Table of Contents
Table of Contents

Bond Yield คืออะไร? ผลกระทบต่อตลาดหุ้นที่ต้องรู้

Bond Yield คืออะไร? ผลกระทบต่อตลาดหุ้นที่ต้องรู้

Bond Yield (อัตราผลตอบแทนพันธบัตร) คือ อัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับจากการถือครองพันธบัตรรัฐบาล โดยคำนวณในรูปแบบของเปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องชี้วัดทางการเงินที่สำคัญที่สุดในโลก เนื่องจากเป็นตัวสะท้อนทั้งต้นทุนทางการเงินของรัฐบาล ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อภาพรวมเศรษฐกิจ

ในโลกการลงทุนปัจจุบัน Bond Yield ไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะกับผู้ที่ซื้อพันธบัตรหรือหุ้นกู้เท่านั้น แต่การเคลื่อนไหวของผลตอบแทนนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องและราคาสินทรัพย์ทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้น สินค้าโภคภัณฑ์อย่างทองคำ รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกว่าเครื่องมือชี้วัดนี้ทำงานอย่างไร และส่งผลต่อพอร์ตการลงทุนของคุณอย่างไรบ้างครับ


Bond Yield คืออะไร? ทำความเข้าใจใน 1 ประโยค

Bond Yield คือ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อปี โดยจะแปรผันตามราคาซื้อขายพันธบัตรในตลาดรองและอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋วที่กำหนดไว้

กลไกการทำงานของ Bond Yield และความสัมพันธ์กับราคาพันธบัตร

กลไกที่สำคัญที่สุดที่นักลงทุนมือใหม่ต้องท่องจำให้ขึ้นใจคือ ราคาพันธบัตรและ Bond Yield จะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามเสมอ (Inverse Relationship) ซึ่งเป็นกฎเหล็กของตลาดตราสารหนี้

เมื่อผู้ออกตราสารนำพันธบัตรรัฐบาลออกขายในตลาดแรก ราคาของมันจะคงที่ (ราคาพาร์) ควบคู่กับอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว อย่างไรก็ตาม เมื่อพันธบัตรเหล่านั้นถูกนำมาซื้อขายเปลี่ยนมือกันในตลาดรอง ราคาของพันธบัตรจะขยับขึ้นหรือลงตามความต้องการของตลาด

  • เมื่อราคาพันธบัตรสูงขึ้น Bond Yield จะลดลง: เกิดขึ้นเมื่อนักลงทุนแห่กันมาซื้อพันธบัตร ส่งผลให้ราคาซื้อขายแพงกว่าราคาหน้าตั๋ว ทำให้อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงเมื่อเทียบกับเงินทุนที่จ่ายไปมีสัดส่วนที่ต่ำลง
  • เมื่อราคาพันธบัตรลดลง Bond Yield จะสูงขึ้น: เกิดขึ้นเมื่อนักลงทุนเทขายพันธบัตร ทำให้ราคาในตลาดตกลงต่ำกว่าราคาหน้าตั๋ว ส่งผลให้ผู้ที่ช้อนซื้อในราคาถูกได้รับอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเงินลงทุนที่จ่ายไป

กลไกนี้ขับเคลื่อนด้วยแรงซื้อขายในตลาดรองทุกวัน ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่แสดงบนกระดานข่าวสารการลงทุนมีการขยับตัวอยู่ตลอดเวลาตามอุปสงค์และอุปทาน

ความแตกต่างระหว่าง Coupon Rate (หน้าตั๋ว) กับ Bond Yield

นักลงทุนมือใหม่หลายคนมักสับสนระหว่างสองคำนี้ ซึ่งแท้จริงแล้วมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในด้านรูปแบบการคำนวณและการนำไปใช้งาน

  • Coupon Rate (อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว): คือ อัตราดอกเบี้ยที่ผู้ออกตราสารหนี้สัญญาว่าจะจ่ายให้แก่ผู้ถือตามงวดเวลาที่กำหนด เช่น 3% ต่อปี โดยคิดจากราคาพาร์ ตัวเลขนี้จะถูกล็อคไว้คงที่ตั้งแต่วันแรกที่ออกจนถึงวันครบกำหนดอายุ และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไม่ว่าตลาดจะเป็นอย่างไร
  • Bond Yield (อัตราผลตอบแทนพันธบัตร): คือ อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงที่นักลงทุนจะได้รับหากซื้อพันธบัตรนั้นในราคาตลาดปัจจุบัน ตัวเลขนี้จะขยับขึ้นลงทุกวันตามความผันผวนของราคาพันธบัตรในตลาดรอง

ตัวอย่างเช่น หากพันธบัตรราคาพาร์ 1,000 บาท มี Coupon Rate 3% (ได้ดอกเบี้ยปีละ 30 บาท) ถ้าวันหนึ่งราคาในตลาดรองลดลงเหลือ 900 บาท แล้วคุณเข้าไปซื้อ อัตราผลตอบแทนหรือ Bond Yield ของคุณจะสูงกว่า 3% ทันที เพราะคุณจ่ายเงินน้อยลงแต่ยังคงได้ดอกเบี้ยปีละ 30 บาทเท่าเดิม


Bond Yield ขึ้น ส่งผลอย่างไรต่อพอร์ตการลงทุนของคุณ?

การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนของสถาบันการเงินและนักลงทุนรายใหญ่ทั่วโลก ซึ่งจะส่งแรงกระเพื่อมมายังสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ

ผลกระทบต่อตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยง

เมื่อ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น (โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หรือพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาว) ตลาดหุ้นมักจะได้รับผลกระทบในเชิงลบและเกิดแรงเทขาย เนื่องจากพันธบัตรรัฐบาลถูกจัดให้เป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ (Risk-Free Asset) การที่ผลตอบแทนของสินทรัพย์ไร้ความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้น ย่อมดึงดูดใจให้นักลงทุนสถาบันเลือกที่จะโยกย้ายเงินทุนออกจากสินทรัพย์เสี่ยงสูงอย่างหุ้น เพื่อนำมาพักไว้ในพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าและปลอดภัยกว่า

นอกจากนี้ Bond Yield ที่สูงขึ้นยังสะท้อนถึงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในระบบเศรษฐกิจที่กำลังปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นมีต้นทุนทางการเงินในการกู้ยืมเงินมาดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้นตามไปด้วย ผลกำไรของบริษัทจึงมีแนวโน้มลดลง อีกทั้งในการประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสด (Discounted Cash Flow) การใช้ตัวเลขผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นเป็นตัวหาร จะทำให้มูลค่าพื้นฐานที่แท้จริงของหุ้นตัวนั้นลดต่ำลง ตลาดหุ้นจึงมักจะปรับฐานลงเมื่อผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูง

ผลกระทบต่อค่าเงินและอัตราแลกเปลี่ยน (THB / USD)

ทิศทางของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ หาก Bond Yield ของสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นมากกว่า Thai Bond Yield ส่วนต่างของผลตอบแทนที่กว้างขึ้นนี้จะจูงใจให้เม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทย เพื่อกลับไปลงทุนในดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

กระแสเงินทุนไหลออกดังกล่าวจะส่งผลให้ความต้องการดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ในขณะความต้องการเงินบาทลดลง ทำให้เกิดแรงกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ในทางกลับกัน หาก Thai Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้นในอัตราที่ดึงดูดใจ ก็อาจช่วยสกัดกั้นการไหลออกของเงินทุนและส่งผลให้ค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้นได้เช่นกัน

ตารางสรุปผลกระทบของการเคลื่อนไหวของ Bond Yield

สินทรัพย์เมื่อ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อ Bond Yield ปรับตัวลดลง
ตลาดหุ้น (Stock Market)ทางลบ: หุ้นมีแนวโน้มถูกเทขาย ต้นทุนบริษัทกู้ยืมสูงขึ้น มูลค่าหุ้นลดลงทางบวก: หุ้นน่าสนใจมากขึ้น ต้นทุนการเงินต่ำลง เอื้อต่อการเติบโต
ทองคำ (Gold)ทางลบ: ราคาทองคำมักลดลง เพราะทองคำไม่มีปันผล/ดอกเบี้ยทางบวก: ราคาทองคำมักสูงขึ้น เนื่องจากค่าเสียโอกาสในการถือครองต่ำลง
ค่าเงิน (Currency)แข็งค่าขึ้น: ดึงดูดเงินทุนต่างชาติให้ไหลเข้าซื้อสินทรัพย์สกุลเงินนั้นอ่อนค่าลง: เงินทุนไหลออกไปหาแหล่งที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

เจาะลึก Bond Yield ไทย และ สหรัฐฯ ตัวชี้วัดที่ห้ามมองข้าม

นักลงทุนที่ต้องการบริหารพอร์ตอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องติดตามความเคลื่อนไหวของผลตอบแทนพันธบัตรจากทั้งสองประเทศนี้เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจ

Thai Bond Yield กับการส่งสัญญาณเศรษฐกิจไทย

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Thai Bond Yield) เป็นเครื่องมือหลักที่สะท้อนการคาดการณ์ของตลาดต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) (นักลงทุนสามารถติดตามตารางราคา อัตราผลตอบแทน และเส้นกราฟ Yield Curve ล่าสุดได้ที่ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) หากนักลงทุนคาดว่าเศรษฐกิจไทยกำลังขยายตัวและมีอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นธปท. มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เส้นกราฟผลตอบแทนพันธบัตร (Yield Curve) จะปรับตัวชันขึ้น (Steepening)

นอกจากนี้ การลงทุนในตราสารหนี้ไทยยังมีเรื่องของข้อกฎหมายภาษีเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยปัจจุบันกรมสรรพากรมีการจัดเก็บภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ในอัตรา 15% สำหรับผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนในตราสารหนี้รวมถึงกองทุนรวมตราสารหนี้บางประเภท (อ้างอิง: กรมสรรพากร, ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้) นักลงทุนจึงจำเป็นต้องคำนวณผลตอบแทนสุทธิหลังหักภาษี (Net Yield) เสมอในการประเมินความคุ้มค่าที่แท้จริง (อ้างอิง: กรมสรรพากร, ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ ฉบับที่ 352)

Bond Yield สหรัฐ ล่าสุด ส่งผลกระทบข้ามโลกอย่างไร?

ในบรรดาพันธบัตรรัฐบาลทั้งหมด พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (US 10-Year Treasury) ถือเป็นตัวชี้วัดที่มีอิทธิพลต่อระบบการเงินโลกสูงที่สุด เนื่องจากทิศทางดอกเบี้ยนโยบายและการดำเนินนโยบายทางการเงินของ ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด (Federal Reserve) มีผลโดยตรงต่อต้นทุนการกู้ยืมและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไร้ความเสี่ยงระดับสากล (Global Risk-Free Rate)

เมื่อ Bond Yield สหรัฐฯ ล่าสุด (ตรวจสอบได้จาก U.S. Department of the Treasury) มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มันจะส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นตามทันที ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างประเทศ อัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ภาคเอกชน หรือแม้กระทั่งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมในประเทศไทย การขยับขึ้นของ US10Y (พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี) จึงเป็นสัญญาณเตือนภัยที่นักลงทุนในตลาดหุ้นไทยและตลาด Forex ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพราะอาจนำมาซึ่งความผันผวนครั้งใหญ่


คำถามที่พบบ่อย

Bond Yield คืออะไร และต่างจากดอกเบี้ยเงินฝากอย่างไร?

Bond Yield คือ อัตราผลตอบแทนจากการถือครองพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งราคาจะมีความผันผวนตามอุปสงค์อุปทานในตลาดรอง ทำให้ผลตอบแทนที่แท้จริงเปลี่ยนไปตามราคาที่เข้าซื้อ ส่วนดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารคือผลตอบแทนคงที่ที่สถาบันการเงินจ่ายให้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้แน่นอน โดยไม่มีความผันผวนของราคาเงินต้นเข้ามาเกี่ยวข้องในระหว่างการถือครองครับ

Bond Yield ขึ้น ส่งผลอย่างไรกับนักเทรด Forex?

เมื่อ Bond Yield ของประเทศใดประเทศหนึ่งปรับตัวสูงขึ้น มักจะส่งผลให้ค่าเงินของประเทศนั้นแข็งค่าขึ้นในระยะสั้นเนื่องจากมีกระแสเงินทุนไหลเข้าเพื่อซื้อพันธบัตร นักเทรด Forex จึงใช้การวิเคราะห์ส่วนต่างของ Bond Yield (Yield Differential) ระหว่างสองสกุลเงิน เป็นเครื่องมือหลักในการคาดการณ์ทิศทางแนวโน้มและการไหลของเงินทุนในคู่เงินสำคัญ เช่น EUR/USD หรือ USD/JPY ครับ

ทำไมเวลาเศรษฐกิจไม่ดี คนถึงแห่ไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล?

ในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญกับภาวะถดถอยหรือวิกฤต ตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงจะมีความผันผวนสูงและเสี่ยงต่อการขาดทุน นักลงทุนจึงเลือกโยกย้ายเงินทุนไปสู่สินทรัพย์ที่ปลอดภัย (Safe Haven) อย่างพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งมีความมั่นคงสูงมากและโอกาสผิดนัดชำระหนี้ต่ำ แรงซื้อที่มหาศาลนี้จะทำให้ราคาพันธบัตรพุ่งสูงขึ้น และส่งผลให้ Bond Yield ปรับตัวลดลงในช่วงเวลานั้นนั่นเองครับ


สรุปเรื่อง Bond Yield

การติดตามและทำความเข้าใจ Bond Yield ถือเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนทุกคน เพราะมันไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่ผลตอบแทนของตราสารหนี้ แต่เป็นเสมือน “เครื่องตรวจวัดชีพจรทางการเงิน” ที่คอยส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และการเคลื่อนย้ายเม็ดเงินของนักลงทุนสถาบันทั่วโลก การเข้าใจกลไกความสัมพันธ์ผกผันกับราคาพันธบัตรและผลกระทบส่งต่อที่มีไปยังตลาดหุ้น จะช่วยให้คุณปรับพอร์ตและวางกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างเท่าทันสถานการณ์ครับ สำหรับมือใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นบริหารพอร์ตการลงทุนและทำความเข้าใจภาพรวมการจัดสรรสินทรัพย์ให้เหมาะสม สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่บทความ การจัดพอร์ตลงทุนเบื้องต้นสำหรับมือใหม่

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำโดยทีมงาน Gotradehere โดยมีการใช้เครื่องมือ AI ช่วยในการประมวลผลข้อมูลและตรวจทานเนื้อหา ก่อนผ่านการตรวจสอบและอนุมัติขั้นสุดท้ายโดยผู้เชี่ยวชาญของทีมงาน


อ่านบทความเพิ่มเติม: Knowledge

อ่านรีวิวโบรกเกอร์อื่น ๆ ได้ที่: Review Broker

Table of Contents
TOP FOREX BROKERS
1
5/5

IUX

5/5
2
3/5
IC Markets
IC Markets-top-forex-brokers
IC Markets
4/5
3
4/5
FXGT.com
FXGT.com
4/5
4
3/5
Hantec Markets
Hantec Markets
3/5
5
4/5
Eightcap
Eightcap
3/5

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

– Advertisement –

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

FOLLOW US
บทความที่เกี่ยวข้อง

– Advertisement –