Table of Contents
Table of Contents

หุ้นกู้ vs หุ้น ต่างกันอย่างไร? เลือกลงทุนแบบไหนดีกว่ากัน

หุ้นกู้ vs หุ้น — สรุปข้อแตกต่างระหว่างเจ้าหนี้และเจ้าของ

หุ้นกู้ vs หุ้น คือการเปรียบเทียบสองสินทรัพย์ทางการเงินยอดนิยมที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในเรื่องของสถานะการถือครอง ผลตอบแทน และระดับความเสี่ยง

โดย หุ้นกู้ (Corporate Bond) คือตราสารหนี้ที่บริษัทเอกชนออกเพื่อระดมทุน ทำให้นักลงทุนมีสถานะเป็น “เจ้าหนี้” ในขณะที่ หุ้น (Stock) คือตราสารทุนที่ทำให้นักลงทุนมีสถานะเป็น “เจ้าของร่วม” ของบริษัทนั้น ๆ

การทำความเข้าใจความต่างระหว่างหุ้นกู้และหุ้น ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญสำหรับนักลงทุนมือใหม่ในการจัดพอร์ตการลงทุน (Asset Allocation) ให้เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงิน ระดับความเสี่ยงที่รับได้ และความต้องการสภาพคล่องของตนเอง

บทความนี้จะพาทุกคนไปเจาะลึกข้อแตกต่างและเปรียบเทียบความเสี่ยงหมัดต่อหมัดครับ


หุ้นกู้ vs หุ้น ต่างกันอย่างไร?

ข้อแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่างหุ้นกู้และหุ้น หรือที่หลายคนเรียกว่า หุ้นกู้ vs หุ้น สามารถพิจารณาได้จากสถานะตามกฎหมายของผู้ถือและรูปแบบของผลตอบแทนที่จะได้รับครับ

ทำความเข้าใจสถานะทางการเงิน: เจ้าหนี้ (Bond) กับ เจ้าของ (Equity)

หลายคนสงสัยว่า Bond กับ Equity ต่างกันไหม คำตอบคือต่างกันตั้งแต่รากฐานทางกฎหมาย

  • หุ้นกู้ (Corporate Bond): เมื่อคุณซื้อหุ้นกู้ บริษัทที่ออกหุ้นกู้จะกลายเป็น “ลูกหนี้” และคุณจะมีสถานะเป็น “เจ้าหนี้” บริษัทมีภาระผูกพันตามกฎหมายที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยตามงวดที่กำหนด และคืนเงินต้นเต็มจำนวนเมื่อครบกำหนดอายุ
  • หุ้น (Stock / Equity): เมื่อคุณซื้อหุ้นสามัญ คุณจะกลายเป็น “เจ้าของร่วม” หรือผู้ถือหุ้นของบริษัทนั้น มีสิทธิร่วมรับทั้งผลกำไรและความเสี่ยงจากการขาดทุนของบริษัท รวมถึงมีสิทธิออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้นด้วย

รูปแบบผลตอบแทน: ดอกเบี้ยคงที่ vs เงินปันผลและส่วนต่างราคา (Capital Gain)

  • ผลตอบแทนของหุ้นกู้: มาในรูปแบบของ ดอกเบี้ย (Coupon Rate) ซึ่งมักจะเป็นอัตราคงที่และกำหนดวันจ่ายชัดเจน (เช่น จ่ายทุก 3 เดือน หรือ 6 เดือน) ทำให้นักลงทุนคาดการณ์กระแสเงินสดล่วงหน้าได้แม่นยำ
  • ผลตอบแทนของหุ้น: มาจาก 2 ส่วนหลัก คือ เงินปันผล (Dividend) ซึ่งขึ้นอยู่กับกำไรและนโยบายของบริษัท (ไม่การันตีว่าจะจ่ายทุกปี) และ กำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) หากราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นตามการเติบโตของธุรกิจ


โดยผู้ถือหุ้นสามัญจะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ได้รับเงินคืนหลังจากชำระหนี้สินให้ทุกฝ่ายครบแล้วเท่านั้นครับ

เปรียบเทียบ หุ้นกู้ vs หุ้น แบบไหนเสี่ยงกว่ากัน?

หากวัดกันที่ความผันผวนของราคาและโอกาสสูญเสียเงินต้น หุ้นสามัญมีความเสี่ยงสูงกว่าหุ้นกู้ อย่างไรก็ตาม สินทรัพย์ทั้งสองประเภทต่างมีความเสี่ยงเฉพาะตัวที่นักลงทุนต้องระวังครับ

ความเสี่ยงของหุ้นกู้: ความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ (Default Risk) และ Credit Rating

ถึงแม้หุ้นกู้จะมีผลตอบแทนที่กำหนดไว้ล่วงหน้าตามสัญญา แต่ความเสี่ยงหลักคือ ความเสี่ยงจากการที่บริษัทผู้ออกไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้นได้ (Default Risk) 

นักลงทุนจึงต้องพิจารณาอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ที่จัดทำโดยสถาบันจัดอันดับที่ได้รับการรับรองจากสำนักงาน ก.ล.ต. เช่น TRIS Rating

โดยทั่วไปหุ้นกู้ระดับลงทุนได้ (Investment Grade) จะอยู่ที่ระดับ BBB- ขึ้นไป และควรตรวจสอบสถิติอัตราการผิดนัดชำระหนี้ย้อนหลังของแต่ละระดับ Rating ได้โดยตรงจากรายงานของสถาบันจัดอันดับก่อนตัดสินใจลงทุน

ความเสี่ยงของหุ้น: ความผันผวนของราคาตลาด (Volatility) และผลประกอบการ

หุ้นมีความเสี่ยงจาก ความผันผวนของราคา (Price Volatility) ซึ่งเกิดจากผลการดำเนินงานของบริษัท สภาวะเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย และอารมณ์ของตลาดในขณะนั้น นักลงทุนมีโอกาสขาดทุนจากส่วนต่างราคาหากผลประกอบการของบริษัทไม่เป็นไปตามคาด หรือเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ

หัวข้อการเปรียบเทียบหุ้นกู้ (Corporate Bond)หุ้น (Stock / Equity)
สถานะของผู้ถือเจ้าหนี้ (Creditor)เจ้าของร่วม (Shareholder)
รูปแบบผลตอบแทนดอกเบี้ยคงที่ตามงวด และเงินต้นเมื่อครบกำหนดเงินปันผล + กำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain)
ระดับความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง (เน้นรักษาเงินต้น)ปานกลางถึงสูง (ผันผวนตามสภาวะตลาด)
สิทธิในการบริหารไม่มีสิทธิ์ออกเสียงในการบริหารมีสิทธิ์ออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้น
ลำดับการคืนเงินกรณีล้มละลายได้รับคืนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญได้รับคืนเป็นลำดับสุดท้าย

ลงทุนหุ้นกู้หรือหุ้นดีกว่า? เมื่อไหร่ควรซื้อหุ้นกู้ดีกว่าหุ้น

ไม่มีคำตอบที่ตายตัวว่าระหว่างหุ้นกู้ vs หุ้น สินทรัพย์ไหนดีกว่ากัน แต่ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดและเป้าหมายการลงทุนของคุณครับ

เมื่อไหร่ซื้อหุ้นกู้ดีกว่า

  • ต้องการกระแสเงินสดประจำ (Passive Income): เช่น นักลงทุนวัยเกษียณที่ต้องการดอกเบี้ยสม่ำเสมอมาใช้จ่าย
  • ช่วงแนวโน้มดอกเบี้ยผ่านจุดสูงสุด หรือเศรษฐกิจชะลอตัว: การล็อกอัตราดอกเบี้ยที่สูงของหุ้นกู้ไว้ล่วงหน้าอาจช่วยปกป้องเงินทุนได้ดีกว่าหุ้นในสถานการณ์เช่นนี้
  • รับความเสี่ยงได้ต่ำ: ต้องการปกป้องเงินต้น ไม่ชอบความผันผวนของราคาในรายวัน

เมื่อไหร่ควรเลือกหุ้น

  • ต้องการชนะเงินเฟ้อในระยะยาว: หุ้นมีโอกาสสร้างผลตอบแทนแบบทบต้นที่สูงกว่าดอกเบี้ยหุ้นกู้ในระยะยาว
  • ต้องการการเติบโตของเงินทุน (Capital Growth): สำหรับนักลงทุนอายุน้อย หรือผู้ที่ต้องการสะสมความมั่งคั่ง
  • รับความผันผวนของราคาได้: สามารถทนเห็นมูลค่าพอร์ตลดลงชั่วคราวในช่วงตลาดขาลงได้


คำถามที่พบบ่อย

หุ้นกู้กับหุ้นควรเลือกอะไรดีสำหรับมือใหม่?

สำหรับมือใหม่ หากยังรับความผันผวนได้น้อยและต้องการศึกษาตลาด แนะนำเริ่มต้นแบ่งสัดส่วนการลงทุนไปยังหุ้นกู้คุณภาพดี (Investment Grade) เพื่อรับดอกเบี้ยที่แน่นอน ควบคู่ไปกับการศึกษาพื้นฐานการเลือกหุ้น เพื่อค่อย ๆ เพิ่มสัดส่วนการลงทุนตามความชำนาญครับ

หุ้นกู้ ต่างจาก หุ้น อย่างไร ในเรื่องการเสียภาษี?

ดอกเบี้ยจากหุ้นกู้โดยทั่วไปจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) ในอัตรา 15% ตามประมวลรัษฎากร ขณะที่เงินปันผลจากหุ้นสามัญจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% 

ส่วนกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น (Capital Gain) สำหรับบุคคลธรรมดาที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไทยปัจจุบันได้รับการยกเว้นภาษี ทั้งนี้อัตราภาษีอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศของกรมสรรพากร ผู้ลงทุนควรตรวจสอบอัตราล่าสุดก่อนตัดสินใจครับ

ถ้าบริษัทเจ๊งหรือล้มละลาย ผู้ถือหุ้นกู้หรือผู้ถือหุ้นใครได้เงินคืนก่อน?

ผู้ถือหุ้นกู้ได้รับเงินคืนก่อนครับ เพราะกฎหมายจัดลำดับให้เจ้าหนี้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้การค้า ธนาคาร หรือผู้ถือหุ้นกู้ ได้รับชำระคืนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญเสมอ 

ดังนั้นแม้บริษัทจะเหลือทรัพย์สินไม่มาก ผู้ถือหุ้นกู้ก็ยังมีโอกาสได้เงินคืนบางส่วนมากกว่าผู้ถือหุ้นสามัญซึ่งมักไม่เหลืออะไรเลยในกรณีที่เลวร้ายที่สุด


สรุป หุ้นกู้ vs หุ้น

หุ้นกู้และหุ้นต่างเป็นเครื่องมือการลงทุนที่มีจุดเด่นและข้อจำกัดต่างกันชัดเจน การเปรียบเทียบ หุ้นกู้ vs หุ้น จึงช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพชัดว่าสินทรัพย์ใดเหมาะกับเป้าหมายของตนมากกว่ากัน 

หุ้นกู้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความมั่นคงและดอกเบี้ยสม่ำเสมอ ในขณะที่หุ้นเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างความมั่งคั่งและรับความผันผวนเพื่อแลกกับผลตอบแทนที่สูงขึ้น

นอกจากผลตอบแทนและความเสี่ยงแล้ว นักลงทุนควรเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมการซื้อขาย (Brokerage Fee) ของทั้งสองสินทรัพย์ด้วย 

และควรระมัดระวังอคติทางพฤติกรรม เช่น การไล่ซื้อหุ้นตามกระแสตลาด (Herding) ในช่วงตลาดร้อนแรง ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสินใจลงทุนโดยขาดการไตร่ตรองครับ

การเลือกลงทุนจึงไม่ใช่การเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นการวางสัดส่วนให้เหมาะสมกับอายุ เป้าหมายทางการเงิน และความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้ครับ

อ่านศึกษาความรู้เกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นกู้เพิ่มเติมได้ที่: หุ้นกู้คืออะไร

ศึกษาขั้นตอนการจองซื้อหุ้นกู้ออกใหม่ได้ที่: วิธีซื้อหุ้นกู้

หรือเรียนรู้เกณฑ์การประเมินความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ได้ที่: Credit Rating คือ

บทความนี้จัดทำโดยทีมงาน Gotradehere โดยใช้เครื่องมือ AI ช่วยประมวลผลข้อมูลและร่างเนื้อหาเบื้องต้น และผ่านการตรวจทานความถูกต้องโดยทีมบรรณาธิการก่อนเผยแพร่


อ่านบทความเพิ่มเติม: Knowledge

อ่านรีวิวโบรกเกอร์อื่น ๆ ได้ที่: Review Broker

Table of Contents
TOP FOREX BROKERS
1
5/5

IUX

5/5
2
3/5
IC Markets
IC Markets-top-forex-brokers
IC Markets
4/5
3
4/5
FXGT.com
FXGT.com
4/5
4
3/5
Hantec Markets
Hantec Markets
3/5
5
4/5
Eightcap
Eightcap
3/5

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

– Advertisement –

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

FOLLOW US
บทความที่เกี่ยวข้อง

– Advertisement –