Current Ratio คือ อัตราส่วนทางการเงินที่ใช้วัดสภาพคล่องระยะสั้นของบริษัท โดยเปรียบเทียบระหว่างสินทรัพย์หมุนเวียนกับหนี้สินหมุนเวียน เพื่อประเมินความสามารถในการชำระหนี้สินที่จะครบกำหนดภายในระยะเวลา 1 ปีข้างหน้า
การทำความเข้าใจอัตราส่วนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนหุ้น เพราะช่วยคัดกรองบริษัทที่อาจเผชิญวิกฤตขาดสภาพคล่องหรือเสี่ยงล้มละลายได้อย่างทันท่วงที บทความนี้อธิบายความหมาย วิธีคำนวณ เกณฑ์แปลผลตัวเลข และข้อควรระวังในการนำไปใช้วิเคราะห์หุ้นจริงครับ
⚠️ ข้อควรระวัง: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลสำหรับการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่การชี้แนะหรือแนะนำลงทุนครับ
Current Ratio คืออะไร?
Current Ratio คือ อัตราส่วนวัดสภาพคล่องทางการเงินที่แสดงให้เห็นว่า หากบริษัทต้องชำระหนี้ระยะสั้นทั้งหมดทันที บริษัทจะมีสินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วเพียงพอหรือไม่ครับ
ในการทำธุรกิจ สินทรัพย์และหนี้สินจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักตามระยะเวลา คือ ระยะสั้น (หมุนเวียน) และระยะยาว โดยสินทรัพย์หมุนเวียนคือสิ่งที่สามารถแปลงสภาพเป็นเงินสดได้ภายใน 1 ปี เช่น เงินสด เงินฝากธนาคาร ลูกหนี้การค้า และสินค้าคงเหลือ ส่วนหนี้สินหมุนเวียนคือภาระผูกพันทางการเงินที่กิจการต้องจ่ายคืนภายใน 1 ปี เช่น เจ้าหนี้การค้า เงินกู้ยืมระยะสั้น และหนี้สินระยะยาวส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี
กลไกและสูตรคำนวณ Current Ratio
สูตรการคำนวณ Current Ratio คือการนำสินทรัพย์หมุนเวียนเป็นตัวตั้ง แล้วหารด้วยหนี้สินหมุนเวียน ดังนี้ครับ
Current Ratio (เท่า) = สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) ÷ หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities)
ยกตัวอย่างเช่น บริษัท ก มีสินทรัพย์หมุนเวียนรวม 200 ล้านบาท และมีหนี้สินหมุนเวียนรวม 100 ล้านบาท เมื่อคำนวณตามสูตรจะได้ Current Ratio เท่ากับ 2 เท่า ตัวเลขนี้หมายความว่า บริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียนมูลค่าเป็น 2 เท่าของหนี้สินระยะสั้น ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่มีสภาพคล่องปลอดภัยสำหรับการดำเนินงานครับ
ทำความเข้าใจสินทรัพย์หมุนเวียนและหนี้สินระยะสั้นด้วยภาษาง่าย ๆ
ถ้าเปรียบเทียบกับชีวิตประจำวัน สินทรัพย์หมุนเวียนเปรียบเหมือนเงินสดในกระเป๋า เงินในบัญชีออมทรัพย์ และเงินเดือนที่รอรับจากนายจ้าง ส่วนหนี้สินหมุนเวียนเปรียบเหมือนค่างวดบัตรเครดิต ค่าเช่าห้อง และค่าน้ำค่าไฟที่ต้องจ่ายภายในสิ้นเดือน การมีเงินสดมากกว่าบิลค่าใช้จ่ายย่อมทำให้ไม่เกิดปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลังครับ
สำหรับบริษัทจดทะเบียน การมีสินทรัพย์หมุนเวียนในปริมาณที่เหมาะสมช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุดเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าทางธุรกิจในการให้เครดิตการค้า
🐔 คำแนะนำจากทีมงาน Gotradehere: เวลาดูงบการเงิน อย่าดูแค่ตัวเลขสินทรัพย์หมุนเวียนรวม ให้เข้าไปดูรายละเอียดเสมอว่าประกอบด้วยเงินสดจริงกี่บาท และมีสินค้าคงเหลือ (Inventory) สะสมค้างอยู่มากเกินไปหรือไม่ หากบริษัทมีอัตราส่วนดังกล่าวสูง แต่เป็นสต็อกสินค้าที่ขายไม่ออก สภาพคล่องนั้นอาจเป็นเพียงภาพลวงตาครับ
Current Ratio เท่าไหร่ถือว่าสภาพคล่องดี?
อัตราส่วนนี้ที่อยู่ในระดับมากกว่า 1.5 เท่าขึ้นไป ถือว่าเป็นระดับที่มีสภาพคล่องปลอดภัยในเชิงการเงินทั่วไปครับ
อย่างไรก็ตาม การอ่านค่าสภาพคล่องต้องอาศัยการวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินร่วมกับบริบทของอุตสาหกรรม โดยทั่วไปสามารถจำแนกการอ่านค่าได้ 3 ระดับหลัก ดังนี้ครับ
- น้อยกว่า 1 เท่า (Current Ratio < 1): มีความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง บริษัทมีสินทรัพย์ระยะสั้นไม่พอจ่ายหนี้ระยะสั้น อาจต้องกู้เงินเพิ่มหรือเพิ่มทุนเร่งด่วน
- เท่ากับ 1 ถึง 1.5 เท่า (Current Ratio 1 – 1.5): สภาพคล่องอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ดำเนินงานได้ตามปกติ แต่หากลูกหนี้การค้าจ่ายเงินช้าหรือยอดขายชะลอตัว อาจตึงมือได้
- มากกว่า 1.5 เท่าขึ้นไป (Current Ratio > 1.5): สภาพคล่องแข็งแกร่ง มีสินทรัพย์หมุนเวียนรองรับภาระหนี้ระยะสั้นได้อย่างสบาย
| ระดับอัตราส่วนสภาพคล่องนี้ | ความหมาย | สถานะทางการเงิน | คำแนะนำสำหรับนักลงทุน |
| ต่ำกว่า 1.0 เท่า | สินทรัพย์ระยะสั้นน้อยกว่าหนี้ระยะสั้น | สภาพคล่องตึงตัว เสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ | ควรระวัง ตรวจสอบกระแสเงินสดจากการดำเนินงานทันที |
| 1.0 – 1.5 เท่า | สินทรัพย์ระยะสั้นพอดีกับหนี้ระยะสั้น | สภาพคล่องปานกลาง ดำเนินงานได้ปกติ | ติดตามรอบการเก็บเงินและสต็อกสินค้าอย่างสม่ำเสมอ |
| 1.5 – 2.0 เท่า | สินทรัพย์ระยะสั้นมากกว่าหนี้ระยะสั้นพอสมควร | สภาพคล่องแข็งแกร่ง ปลอดภัย | เป็นระดับที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ |
| 2.0 – 3.0 เท่า | สินทรัพย์ระยะสั้นสูงกว่าหนี้ระยะสั้นอย่างชัดเจน | สภาพคล่องแข็งแกร่ง | ตรวจสอบองค์ประกอบของสินทรัพย์หมุนเวียนว่าเป็นเงินสดหรือสินค้าคงเหลือ |
| มากกว่า 3.0 เท่าขึ้นไป | สินทรัพย์ระยะสั้นสูงกว่าหนี้ระยะสั้นมากเกินไป | เงินจม บริหารสินทรัพย์ไม่มีประสิทธิภาพ | ตรวจสอบนโยบายการลงทุนและสต็อกสินค้าคงค้าง |
Current Ratio สูงเกินไปดีไหม?
อัตราส่วนสภาพคล่องนี้ที่สูงเกินไป ไม่ได้แปลว่าบริษัทมีคุณภาพดีเสมอไปครับ เพราะอาจสะท้อนถึงการบริหารเงินทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพ
เมื่อค่าอัตราส่วนนี้พุ่งสูงเกิน 3 เท่า อาจเกิดจาก 2 สาเหตุสำคัญ ได้แก่ การที่ผู้บริหารปล่อยเงินสดนอนนิ่งอยู่ในบัญชีโดยไม่นำไปขยายกิจการหรือจ่ายปันผล หรือเกิดจากสินค้าคงค้างในโกดังเป็นจำนวนมากจนเสี่ยงต่อการเสื่อมสภาพและตกรุ่น ซึ่งทำให้นักลงทุนเสียโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าครับ
Current Ratio กับ Quick Ratio ต่างกันอย่างไร?
Current Ratio คำนวณจากสินทรัพย์หมุนเวียนทั้งหมดรวมสินค้าคงเหลือ ส่วน Quick Ratio (อัตราส่วนสภาพคล่องเร็ว) จะตัดสินค้าคงเหลือและค่าใช้จ่ายล่วงหน้าออกจากการคำนวณครับ
เหตุผลที่ต้องมี Quick Ratio เพราะสินค้าคงเหลือเป็นสินทรัพย์ที่ต้องใช้เวลาในการขายและแปลงเป็นเงินสด หากบริษัทต้องการเงินด่วน การพึ่งพาเฉพาะ Quick Ratio จะสะท้อนความสามารถในการจ่ายหนี้ฉุกเฉินได้แม่นยำและปลอดภัยกว่าครับ
ทำไมต้องดู Current Ratio คู่กับ D/E Ratio?
การดูอัตราส่วนนี้คู่กับ D/E Ratio ช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพรวมสุขภาพทางการเงินครบทั้งระยะสั้นและระยะยาวครับ
Current Ratio ช่วยประเมินเบื้องต้นว่าบริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียนเพียงพอต่อการชำระหนี้ระยะสั้นในรอบ 1 ปีข้างหน้าหรือไม่ แต่ Debt to Equity Ratio จะบอกว่าโครงสร้างหนี้สินรวมทั้งหมดของบริษัทเมื่อเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้นมีมากน้อยเพียงใด หากดูแยกส่วนอาจทำให้นักลงทุนมองข้ามความเสี่ยงที่แท้จริงได้ครับ
D/E Ratio คืออะไร และทำไมต้องตรวจสอบโครงสร้างหนี้ระยะยาว?
D/E Ratio คือ อัตราส่วนที่ใช้วัดภาระหนี้สินรวมทั้งหมดของกิจการเทียบกับทุนของเจ้าของ โดยคำนวณจากหนี้สินรวมหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้นครับ
หากบริษัทมีหนี้สินระยะยาวก้อนใหญ่รอครบกำหนดชำระในอีก 2–3 ปีข้างหน้า แม้ปีปัจจุบันจะมีอัตราส่วนดังกล่าวสูง แต่เมื่อถึงเวลาที่หนี้ระยะยาวแปลงสภาพมาเป็นหนี้ระยะสั้น สภาพคล่องอาจลดลงอย่างรวดเร็ว การเช็กโครงสร้างหนี้ระยะยาวจึงเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงที่สำคัญครับ
วิธีใช้ Debt to Equity Ratio ป้องกันความเสี่ยง
เมื่อวิเคราะห์งบการเงิน นักลงทุนควรจับคู่ค่าทั้งสองตัวเพื่อประเมินฐานะการเงินของบริษัทให้ออกครับ ตัวอย่างเช่น หากพบหุ้นที่มีอัตราส่วนดังกล่าวสูงกว่า 1.5 เท่า และมี Debt to Equity Ratio ต่ำกว่า 1 เท่า บริษัทนั้นมีแนวโน้มที่จะมีฐานะการเงินแข็งแกร่งทั้งระยะสั้นและระยะยาวในเบื้องต้นครับ
ในทางตรงกันข้าม หากบริษัทมีอัตราส่วนสภาพคล่องนี้สูง แต่ D/E Ratio พุ่งแตะ 3–4 เท่า นักลงทุนต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะบริษัทอาจใช้กลยุทธ์กู้เงินระยะยาวมาชำระหนี้ระยะสั้นเพื่อให้ภาพรวมตัวเลขดูดีเพียงชั่วคราวครับ
🐔 คำแนะนำจากทีมงาน Gotradehere: เกณฑ์อัตราส่วนนี้เหมาะกับการเปรียบเทียบบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันเท่านั้น เช่น ธุรกิจค้าปลีกที่มีเงินสดหมุนเวียนทุกวันอาจมีค่าต่ำกว่า 1 เท่าได้โดยไม่ล้มละลาย ขณะที่ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมักต้องมี Current Ratio สูงกว่า เพื่อสำรองเงินทุนหมุนเวียนครับ
คำถามที่พบบ่อย
Current Ratio ติดลบได้หรือไม่?
Current Ratio ไม่สามารถติดลบได้ในทางคณิตศาสตร์ครับ เนื่องจากทั้งสินทรัพย์หมุนเวียนและหนี้สินหมุนเวียนในงบการเงินเป็นค่าบวกเสมอ ค่าต่ำสุดที่เป็นไปได้คือศูนย์ในกรณีที่ไม่มีสินทรัพย์หมุนเวียนเลย ส่วนคำว่าสภาพคล่องติดลบที่นักลงทุนมักพูดถึง หมายถึงเงินทุนหมุนเวียนสุทธิ (Net Working Capital) ติดลบ ซึ่งเกิดจากการที่สินทรัพย์หมุนเวียนน้อยกว่าหนี้สินหมุนเวียน หรืออัตราส่วนดังกล่าวต่ำกว่า 1 เท่านั้นครับ
ค่า Current Ratio ที่เหมาะสมของแต่ละอุตสาหกรรมแตกต่างกันอย่างไร?
ค่าที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับลักษณะโมเดลธุรกิจของแต่ละอุตสาหกรรมครับ ธุรกิจกลุ่มค้าปลีก ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือโรงพยาบาล มักมี Current Ratio ต่ำกว่าเกณฑ์ทั่วไป เพราะเก็บเงินสดจากลูกค้าทันทีและได้เครดิตเทอมจากคู่ค้านาน ในขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมหนัก การผลิต หรือพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ต้องสต็อกวัตถุดิบและใช้เวลาก่อสร้างยาวนาน จึงมักมี Current Ratio สูงกว่าเพื่อลดความเสี่ยงจากการสะดุดของกระแสเงินสดครับ
ธุรกิจที่มี Current Ratio ต่ำกว่า 1 เท่าแปลว่ากำลังจะมีปัญหาทางการเงินเสมอไปหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องมีปัญหาทางการเงินเสมอไปครับ บริษัทที่มีอัตราส่วนดังกล่าวต่ำกว่า 1 เท่าอาจเป็นบริษัทที่มีอำนาจต่อรองทางการค้าสูงมาก จนสามารถดึงเงินสดจากลูกค้ามาก่อน แล้วยืดระยะเวลาชำระเงินให้เจ้าหนี้การค้าออกไปได้ เช่น ยักษ์ใหญ่กลุ่มค้าปลีกระดับโลก สิ่งสำคัญคือต้องเข้าไปตรวจสอบงบกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (Operating Cash Flow) ควบคู่ด้วยเสมอ หากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานยังเป็นบวกและสม่ำเสมอ กิจการก็ยังดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคงครับ
สรุป Current Ratio
Current Ratio เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ใช้ตรวจเช็กความแข็งแกร่งทางการเงินระยะสั้น ช่วยให้นักลงทุนรู้เท่าทันความเสี่ยงก่อนตัดสินใจซื้อหุ้นในตลาด
อย่างไรก็ตาม การเลือกหุ้นน่าลงทุนให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ไม่ควรพึ่งพาตัวเลขอัตราส่วนสภาพคล่องเพียงตัวเดียว แต่ต้องพิจารณาอัตราส่วนวัดความสามารถในการทำกำไร โครงสร้างหนี้สิน และความสามารถของทีมผู้บริหารประกอบกัน เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างพอร์ตการลงทุนที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ทั้งนี้ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดและไม่สามารถรับประกันได้ครับ
⚠️ ข้อควรระวัง: การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นทั้งหมดได้ บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุนส่วนบุคคล ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต การเทรด Forex และ CFD มีความเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนควรตรวจสอบสัดส่วนผู้ลงทุนรายย่อยที่ขาดทุนจากเอกสารเปิดเผยความเสี่ยงของผู้ให้บริการแต่ละรายก่อนตัดสินใจครับ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
บทความนี้จัดทำโดยทีมงาน Gotradehere โดยใช้เครื่องมือ AI ช่วยร่างและตรวจสอบเนื้อหา ก่อนผ่านการตรวจทานและอนุมัติจากทีมงานมนุษย์ก่อนเผยแพร่

















