่รับประกันหรือผลตอบแทนของกองทุนใดกองทุนหนึ่งครับ
กองทุนรวมตราสารหนี้ แนะนำ เลือกอย่างไรให้เหมาะกับพอร์ต?
การเลือกกองทุนรวมตราสารหนี้เพื่อให้เงินต้นปลอดภัยและสร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอ ต้องอาศัยการพิจารณาปัจจัยเชิงเทคนิคควบคู่ไปกับเป้าหมายการเงินส่วนบุคคลครับ
นักลงทุนสามารถใช้เกณฑ์คัดเลือกเชิงวิเคราะห์เพื่อเปรียบเทียบกองทุนตราสารหนี้ในตลาดที่มีอยู่จำนวนมาก ให้ได้กองทุนที่มีประสิทธิภาพสูงสุดดังนี้ครับ
พิจารณาอายุเฉลี่ยของตราสารในพอร์ต (Portfolio Duration)
Portfolio Duration เป็นตัวบ่งชี้ทิศทางผลตอบแทนและความผันผวนของกองทุน ในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยเป็นขาลง กองทุนที่มี Duration ยาวจะได้รับประโยชน์จาก Capital Gain สูงกว่ากองทุนระยะสั้น
ในทางกลับกัน หากแนวโน้มดอกเบี้ยยังคงทรงตัวในระดับสูง หรือมีโอกาสปรับตัวขึ้น นักลงทุนควรเลือกกองทุนที่มี Duration สั้นเพื่อลดความเสี่ยงจากการปรับตัวลดลงของราคาตราสารหนี้ครับ
ตรวจสอบคุณภาพตราสารและ Credit Rating
นักลงทุนควรเข้าไปอ่านข้อมูลใน Fund Fact Sheet เพื่อตรวจสอบสัดส่วนการลงทุนของกองทุนว่าถือครองตราสารประเภทใดบ้าง และมีอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ที่จัดโดยสถาบันจัดอันดับ เช่น TRIS Rating หรือ Fitch Ratings อยู่ในระดับใด
กองทุนที่มีนโยบายเน้นความปลอดภัยของเงินต้น ควรลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐและหุ้นกู้ภาคเอกชนระดับ Investment Grade (BBB- ขึ้นไป) ไม่น้อยกว่า 80%–90% ของพอร์ตการลงทุนครับ
เปรียบเทียบค่าธรรมเนียมและ Risk-Adjusted Return (Sharpe Ratio)
ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) เป็นต้นทุนคงที่ที่ตัดออกจาก NAV ทุกวัน การเลือกกองทุนที่มีค่าธรรมเนียมต่ำจะช่วยรักษาผลตอบแทนสุทธิของนักลงทุนในระยะยาวได้ดีกว่า
นอกจากนี้ ควรพิจารณาอัตราส่วน Sharpe Ratio ซึ่งวัดผลตอบแทนเทียบกับความเสี่ยงที่กองทุนได้รับ กองทุนที่มีค่า Sharpe Ratio สูงกว่า แสดงถึงความสามารถในการสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่าต่อหนึ่งหน่วยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นครับ
🐔 คำแนะนำจากทีมงาน Gotradehere: การจัดสรรเงินลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ควรกำหนดสัดส่วนตามเป้าหมายพอร์ต เช่น ใช้กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น 10%–20% สำหรับพักเงินสภาพคล่อง และใช้กองทุนตราสารหนี้ระยะยาว 30%–40% เป็นฐานเพื่อสร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอและลดความผันผวนของพอร์ตรวมครับ
คำถามที่พบบ่อย
กองทุนรวมตราสารหนี้ แนะนํา สำหรับพักเงินระยะสั้นควรเลือกแบบไหน?
การพักเงินระยะสั้นตั้งแต่ 1–6 เดือน ควรเลือกลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น (Short-term Fixed Income Fund) หรือกองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund) ที่เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นและเงินฝากธนาคาร เนื่องจากมีมูลค่า NAV เสถียร ความผันผวนต่ำมาก และสามารถไถ่ถอนหน่วยลงทุนได้รวดเร็ว (ระยะเวลาชำระเงิน T+1) ครับ
กองทุนตราสารหนี้ ผลตอบแทนเฉลี่ยกี่เปอร์เซ็นต์?
ผลตอบแทนเฉลี่ยขึ้นอยู่กับประเภทของกองทุนและสภาวะอัตราดอกเบี้ย ณ ช่วงเวลานั้น โดยกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นมักให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.5%–2.5% ต่อปี ขณะที่กองทุนตราสารหนี้ระยะกลางถึงยาวอาจให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 2.5%–4.0% ต่อปี อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนในอนาคตครับ
กองทุนตราสารหนี้เสียภาษีหรือไม่?
การลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ บุคคลธรรมดาได้รับยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับกำไรจากการขายหน่วยลงทุน (Capital Gain Tax) แต่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จะมีหน้าที่หักภาษี 15% จากรายได้ดอกเบี้ยรับที่กองทุนได้รับตามกฎหมาย นอกเหนือจากนี้ นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนผ่านกองทุน RMF (กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ) หรือ ThaiESG (กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน) ที่มีนโยบายตราสารหนี้ เพื่อรับสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ครับ
สรุปเกี่ยวกับกองทุนตราสารหนี้ ผลตอบแทนสูง
การเลือกลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูง ต้องพิจารณาความสมดุลระหว่างโอกาสในการสร้างผลตอบแทนและความเสี่ยงที่แฝงอยู่เสมอ ทั้งความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยและคุณภาพของหุ้นกู้ที่กองทุนถือครอง นักลงทุนจึงควรคัดเลือกกองทุนที่มี Duration สอดคล้องกับทิศทางดอกเบี้ย และเน้นตราสารระดับ Investment Grade เพื่อคุ้มครองเงินต้นในระยะยาวครับ
สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาโครงสร้างการทำงานและรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ่านบทความตราสารหนี้ และกองทุนตราสารหนี้ หรือหากต้องการเริ่มต้นจัดพอร์ตลงทุนจริง สามารถศึกษาวิธีซื้อตราสารหนี้ครับ
⚠️ คำเตือนความเสี่ยง: การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นทั้งหมดได้ บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุนส่วนบุคคล ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต การลงทุนในกองทุนตราสารหนี้มีความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยและความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งอาจส่งผลให้มูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) ลดลงได้ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
บทความนี้จัดทำโดยทีมงาน Gotradehere โดยใช้เครื่องมือ AI ช่วยร่างและตรวจสอบเนื้อหา ก่อนผ่านการตรวจทานและอนุมัติจากทีมงานมนุษย์ก่อนเผยแพร่

















