ATR Indicator คือหนึ่งในอินดิเคเตอร์ที่ช่วยให้เทรดเดอร์มองความผันผวนของตลาดและคาดการณ์แนวโน้มของความเสี่ยงได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น คำถามคือ? เราจะใช้ ATR ให้ชำนาญได้อย่างไร ติดตามต่อได้ในบทความนี้
ความน่ากลัวของการเทรดไม่ใช่การเดาทิศทางผิด แต่คือการที่เราไม่รู้ว่าสินทรัพย์นั้นกำลัง ‘เหวี่ยง’ แรงแค่ไหน ซึ่งการตั้งรับแบบไร้หลักการ คือ เหตุผลที่ทำให้พอร์ตพังได้ง่ายๆ ดังนั้น บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ ATR Indicator อินดิเคเตอร์สามัญประจำบ้านที่จะทำหน้าที่เป็นเข็มขัดนิรภัย ติดตามเทคนิคการใช้งานระดับโปรที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันทีหลังอ่านจบ!
ATR Indicator (Average True Range) คืออะไร?
ATR Indicator ย่อมาจาก Average True Range คือ อินดิเคเตอร์สายเทคนิคอลที่ใช้สำหรับวัดระยะการเคลื่อนที่เฉลี่ยของราคาในช่วงเวลาที่กำหนดว่า ราคาวิ่งแรงหรือแกว่งแรงมากแค่ไหน เพื่อบ่งบอกถึงค่าความผันผวนของราคา แต่จะไม่ได้บอกว่าราคาจะขึ้นหรือลงในอนาคตครับ
ATR (Average True Rang) ถูกคิดค้นโดย J. Welles Wilder Jr อดีตวิศวกรเครื่องกลและนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชาวอเมริกัน หรือที่รู้จักกันดีในนาม ‘บิดาแห่งอินดิเคเตอร์’ ผู้ที่เคยคิดค้นอินดิเคเตอร์ชื่อดังอย่าง RSI (Relative Strength Index) / Parabolic SAR หรือ ADX (Average Directional Index) เป็นต้น
กฎเหล็กที่ต้องจำ: ATR คือ เครื่องมือที่บอก ‘ความแรงในการแกว่งตัว’ เท่านั้น ไม่ได้บอกทิศทางว่า ตลาดจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง ไม่ว่าราคาจะพุ่งขึ้นหรือลง ค่า ATR ก็สามารถวิ่งสูงขึ้นได้ทั้งคู่ครับ
สูตรและวิธีการคำนวณ ATR คืออะไร?
สูตรการคำนวณ ATR (Average True Range) จะคำนวณจากค่า True Range (TR) ก่อน จากนั้นจึงนำมาคำนวณเป็นค่าเฉลี่ยตามจำนวน Period ที่กำหนด โดยคำนวณจากสูตรดังนี้
TR = Max[High-Low, ∣High-Previous Close∣, ∣Low-Previous Close∣]
โดยที่
- High = ราคาสูงสุดของแท่งปัจจุบัน
- Low = ราคาต่ำสุดของแท่งปัจจุบัน
- Previous Close = ราคาปิดของแท่งก่อนหน้า
เมื่อได้ค่า TR ของแต่ละแท่งแล้ว ให้นำมาหาค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ย้อนหลังตามจำนวนช่วงเวลาที่กำหนด ด้วยสูตรดังนี้
ATR = ∑TR / n
โดยที่
- ΣTR = ผลรวมของค่า True Range
- n = จำนวน Period ที่ใช้คำนวณ
ATR ช่วยบอกอะไรกับเทรดเดอร์บ้าง?
- ช่วยประเมินความเสี่ยงซึ่งมาจากความผันผวนของตลาด ผ่านตัวเลข ATR ที่สูงขึ้นหรือลดลง ณ ช่วงเวลานั้น
- ช่วยวัดสถิติการแกว่งตัวของราคา ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถวาง Take Profit / Stop Loss ในจุดที่เหมาะสมมากที่สุด
- ช่วยระบุเทรนด์ตลาด ณ ปัจจุบัน ผ่านการเคลื่อนที่ของเส้น ATR ซึ่งบ่งบอกถึง Momentum ของตลาด ณ ปัจจุบัน
วิธีอ่านค่าและตีความ ATR บนกราฟเบื้องต้น

การอ่านค่า ATR นั้นง่ายมากครับ เพราะหน้าตาของมันจะเป็นเส้นเดี่ยววิ่งอยู่ในกรอบหน้าต่างด้านล่างกราฟราคา
- หากเส้น ATR วิ่งชันขึ้น หมายความว่า ตลาดมีความผันผวนสูง (High Volatility) แท่งเทียนในกราฟจะมีขนาดใหญ่และยาว
- หากเส้น ATR วิ่งลาดลง หมายความว่า ตลาดมีความผันผวนต่ำ (Low Volatility) แท่งเทียนจะมีขนาดสั้นและราคาแกว่งตัวแคบ
ทั้งนี้ หากเส้น ATR วิ่งชันขึ้น ไม่ได้หมายความว่าราคาจะพุ่งขึ้นเสมอไป เพราะ ATR เป็นเพียงอินดิเคเตอร์วัดความผันผวนของตลาด ซึ่งราคาอาจเคลื่อนที่ในทิศทางตรงกันข้ามกับกราฟ ATR ได้เช่นกัน
เทคนิคและวิธีใช้ ATR Indicator ในการเทรด
วิธีการเรียกใช้งานและตั้งค่า ATR บนโปรแกรมเทรด

วิธีการเรียกใช้งานบน TradingView
- ไปที่หน้าเว็บไซต์ TradingView
- เปิดหน้ากราฟของสินทรัพย์ที่ต้องการดู
- กดเลือกเมนูอินดิเคเตอร์บริเวณแถบด้านบน
- พิมพ์ค้นหา ATR หรือ Average True Range ในช่องค้นหา
- เลือกอินดิเคเตอร์ที่ชื่อว่า Average True Range จากนั้นจะแสดงผลลัพธ์ของอินดิเคเตอร์บริเวณด้านล่างกราฟ
- จากนั้น คุณสามารถคลิกที่รูปนอตบริเวณชื่อของอินดิเคเตอร์ เพื่อตั้งค่าการใช้งานได้ครับ
แนะนำการตั้งค่าอินดิเคเตอร์
| จำนวน Period | จุดเด่น |
| 5 หรือ 7 วัน | เหมาะกับสายเทรดสั้น เนื่องจากต้องการความไวสูง การปรับค่าให้ต่ำลงจะทำให้ ATR ตอบสนองต่อความผันผวนล่าสุดได้อย่างรวดเร็ว เหมาะกับการใช้ใน Timeframe เล็กๆ เช่น 5 นาที หรือ 15 นาที |
| ค่ามาตรฐาน 14 วัน | เป็นค่าที่สมดุลที่สุด ไม่ช้าและไม่เร็วเกินไป เหมาะกับ Timeframe 1 ชั่วโมง (H1), 4 ชั่วโมง (H4) และ Daily (D1) เทรดเดอร์ทั่วไปใช้งานได้ |
| แบบ 20 หรือ 50 วัน | หากเป็นสายถือออเดอร์ยาว เราไม่ต้องการให้จุด Stop Loss ขยับบ่อยๆ การปรับเป็นแบบ 20 หรือ 50 วัน จะช่วย ‘กรองสัญญาณรบกวน’ ได้ดี |

วิธีการใช้งาน ATR Indicator ตั้ง Stop Loss
เทคนิคนี้ถือเป็นหัวใจหลักของ วิธีใช้ ATR Indicator เลยก็ว่าได้ เรียกว่าเทคนิค Multiplier ATR (ตัวคูณ) ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้การวาง SL ของคุณอยู่ใกล้เกินไป เพื่อลดปัญหาการโดนกวาด Stop Loss จากความผันผวนของตลาด
โดยทั่วไปเทรดเดอร์มักใช้ตัวคูณที่ 2 เท่า (2x ATR) หรือ 3 เท่า (3x ATR) เป็นเกณฑ์
- ฝั่ง Buy (ขาขึ้น): จุด Stop Loss = ราคาที่เข้า buy – (Multiplier ที่เลือกใช้ x ค่า ATR ปัจจุบัน)
- ฝั่ง Sell (ขาลง): จุด Stop Loss = ราคาที่เข้า sell + (Multiplier ที่เลือกใช้ x ค่า ATR ปัจจุบัน)
ตัวอย่างเช่น
- ต้องการเทรดคู่เงิน EUR/USD
- สมมุติค่า ATR ปัจจุบัน = 0.00573 Pips
- ใช้ตัวคูณ = 2x
หากคุณเปิดออเดอร์ Buy ที่ราคา 1.16288 สามารถคำนวณเพื่อตั้งค่า SL ได้ดังนี้
ระยะห่างของ Stop Loss จึงเท่ากับ 2 X 0.00573 = 0.01146 ดังนั้น คุณจะตั้ง SL ที่ 1.16288 – 0.01146 = 1.15142 หรือเรียกได้ว่ารับความเสี่ยงได้ 114.6 pips ครับ
วิธีการใช้งาน ATR Indicator ตั้ง Take Profit
เทคนิคนี้จะคล้ายคลึงกับวิธีการตั้ง Stop Loss แต่จะมีการเปลี่ยนสูตรคำนวณเพียงเล็กน้อยและยังคงใช้หลักการ Multiplier ATR เหมือนเดิม ดังนี้
- ฝั่ง Buy (ขาขึ้น): จุด Taske Profit = ราคาที่เข้า Buy + (Multiplier ที่เลือกใช้ x ค่า ATR ปัจจุบัน)
- ฝั่ง Sell (ขาลง): จุด Take Profit = ราคาที่เข้า Sell – (Multiplier ที่เลือกใช้ x ค่า ATR ปัจจุบัน)
ตัวอย่างเช่น
- ต้องการเทรดคู่เงิน EUR/USD
- สมมุติค่า ATR ปัจจุบัน = 0.00573 Pips
- ใช้ตัวคูณ = 4x
หากคุณเปิดออเดอร์ Buy ที่ราคา 1.16288 สามารถคำนวณเพื่อตั้งค่า TP ได้ดังนี้
ระยะห่างของ Take Profit จึงเท่ากับ 4 X 0.00573 = 0.02292 ดังนั้น คุณจะตั้ง TP ที่ 1.16288 + 0.02292 = 1.18580 หรือเรียกได้ว่าคาดหวังกำไรได้ที่ 229.2 pips ครับ
คำแนะนำจากทีมงาน Gotradehere: สำหรับค่า Multiplier ATR (ตัวคูณมาตรฐาน) ที่เทรดเดอร์เลือกใช้จะขึ้นอยู่กับ สไตล์การเทรดของคุณเอง เช่น หากคุณเป็นสายเก็งกำไรระยะสั้นแนะนำ 1.5-2.0 เนื่องจากให้สัญญาณไวและ SL แคบมาก นอกจากนี้ ยังมีค่าอื่น ๆ เช่น 2.0 – 2.5 เหมาะกับสาย Swing Trade หรือ 3.0 ขึ้นไป เหมาะกับสาย Position Trading
เทคนิคการใช้ ATR ยืนยันการ Breakout

เมื่อราคากำลังจะทะลุแนวรับ-แนวต้าน (Breakout) สำคัญ เทรดเดอร์สามารถใช้การดู ATR ประกอบการวิเคราะห์จะช่วยคัดกรองสัญญาณหลอก (False Breakout) ได้ โดยอาศัยหลักการง่าย ๆ ดังต่อไปนี้
- ถ้าเกิดการ Breakout พร้อมกับ ค่า ATR ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แสดงว่าการทะลุกรอบครั้งนั้นมีแรงซื้อหรือแรงขายเข้ามาอย่างรุนแรงและมีความผันผวนหนุน มีโอกาสสูงที่จะเกิดการ Breakout และเกิดเป็นเทรนด์ใหม่ได้
- ถ้าราคาหลุดกรอบ แต่ ATR ยังต่ำและนิ่งสนิท ให้ระวังว่าอาจจะเป็นสัญญาณหลอก
ข้อดีข้อเสียของ ATR Indicator
ข้อดี
- ช่วยวัดความผันผวนของตลาด ณ ช่วงเวลานั้น
- ช่วยในการตั้งค่า Take Profit และ Stop Loss ให้มีความยืดหยุ่น
- ช่วยคุมความเสี่ยง ทำให้การคำนวณ Position Sizing ง่ายขึ้น
- สามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกตลาด ไม่ว่าจะเป็น หุ้น, Forex, ทองคำ หรือคริปโต
ข้อเสีย
- อินดิเคเตอร์นี้ ไม่ได้บอกทิศทางหรือแนวโน้มการเคลื่อนที่ของราคา
- อินดิเคเตอร์นี้เป็นการคำนวณจากค่าเฉลี่ยในอดีต ทำให้สัญญาณอาจล่าช้ากว่าตลาดจริง
- หากมีแท่งราคาที่ยาวผิดปกติโผล่มาแค่แท่งเดียวโดยเฉพาะช่วงข่าวออก จะทำให้ค่า ATR สูงและค้างเกินจริงไปอีกหลายแท่ง
ข้อจำกัดสำคัญที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจใช้งาน Average True Range
ข้อจำกัดสำคัญของ Average True Range (ATR) คือ มันใช้วัดความผันผวนของราคาได้ดี แต่ไม่ได้บอกทิศทางว่าราคาจะขึ้นหรือลง ดังนั้นแล้ว เทรดเดอร์จำเป็นต้องใช้อินดิเคเตอร์อื่น ๆ ควบคู่อีกด้วย นอกจากนี้ ATR เป็นอินดิเคเตอร์ที่อ้างอิงจากข้อมูลย้อนหลัง ซึ่งอาจส่งผลให้ได้สัญญาณที่ค่อนข้างช้ากว่าความเป็นจริงครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ATR Indicator
หลักการของ ATR คืออะไร?
ATR Indicator มีหลักการสำคัญ คือ การวัดระยะการวิ่งเฉลี่ยของราคาเพื่อหาความผันผวน โดยไม่ได้บอกทิศทางการเคลื่อนที่ของราคา
ATR เป็นเครื่องมืออะไร?
อินดิเคเตอร์สายเทคนิคอล (Technical Indicator) ที่จัดอยู่ในกลุ่มอินดิเคเตอร์วัดความผันผวนของตลาด (Volatility Indicator)
ATR Period คืออะไร?
ATR Period คือ ค่าคาบเวลาหรือจำนวนแท่งเทียนย้อนหลัง ที่กำหนดให้อินดิเคเตอร์นำไปใช้ในการคำนวณหาค่าเฉลี่ยความผันผวน ซึ่งในบางโปรแกรมเทรดอาจจะใช้คำว่า ‘ATR Length’
Trend Indicator คืออะไร?
Trend Indicator คือ เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ถูกออกแบบมาเพื่อระบุทิศทางและการเคลื่อนที่ของราคาในตลาดการเงิน
สรุปเกี่ยวกับการใช้ ATR Indicator
ATR (Average True Range) คือ ไม้บรรทัดวัดความผันผวนที่ช่วยเปลี่ยนให้การตั้งจุดตัดขาดทุน (SL) หรือจุดตัดทำกำไร (TP) ด้วยอารมณ์ มาเป็นการอ้างอิงจากสถิติของราคาในตลาดจริง อย่างไรก็ตาม ATR Indicator สามารถเกิดสัญญาณหลอกได้เช่นกันและยังไม่สามารถให้แนวโน้มทิศทางการเคลื่อนที่ของราคาแก่เทรดเดอร์ได้ ดังนั้นแล้ว เทรดเดอร์ควรใช้อินดิเคเตอร์ ควบคู่ไปกับเครื่องวิเคราะห์ทางเทคนิคอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์และลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากความผันผวนของตลาดครับ

















