TP SL คือ เครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงสำหรับเทรดเดอร์ โดย TP ย่อมาจาก Take Profit คือ การกำหนดจุดทำกำไรอัตโนมัติเมื่อราคาเดินทางไปถึงเป้าหมายที่ต้องการ ส่วน SL ย่อมาจาก Stop Loss คือ การกำหนดจุดตัดขาดทุนเมื่อราคาวิ่งสวนทาง เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้พอร์ตเสียหายหนักหรือเกิดการล้างพอร์ตจากการผันผวนของตลาดครับ
วิธีตั้ง TP SL ที่วางแผนไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถเทรดได้อย่างเป็นระบบ โดยไม่จำเป็นต้องเฝ้าหน้าจอกราฟตลอดทั้งวันครับ บทความนี้ทีมงาน Gotradehere ได้สรุปเทคนิคการตั้งค่า TP SL พร้อมตัวอย่างการคำนวณที่คุณสามารถนำไปประกอบการวางแผนการเทรดได้ครับ
หมายเหตุ: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลสำหรับการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่การชี้แนะหรือแนะนำลงทุนครับ
TP SL คืออะไร? Stop Loss กับ Take Profit
TP SL คือ Stop Loss กับ Take Profit ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยบริหารความเสี่ยงที่เทรดเดอร์ควรรู้และควรใช้ให้เป็น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงจากการเทรดที่อาจเกิดขึ้นจากความผันผวนในตลาดการเงินครับ
ทีมงาน Gotradehere ขออธิบายว่า TP SL คือ อะไร และควรตั้งค่าอย่างไรให้เหมาะกับแผนการเทรด พร้อมตัวอย่าง ติดตามได้ในบทความนี้ครับ
Stop Loss (SL) คืออะไร?
SL ย่อมาจาก Stop Loss คือ การกำหนด ‘จุดตัดขาดทุน’ ณ ราคาหนึ่ง หากราคาวิ่งสวนทางกับแนวโน้มที่คุณวิเคราะห์ไว้ เมื่อมาถึงจุดที่ตั้งค่า SL ระบบจะทำการปิดออเดอร์โดยอัตโนมัติ
เปรียบเหมือนการกำหนดว่า คุณสามารถยอมรับการขาดทุนได้เพียงเท่านี้ ดังนั้น วิธีตั้งค่า SL จะช่วยป้องกันการล้างพอร์ตได้ และมีประโยชน์มากในกรณีที่คุณไม่ได้อยู่เฝ้าหน้าจอ
Take Profit (TP) คืออะไร?
TP ย่อมาจาก Take Profit คือ การกำหนด ‘จุดทำกำไร’ ณ ราคาหนึ่ง หากราคาวิ่งมาถึงจุดที่เรากำหนดไว้แล้ว ระบบจะทำการปิดออเดอร์โดยอัตโนมัติ
ดังนั้น การตั้งค่า TP จะช่วยให้เทรดเดอร์ได้รับกำไรในราคาที่ต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องเฝ้าอยู่หน้าจอ และป้องกันความเสี่ยงหากตลาดกลับตัวไปในทิศทางตรงข้ามในอนาคต
ทำไม TP SL คือ สิ่งที่เทรดเดอร์ควรตั้งในการเทรดทุกครั้ง
- ช่วยจำกัดความเสี่ยงจากการขาดทุนให้อยู่ในระดับที่รับได้
- ช่วยลดความเสี่ยงจากการสูญเสียกำไรที่ได้รับจากความผันผวนของตลาด
- ช่วยลดการตัดสินใจจากอารมณ์ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงจากความกลัวหรือความโลภ
- ช่วยให้เทรดเดอร์ไม่จำเป็นต้องเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา
ยกตัวอย่างสถานการณ์สมมุติ เช่น เทรดเดอร์เปิดออเดอร์ Buy ทองคำ (XAUUSD) ที่ราคา $2,650.00 โดยวิเคราะห์แล้วว่าทองคำมีแนวโน้มไปต่อในทิศทางขาขึ้น แต่ไม่ได้ตั้ง TP/SL ไว้ ในช่วงแรกราคาวิ่งขึ้นไปถึง $2,680.00 ตามที่คาด ทำให้เทรดเดอร์มั่นใจและปิดหน้าจอไปนอนพักโดยไม่กังวล แต่เช้าวันต่อมากลับพบว่าราคากลับตัวลงมาที่ $2,620.00 จนออเดอร์ติดลบ ส่งผลให้เสียกำไรที่ควรได้รับไปทั้งหมด
ดังนั้นแล้ว ไม่ว่าจะวิเคราะห์ตลาดมาดีแค่ไหน ตลาดก็ยังพลิกผันได้เสมอ การตั้ง TP/SL จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการเทรดทุกครั้ง
สรุปแล้ว TP SL คือ เครื่องมือที่ช่วยจำกัดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากความผันผวนของตลาด ซึ่งช่วยให้คุณไม่จำเป็นต้องเฝ้าหน้าจอตลอดเวลาครับ
ข้อควรรู้ก่อนใช้ Take Profit และ Stop Loss
ก่อนจะเริ่มหัวข้อเทคนิคการตั้ง Take Profit และ Stop Loss เทรดเดอร์ควรทำความเข้าใจก่อนว่า TP SL คือ เครื่องมือบริหารความเสี่ยงของการเทรด ไม่ใช่แค่ปุ่มตั้งค่าราคา และมีข้อควรรู้ก่อนใช้จริง ดังนี้
การตั้ง Take Profit และ Stop Loss ไม่ควรตั้งจากความรู้สึก
ข้อผิดพลาดที่เทรดเดอร์มักพบ คือ การตั้งด้วยอารมณ์หรือความรู้สึกส่วนตัว โดยไม่ผ่านการวิเคราะห์ครับ ยกตัวอย่างเช่น
- ตั้ง Stop Loss ใกล้เกินไป ทำให้ถูกตัดขาดทุนเร็ว ทั้ง ๆ ที่ราคาแค่ย่อตัวลงมาทดสอบราคาก่อนกลับตัวไปต่อ
- ตั้ง Stop Loss ไกลเกินไป เสี่ยงทำให้ขาดทุนมากเกินความจำเป็น
ดังนั้นแล้ว TP SL คือ จุดที่ควรตั้งโดยผ่านการวิเคราะห์ร่วมกับปัจจัยหรือเครื่องมืออื่น ๆ เช่น วิเคราะห์ผ่านโครงสร้างราคา, ใช้ร่วมกับ Indicator หรือแนวรับ-แนวต้าน เป็นต้น
รู้จักการใช้ Risk Reward Ratio (RRR) เข้ามาคำนวณช่วย
Risk Reward Ratio (RRR) คือ อัตราส่วนเปรียบเทียบระหว่างความเสี่ยงที่ยอมขาดทุนได้ กับผลตอบแทนที่คาดหวังจากการเทรดแต่ละครั้ง เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการวางแผนการวาง SL TP ให้เป็นระบบและมีแบบแผนที่ชัดเจน ไม่ใช่การตัดสินใจตามอารมณ์
โดย Risk Reward Ratio (RRR) จะเปรียบเทียบเป็นอัตราส่วนระหว่าง
- Risk: จำนวนจุดหรือเงินที่ยอมขาดทุนได้
- Reward: จำนวนจุดหรือกำไรที่ต้องการหรือยอมรับได้
ตัวอย่างเช่น หากคุณเข้าเทรดที่ราคา 1.2000 โดยเราจะวาง SL ไว้ที่ราคา 1.1950 (50 Pips หรือ 50 จุด โดย 1 Pip ของ EUR/USD เท่ากับ 0.0001) และให้ RRR เท่ากับ 1:3 ดังนั้น Take Profit จะตั้งไว้ที่ 1.2150 (150 Pips) หมายความว่า แม้คุณจะเสี่ยงเทรดขาดทุน 2 ครั้ง แต่คุณก็สามารถทำกำไรได้แม้จะเทรดถูกทางเพียงครั้งเดียวครับ
ควรคำนึงถึงความผันผวนของตลาด
ความผันผวนของตลาด (Market Volatility) มักทำให้ราคาเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง ส่งผลให้การตั้ง SL หรือ TP ที่แคบเกินไป อาจทำให้ราคามาชนจุดตัดขาดทุนก่อน ซึ่งความเป็นจริงแล้ว อาจเป็นเพียงการย่อตัวเพื่อทดสอบระดับราคาก่อนเคลื่อนที่ไปต่อในทิศทางเดิม
ไม่ควรขยับ Take Profit หรือ Stop Loss เพื่อหนีการขาดทุนหรือเพิ่มการทำกำไร
TP SL คือ จุดที่ควรวางตามแผน การขยับจุดโดยไม่มีแผนรองรับ เพียงเพื่อหนีการขาดทุนหรือเพื่อทำกำไร อาจทำให้เกิดความเสี่ยงมากกว่าเดิม เนื่องจากการขยับจุด Stop Loss อาจทำให้ขาดทุนมากขึ้นกว่าเดิม หรือหากขยับ TP เพราะอยากทำกำไรมากขึ้น แต่หากราคากลับตัว สิ่งที่ควรจะได้กำไรอาจกลายเป็นขาดทุนแทนได้
เทคนิคการตั้งค่า Take Profit (TP) ในการเทรด
ในการเทรด TP SL คือ เครื่องมือที่ใช้คู่กัน โดยการตั้ง Take Profit (TP) เป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะจะช่วยล็อกกำไรที่อาจได้รับตามแผนที่วางไว้ และป้องกันความเสี่ยงในกรณีที่ราคาอาจกลับตัวในอนาคต โดยเราขอนำเสนอเทคนิคต่อไปนี้ ซึ่งจะช่วยให้การตั้งค่า TP มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนี้
- เทคนิคการตั้งค่า TP ตามโครงสร้างตลาด (Market Structure)
- เทคนิคการตั้งค่า TP ด้วย Indicator
เทคนิคการตั้งค่า Take Profit (TP) ตามโครงสร้างตลาด (Market Structure)
การตั้ง Take Profit (TP) ตาม Market Structure เป็นวิธีที่เทรดเดอร์หลายคนนิยมใช้ เนื่องจากเป็นการอ้างอิงตามพฤติกรรมของราคาจริงในตลาด ไม่ใช่การตั้งค่า TP แบบสุ่ม โดยมีเทคนิค ดังนี้
กรณีที่ตลาดมีเทรนด์ที่ชัดเจน เทรดเดอร์สามารถอาศัยโครงสร้างตลาดเข้ามาช่วยในการตั้งค่า Take Profit ได้ เช่น

- กรณีตลาดอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น ตลาดมักจะมีการสร้างจุด Higher High (จุดสูงสุดใหม่ที่สูงกว่าจุดสูงสุดเดิม) และ Higher Low (จุดต่ำสุดใหม่ที่สูงกว่าจุดต่ำสุดเดิม) ที่ชัดเจน เทรดเดอร์สามารถเข้า Buy ในจุด Higher Low และวาง Take Profit ไว้ในจุดที่ตลาดอาจทำ Higher High ถัดไป
หรือเทรดเดอร์สามารถตั้งค่า TP ตามจุด Swing High (จุดสูงสุดของคลื่นราคาก่อนที่ราคาจะปรับตัวลง) และ Swing Low (จุดต่ำสุดของคลื่นราคาก่อนที่ราคาจะปรับตัวขึ้น) ก่อนหน้า เนื่องจากจุดเหล่านี้มักเป็นบริเวณที่ราคามีโอกาสกลับตัวหรือชะลอตัวในอนาคตครับ
เทคนิคการตั้งค่า Take Profit (TP) ด้วย Indicator
การตั้งค่า Take Profit (TP) ด้วยการใช้งาน Indicator ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ได้รับความนิยมจากเทรดเดอร์หลายคน โดยเราขอยกตัวอย่างอินดิเคเตอร์ RSI ในการใช้เพื่อระบุจุด TP เนื่องจาก RSI จะช่วยบอกสภาวะการซื้อขายในตลาดซึ่งอาจนำไปสู่การกลับตัวในอนาคตครับ

สำหรับหลักการในการใช้ Indicator RSI สำหรับตั้งค่า Take Profit หรือ TP ทั้งในการเปิดออเดอร์ Buy และการเปิดออเดอร์ Sell มีดังนี้ครับ
- กรณีเปิดออเดอร์ Buy เมื่อกราฟ RSI เคลื่อนที่สูงกว่าระดับ 50 ให้ตั้งค่า TP ในระดับตั้งแต่ 70 ขึ้นไป เพราะมีโอกาสสูงที่ราคาอาจกลับตัวไปในทิศทางขาลงในอนาคต จากภาวะการซื้อที่มากเกินไป (Overbought)
- กรณีเปิดออเดอร์ Sell เมื่อกราฟ RSI เคลื่อนที่ต่ำกว่าระดับ 50 ให้ตั้งค่า TP ในระดับตั้งแต่ 30 ลงมา เพราะมีโอกาสสูงที่ราคาอาจกลับตัวไปในทิศทางขาขึ้นในอนาคต จากภาวะการขายที่มากเกินไป (Oversold)
🐔 ตัวอย่างการใช้ RSI ตั้ง TP: หากคุณสังเกตเห็นว่ากราฟ RSI เคลื่อนที่สูงกว่าระดับ 50 ซึ่งแสดงถึงแนวโน้มทิศทางขาขึ้น (Uptrend) และตัดสินใจเปิดออเดอร์ Buy คู่ราคาทองคำ XAUUSD ที่ $2,650.00 (เป็นราคาสมมุติเพื่ออธิบายตัวอย่างเท่านั้น ไม่ใช่ราคาตลาดปัจจุบัน) ดังนั้น เพื่อล็อกกำไรตามแผน คุณจึงตั้ง Take Profit โดยอ้างอิงจาก RSI ที่ระดับสูงกว่า 70 ซึ่งอยู่ที่ $2,680.00 เป็นต้นไป ตามผลกำไรที่คุณวางแผนไว้ครับ
เทคนิคการตั้งค่า Stop Loss (SL) ในการเทรด
TP SL คือ ชุดเครื่องมือที่ใช้คู่กัน โดย Stop Loss (SL) เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยจำกัดการขาดทุนจากความผันผวนของตลาด และลดความเสี่ยงในการล้างพอร์ต ซึ่งเทรดเดอร์ควรตั้งค่าทุกครั้งที่เปิดออเดอร์ โดยมีเทคนิคที่ช่วยให้การตั้ง SL มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนี้
- เทคนิคการตั้งค่า SL ด้วย Price Pattern
- เทคนิคการตั้งค่า SL ด้วย Indicator
เทคนิคการตั้งค่า Stop Loss (SL) ด้วย Price Pattern
Price Pattern คือ รูปแบบของกราฟที่แสดงการเคลื่อนที่ของราคาสินทรัพย์ที่เกิดขึ้นในอดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งการใช้ Price Pattern จะช่วยให้เราสามารถระบุแนวโน้มทิศทางราคา, โอกาสกลับตัว รวมไปถึงระบุแนวรับ-แนวต้านจาก Neckline (เส้นแนวรับหรือแนวต้านที่ลากเชื่อมจุดสำคัญของรูปแบบราคา) ได้ ซึ่งสามารถนำจุดนี้มาเพื่อตั้งเป็นจุด Stop Loss ได้ครับ

🐔 ตัวอย่างการใช้ Price Pattern ตั้ง SL: จากกราฟเป็น Price Pattern รูปแบบ Double Bottom (ราคาลงไปทดสอบแนวรับ 2 ครั้งก่อนจะเด้งกลับขึ้น) โดยเราได้ทำการเปิดออเดอร์ Buy ที่ระดับเส้นแนวรับ และคาดการณ์ว่าราคาจะ Rebound ขึ้นไปทดสอบแนวต้าน และสามารถทะลุผ่านไปเป็นขาขึ้น แต่ก็มีโอกาสที่จะไม่สามารถทะลุเส้นแนวต้านและกลับตัวเป็นแนวโน้มขาลง ดังนั้น เราควรตั้ง Stop Loss ไว้ในจุดของแนวรับลงมาตามระดับการขาดทุนที่คุณยอมรับได้ครับ
เทคนิคการตั้งค่า Stop Loss (SL) ด้วย Indicator
TP SL คือ จุดที่ควรตั้งอย่างมีเหตุผล เช่นเดียวกับการตั้งค่า TP การตั้งค่า SL ก็สามารถใช้อินดิเคเตอร์เข้ามาช่วยระบุแนวรับ-แนวต้านได้เช่นกัน โดย Indicator ที่เราหยิบมาใช้ในการช่วยตั้งค่าจุด Stop Loss คือ Bollinger Bands โดยมีวิธีการใช้ ดังนี้ครับ

โดยปกติแล้วอินดิเคเตอร์ Bollinger Bands จะประกอบไปด้วยเส้น 3 เส้น ดังนี้
- Upper Band: ใช้แทนเส้นแนวต้าน
- Middle Band: ใช้สำหรับระบุแนวโน้ม
- Lower Band: ใช้แทนเส้นแนวรับ
สำหรับ การตั้งค่า Stop Loss เราจะใช้ Upper Band และ Lower Band เข้ามาช่วยในการตั้งค่าโดยใช้หลักการ ดังนี้
- กรณีที่คุณเปิดออเดอร์ Buy คุณควรจะตั้งค่า Stop Loss ไว้ที่ต่ำกว่าเส้น Lower Band
- กรณีที่คุณเปิดออเดอร์ Sell ควรจะตั้งค่า Stop Loss ไว้ที่เหนือเส้น Upper Band
นอกจากนี้ควรจะใช้เส้น Middle Band มาประกอบการวิเคราะห์แนวโน้มก่อนตัดสินใจเปิดออเดอร์ด้วย และการตั้งค่าระดับ SL ของแต่ละคนอาจขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงและความพึงพอใจที่เทรดเดอร์แต่ละคนรับได้ครับ
Trailing Stop Loss คืออะไร?
Trailing Stop Loss คือ เครื่องมือบริหารความเสี่ยง ที่ใช้เลื่อนจุด Stop Loss ตามทิศทางราคาหรือตามคำสั่งซื้อขายที่กำลังดำเนินการอยู่แบบอัตโนมัติ เพื่อช่วยป้องกันความเสี่ยงและช่วยรักษาผลกำไรบางส่วนหากราคามีการกลับตัวในอนาคต โดยมีหลักการ ดังนี้
- เทรดเดอร์จะตั้งคำสั่ง Trailing Stop Loss โดยกำหนดเป็นระยะหรือ % ราคา
- ถ้าราคาวิ่งไปในทิศทางที่ทำกำไร Stop Loss จะเลื่อนตาม
- แต่ถ้าราคากลับตัว Stop Loss จะไม่เลื่อนกลับ
ยกตัวอย่างเช่น สมมติคุณเปิด Buy EUR/USD ที่ราคา 1.1000 ตั้ง Trailing Stop ไว้ที่ 30 Pips
| ราคา | Stop Loss จะอยู่ที่ |
| 1.1000 | 1.0970 |
| 1.1050 | 1.1020 |
| 1.1100 | 1.1070 |
| 1.1200 | 1.1170 |
หากราคาวิ่งขึ้นไปถึง 1.1200 แต่กลับตัวลงมาที่ 1.1170 ระบบจะปิดออเดอร์ทันที และคุณจะได้กำไร 170 Pips โดยจะเห็นว่า Trailing Stop Loss จะช่วยป้องกันความเสี่ยงในกรณีที่ราคากลับตัว อีกทั้งยังช่วยรักษาผลกำไรที่เกิดขึ้นแล้วเช่นกัน
ข้อจำกัดของ TP SL
ข้อจำกัดของการใช้งาน Stop Loss (SL)
- ราคาอาจแตะจุด Stop Loss จากความผันผวนในระยะสั้นของตลาด ทำให้ออเดอร์ถูกปิด ซึ่งในความเป็นจริง อาจเป็นเพียงการย่อตัวในระยะสั้นก่อนกลับตัวไปต่อในทิศทางเดิม
- Stop Loss ไม่สามารถป้องกันปัญหา Slippage ได้ทั้งหมด เนื่องจากราคาอาจกระโดดข้ามจุด Stop Loss จากความผันผวนของตลาด ส่งผลให้ปิดออเดอร์ได้ในราคาที่แย่กว่าที่ตั้งไว้
- จำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์ร่วมกับการตั้งค่า Stop Loss เนื่องจาก
- หากคุณตั้ง Stop Loss ใกล้เกินไป ก็อาจเสี่ยงที่จะถูกปิดออเดอร์เร็วทั้งที่ตลาดอาจจะมีโอกาสเคลื่อนไหวตามแนวโน้มที่วิเคราะห์ไว้
- หากคุณตั้ง Stop Loss ไกลเกินไป ก็อาจเสี่ยงที่จะขาดทุนเกินความจำเป็น
ข้อจำกัดของการใช้งาน Take Profit (TP)
- จำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์ตามโครงสร้างตลาด หากคุณตั้งโดยไม่ผ่านการวิเคราะห์ อาจกำหนดเป้าหมายไว้ในระดับที่ราคาไปไม่ถึง
- เนื่องจาก TP ปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อราคาแตะเป้าหมายที่กำหนด ซึ่งอาจทำให้พลาดโอกาสในการทำกำไรที่มากกว่า ในกรณีที่ราคายังเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดิม
🐔 คำแนะนำจากทีมงาน Gotradehere: ในการเทรดจริง ยังมีรูปแบบการตั้งค่าคำสั่งซื้อขายที่เทรดเดอร์ควรรู้นอกจาก TP SL เช่นกัน ซึ่งเราได้รวบรวมคำสั่งซื้อขายที่ควรรู้ เพื่อช่วยให้การเทรดของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ประเภทคำสั่งซื้อขาย Forex ได้เลยครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Stop Loss และ Take Profit
วิธี Stop Loss มีกี่แบบ?
Stop Loss หรือการตัดขาดทุน สามารถทำได้หลายวิธี เช่น Percentage Stop, Chart Stop, Volatility Stop และ Time Stop ครับ
Stop Loss กับ Take Profit ต่างกันอย่างไร?
Take Profit คือ การกำหนดจุดทำกำไร ณ ราคาหนึ่งเพื่อล็อกผลตอบแทนไว้ แต่ Stop Loss คือ การกำหนดจุดตัดขาดทุนเพื่อหยุดการขาดทุนไม่ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากการผันผวนของตลาดครับ
TP SL คืออะไร และควรตั้งยังไง?
การตั้งค่า TP และ SL ไม่ได้มีค่าที่แน่นอนและตายตัว ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์การเทรดของแต่ละคน เพียงแต่เทรดเดอร์ควรคำนึงถึงผลกำไรขาดทุนที่ตนเองพึงพอใจหรือยอมรับได้ ซึ่งสามารถปรับใช้กับการตั้ง TP และ SL ที่ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไปครับ
RR คืออะไร?
RR หรือ RRR ย่อมาจาก Risk Reward Ratio หมายถึง อัตราส่วนสำหรับการประเมินความคุ้มค่าของการลงทุน โดยเปรียบเทียบจากความเสี่ยงของผลลัพธ์ที่จะเสียเทียบกับผลตอบแทนที่คาดหวังว่าจะได้ครับ
วิธีคำนวณ Stop Loss?
การคำนวณ Stop Loss สามารถทำได้หลากหลายวิธี เช่น คำนวณจากเปอร์เซ็นต์เงินในพอร์ต (Risk %) โดยใช้สูตร เงินที่ยอมขาดทุน = เงินในพอร์ต × %Risk หรือคำนวณ Stop Loss จากอัตราส่วน Risk Reward Ratio (RRR) ครับ
TP SL คือ ตัวย่อของอะไร?
TP ย่อมาจาก Take Profit หรือที่เรียกว่าจุดทำกำไร ส่วน SL ย่อมาจาก Stop Loss หรือที่เรียกว่าจุดตัดขาดทุนครับ
ทำไมต้องตั้ง SL ทุกครั้งในการเทรด?
การตั้ง Stop Loss (SL) ทุกครั้งเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น ข่าวผันผวนรุนแรง หรือการกระชากของราคา การมี SL จะช่วยจำกัดการขาดทุนต่อออเดอร์ให้อยู่ในระดับที่วางแผนไว้ และช่วยลดความเสี่ยงที่พอร์ตจะเสียหายหนักหรือถูกล้างพอร์ต อย่างไรก็ตาม ในภาวะตลาดผันผวนรุนแรงหรือราคากระโดดข้ามระดับ SL (Slippage) ออเดอร์อาจถูกปิดในราคาที่แย่กว่าที่ตั้งไว้ครับ
สรุปเกี่ยวกับ Stop Loss กับ Take Profit
TP SL คือ คำสั่งการซื้อขายที่ช่วยให้คุณสามารถปิดออเดอร์เพื่อทำกำไร หรือปิดเพื่อป้องกันการขาดทุนที่มากจนเกินไป โดยการกำหนดจุดทั้งสองนี้มีความสำคัญกับเทรดเดอร์เป็นอย่างมาก เนื่องจากช่วยให้บริหารความเสี่ยงและวางแผนการเทรดได้อย่างเป็นระบบ รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงในการล้างพอร์ตครับ
อย่างไรก็ตาม ในการเทรด Forex ยังมีเทคนิคและกลยุทธ์อีกมากมายให้คุณต้องเรียนรู้ หากใครกำลังสนใจการลงทุนในตลาดนี้ จำเป็นต้องหมั่นศึกษาข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มเติม นอกจากนี้ การเลือกโบรกเกอร์ Forex ให้เหมาะสมกับรูปแบบการเทรดของตนเองก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ควรพิจารณาครับ
⚠️ ข้อควรระวัง: การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นทั้งหมดได้ บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุนส่วนบุคคล ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต การเทรด Forex และ CFD มีความเสี่ยงสูง และมีนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากขาดทุนจากการเทรดผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
บทความนี้จัดทำโดยทีมงาน Gotradehere โดยมีการใช้เครื่องมือ AI ช่วยในการค้นคว้าและเรียบเรียงเนื้อหา และผ่านการตรวจสอบโดยทีมงานก่อนเผยแพร่ครับ

















