เขียนโดย ทีมงาน Gotradehere | อัปเดตล่าสุด: 26 มิถุนายน 2569
“ซื้อหุ้นกู้ยังไง?” เป็นหนึ่งในคำถามยอดฮิตสำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่กำลังมองหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอและมีความผันผวนต่ำกว่าหุ้นสามัญการซื้อหุ้นกู้ในปัจจุบันไม่ได้ยุ่งยากเหมือนในอดีตที่ต้องเดินทางไปธนาคารเพื่อกรอกเอกสารใบจอง เพราะระบบดิจิทัลทำให้เราสามารถเลือกสรรและกดจองซื้อผ่านสมาร์ทโฟนได้ภายในเวลาไม่กี่นาที
การเรียนรู้วิธีซื้อหุ้นกู้และขั้นตอนการเตรียมตัวล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการทำรายการผิดพลาด และช่วยเพิ่มโอกาสในการจองซื้อได้ทันเวลา โดยเฉพาะหุ้นกู้ของบริษัทชั้นนำที่มีความต้องการในตลาดสูงมาก บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกขั้นตอนการจองซื้อหุ้นกู้ผ่านแอปพลิเคชันอย่างละเอียดครับ
⚠️ ข้อควรระวัง: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นได้ บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลสำหรับการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่การชี้แนะหรือแนะนำลงทุนส่วนบุคคล ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคตครับ
หุ้นกู้คืออะไร? ทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนเริ่มต้นลงทุน
หุ้นกู้คือตราสารหนี้ชนิดหนึ่งที่ออกโดยบริษัทเอกชน (หรือที่เรียกในวงการว่า “ผู้ออกตราสาร”) มีวัตถุประสงค์เพื่อระดมทุนไปใช้ในกิจการต่าง ๆ เช่น การขยายธุรกิจ การลงทุนในโครงการใหม่ หรือการชำระหนี้เดิมที่ครบกำหนด โดยบริษัทเอกชนรายนั้นจะมีสถานะเป็น “ลูกหนี้” ส่วนนักลงทุนอย่างเราที่นำเงินไปซื้อหุ้นกู้จะมีสถานะเป็น “เจ้าหนี้” ซึ่งสิ่งที่เราจะได้รับกลับมาเป็นผลตอบแทนก็คือ “ดอกเบี้ยหุ้นกู้” ตามอัตราและระยะเวลาที่กำหนดไว้ชัดเจน เช่น จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน หรือทุก 6 เดือน และจะได้รับ “เงินต้น” คืนเต็มจำนวนเมื่อหุ้นกู้นั้นเดินทางไปจนครบกำหนดอายุสัญญา
กลไกการทำงานของหุ้นกู้ในฐานะตราสารหนี้
เมื่อเราตัดสินใจซื้อหุ้นกู้ เงินลงทุนของเราจะถูกล็อกอยู่กับหุ้นกู้ตามอายุสัญญาที่กำหนด เช่น 3 ปี 5 ปี หรือ 7 ปี โดยบริษัทผู้จัดจำหน่ายจะกำหนดมูลค่าขั้นต่ำในการจองซื้อเอาไว้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเริ่มต้นที่ 100,000 บาท และทวีคูณครั้งละ 100,000 บาท (ยกเว้นหุ้นกู้ดิจิทัลบางรุ่นที่เปิดโอกาสให้เข้าถึงง่ายขึ้นด้วยการเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท) ตลอดช่วงอายุสัญญาเราจะไม่มีสิทธิ์ถอนเงินต้นคืนจากบริษัทเอกชนก่อนกำหนดได้ แต่มีสิทธิ์ได้รับดอกเบี้ยอย่างสม่ำเสมอจนกว่าตราสารจะหมดอายุ ซึ่งถือเป็นกลไกการสร้างกระแสเงินสดที่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการรายได้สม่ำเสมอ
หุ้นกู้เสี่ยงไหม? วิธีดู Credit Rating ป้องกันเงินต้นพัง
คำถามที่ว่าหุ้นกู้เสี่ยงไหม ต้องตอบตรง ๆ ตามหลักความจริงว่า “มีความเสี่ยง” และความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดคือ “ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (Default Risk)” หรืออธิบายง่าย ๆ คือสถานการณ์ที่บริษัทเอกชนรายนั้นประสบปัญหาทางการเงินจนไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้นให้เราได้ ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจว่าควรซื้อหุ้นกู้รุ่นไหน นักลงทุนจำเป็นต้องตรวจสอบ “อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating)” สามารถตรวจสอบอันดับความน่าเชื่อถือล่าสุดของหุ้นกู้แต่ละรุ่นได้จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด (TRIS Rating) ที่ trisrating.com หรือ Fitch Ratings Thailand ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับที่ได้รับการรับรองจาก ก.ล.ต.
Credit Rating แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มแรกคือ Investment Grade (ระดับที่สามารถลงทุนได้) ซึ่งจะมีอันดับความน่าเชื่อถือตั้งแต่ AAA (สูงที่สุด เสี่ยงต่ำสุด), AA, A ไปจนถึงอันดับต่ำสุดในกลุ่มนี้คือ BBB- หากอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในกลุ่มนี้ แปลว่าบริษัทยังมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและมีความสามารถในการชำระหนี้สูง ส่วนกลุ่มที่สองคือ Speculative Grade หรือ Non-Investment Grade (ระดับเก็งกำไร) ซึ่งมักถูกเรียกว่า “หุ้นกู้ High Yield” จะมีอันดับความน่าเชื่อถือตั้งแต่ BB+ ลงไปจนถึง D (ผิดนัดชำระหนี้) หุ้นกู้กลุ่มนี้จะให้ดอกเบี้ยที่สูงมากเพื่อดึงดูดใจ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่เงินต้นมีโอกาสพังหรือสูญหายได้เช่นกัน
ซื้อหุ้นกู้ที่ไหนได้บ้าง? ช่องทางการลงทุนในปัจจุบัน
สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นศึกษาและอยากรู้ว่าซื้อหุ้นกู้ที่ไหนได้บ้าง ในปัจจุบันช่องทางการเข้าถึงแบ่งออกตามประเภทของตลาดและรูปแบบของหลักฐานการครอบครอง เพื่อให้เหมาะสมกับความสะดวกของนักลงทุนแต่ละกลุ่ม
ตลาดแรก (IPO: Initial Public Offering) กับตลาดรอง ต่างกันอย่างไร?
- ตลาดแรก (Primary Market): เป็นการจองซื้อหุ้นกู้ที่ออกใหม่เป็นครั้งแรก (IPO) โดยซื้อโดยตรงจากบริษัทผู้ออกผ่านสถาบันการเงินที่ทำหน้าที่เป็นผู้จัดจำหน่าย (Underwriter) เช่น ธนาคารพาณิชย์ หรือบริษัทหลักทรัพย์ ราคาที่ซื้อจะเป็นราคาพาร์ (Par Value) เสมอ ซึ่งมักจะอยู่ที่ 1,000 บาทต่อหน่วย
- ตลาดรอง (Secondary Market): เป็นตลาดสำหรับนักลงทุนที่พลาดการจองซื้อในตลาดแรก หรือนักลงทุนเดิมที่ถือหุ้นกู้อยู่แล้วแต่ต้องการใช้เงินด่วนจึงนำหุ้นกู้ออกมาขายก่อนครบกำหนด การซื้อขายในตลาดรองจะกระทำผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร หรือแพลตฟอร์มตลาดรองตราสารหนี้ โดยราคาซื้อขายจะไม่ใช่ราคาพาร์อีกต่อไป แต่จะผันผวนขึ้นลงตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายและอายุคงเหลือของหุ้นกู้รุ่นนั้น ๆ
เปรียบเทียบ: “ใบหุ้นกู้ (Scrip)” vs “หุ้นกู้ไร้ใบ/ดิจิทัล (Scripless)”
สิ่งที่หลายคนมักเข้าใจผิดคือคิดว่าการซื้อหุ้นกู้จะต้องได้รับกระดาษสัญญาหรือ “ใบหุ้นกู้” มาเก็บไว้ที่บ้านเสมอ แต่ในความเป็นจริง ระบบการส่งมอบในปัจจุบันพัฒนาไปไกลมาก โดยแบ่งออกเป็นสองรูปแบบหลัก ๆ ดังนี้ครับ

🐔 คำแนะนำจากทีมงาน Gotradehere: ข้อมูลจากฝั่งคู่แข่งมักจะเน้นย้ำถึงขั้นตอนการจัดการเมื่อใบหุ้นกู้สูญหาย ซึ่งเป็นกระบวนการแบบดั้งเดิมที่ต้องไปแจ้งความและยื่นเรื่องกับนายทะเบียน ซึ่งมีค่าธรรมเนียมและเสียเวลาค่อนข้างมาก ทีมงาน Gotradehere แนะนำว่าหากคุณเป็นนักลงทุนยุคใหม่ การเลือกซื้อหุ้นกู้ในรูปแบบ “ไร้ใบ (Scripless)” หรือ “หุ้นกู้ดิจิทัล” ผ่านแอปพลิเคชัน จะช่วยอุดรอยต่อและตัดปัญหาเรื่องเอกสารหายไปได้อย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังช่วยให้การซื้อขายเปลี่ยนมือในตลาดรองทำได้ยืดหยุ่นกว่ามากครับ
วิธีซื้อหุ้นกู้และขั้นตอนการจองหุ้นกู้ผ่านแอปพลิเคชัน
เมื่อเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ตอนนี้เรามาดูวิธีซื้อหุ้นกู้และวิธีจองหุ้นกู้ผ่านแอพ ซึ่งกลายเป็นช่องทางหลักที่สะดวกรวดเร็วที่สุดในปัจจุบัน โดยเราสามารถทำได้ผ่านสมาร์ทโฟนของตัวเอง
ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนกดจอง: ยืนยันตัวตน (Dip Chip) และแบบประเมินความเสี่ยง
สิ่งที่นักลงทุนมือใหม่มักจะพลาดจนทำให้จองหุ้นกู้ไม่ทัน คือการเข้าไปเปิดแอปพลิเคชันในเช้าวันที่เปิดจองแล้วพบว่าระบบบังคับให้กรอกข้อมูลมากมาย ดังนั้น การเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างน้อย 1–2 วันก่อนวันเปิดจองจริงจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยมีขั้นตอนสำคัญที่ต้องทำดังนี้
- ดาวน์โหลดและลงทะเบียนแอปพลิเคชัน: ไม่ว่าจะเป็นแอป “เป๋าตัง” (สำหรับหุ้นกู้ดิจิทัล) หรือแอปพลิเคชันของธนาคารพาณิชย์ที่เป็นผู้จัดจำหน่าย ผู้จัดจำหน่ายหุ้นกู้แต่ละรุ่นจะระบุช่องทางการจองซื้อไว้ในหนังสือชี้ชวน ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ ก.ล.ต. ที่ sec.or.th หรือตรวจสอบผ่าน ThaiBMA ที่ thaibma.or.th โดยตรง
- การยืนยันตัวตน (Dip Chip / NDID): ตรวจสอบว่าบัญชีของคุณได้รับการยืนยันตัวตนขั้นสูงสุดแล้วหรือยัง หากยังไม่เคยทำ อาจต้องนำบัตรประชาชนไปเสียบที่ตู้ ATM หรือสาขาของธนาคาร (Dip Chip) หรือกดยืนยันตัวตนข้ามธนาคารผ่านระบบ NDID (National Digital ID — ระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลแห่งชาติที่ให้ทำธุรกรรมกับหลายธนาคารด้วยบัญชีเดิม) เพื่อเปิดสิทธิ์การทำธุรกรรมวงเงินสูงเพื่อเปิดสิทธิ์การทำธุรกรรมวงเงินสูง
- ทำแบบประเมินความเสี่ยง (Suitability Test): กฎหมายของ ก.ล.ต. บังคับให้ผู้ลงทุนต้องทำแบบประเมินความเสี่ยงก่อนลงทุนในตราสารทางการเงิน หากคะแนนความเสี่ยงของคุณต่ำกว่าระดับความเสี่ยงของหุ้นกู้ที่จะซื้อ ระบบจะมีข้อความแจ้งเตือน ซึ่งคุณจะต้องกดยอมรับความเสี่ยงเพิ่มเติม (Risk Acceptance) จึงจะสามารถดำเนินการต่อได้

เทคนิคจองหุ้นกู้ผ่านแอปให้ทันและได้สิทธิ์ชัวร์
เนื่องจากหุ้นกู้ของบริษัทเอกชนที่มีชื่อเสียงดีและให้ดอกเบี้ยสูง มักจะถูกจับจองจนเต็มโควตาอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่นาที (หรือบางครั้งไม่กี่วินาที) หลังเปิดระบบ การเข้าซื้อแบบสุ่มสี่สุ่มห้าอาจทำให้คุณพลาดโอกาสสำคัญไปได้ ทีมงานจึงรวบรวมเทคนิคที่จะช่วยให้คุณจองซื้อได้ทันเวลามาฝากครับ
ตั้งนาฬิกาปลุกรอเปิดระบบ: กฎ First Come, First Served
การจัดสรรหุ้นกู้ผ่านแอปพลิเคชันส่วนใหญ่จะใช้เกณฑ์ “ใครมาก่อนได้ก่อน” หรือ First Come, First Served ดังนั้นคุณต้องทราบเวลาเปิดระบบที่แน่นอน ซึ่งส่วนใหญ่จะเริ่มเปิดเปิดจองในเวลา 08.30 น. ของวันแรกที่เสนอขาย แนะนำให้ตั้งนาฬิกาปลุกล่วงหน้า 15 นาที เพื่อเข้ามาสแตนด์บาย ล็อกอินเข้าแอปพลิเคชันให้เรียบร้อย และตรวจสอบว่าสัญญาณอินเทอร์เน็ตมีความเสถียร เพราะหากหลุดออกจากระบบในช่วงเวลานั้น การกดล็อกอินใหม่อาจจะทำได้ยากเนื่องจากปริมาณผู้ใช้งานที่หนาแน่น
เช็กวงเงิน ชำระเงิน และการผูกบัญชีล่วงหน้า
- โอนเงินเข้ามารอ: หากเป็นการจองซื้อผ่านวอลเล็ต (เช่น แอปเป๋าตัง) ควรโอนเงินฝากเข้ามารอในวอลเล็ตให้ครบถ้วนตามจำนวนที่ตั้งใจจะซื้อตั้งแต่วันก่อนหน้า เพราะการโอนเงินจำนวนมากในเช้าวันเปิดจองอาจจะติดขัดจากปัญหาระบบธนาคารหน่วง
- ตรวจสอบวงเงินแอปธนาคาร: หากเลือกชำระเงินด้วยการตัดบัญชีธนาคารโดยตรง ต้องเข้าไปตรวจสอบและปรับเพิ่ม “วงเงินการโอน/ชำระเงินต่อวัน” ในแอปพลิเคชันของคุณให้ครอบคลุมยอดเงินที่จะซื้อหุ้นกู้ด้วย เนื่องจากวงเงินเริ่มต้นของแอปธนาคารส่วนใหญ่มักจะจำกัดอยู่ที่ 50,000 – 100,000 บาทต่อวันเท่านั้น ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อการซื้อหุ้นกู้
⚠️ ข้อควรระวัง: แม้ว่าการจองซื้อจะทำได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส แต่นักลงทุนต้องตระหนักอยู่เสมอว่าหุ้นกู้เป็นการลงทุนระยะยาว เงินทุนของคุณจะถูกล็อกไว้ตามอายุสัญญา การบริหารเงินสด (Money Management) จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ห้ามนำเงินร้อน เงินออมก้อนสุดท้าย หรือเงินที่มีความจำเป็นต้องใช้ในระยะสั้นมาซื้อหุ้นกู้เด็ดขาด เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉิน การนำหุ้นกู้ไปขายต่อในตลาดรองเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดอาจจะต้องใช้เวลาและมีโอกาสขาดทุนจากส่วนต่างราคาได้ครับ
คำถามที่พบบ่อย
ซื้อหุ้นกู้ยังไงให้ปลอดภัยจากมิจฉาชีพ?
การซื้อหุ้นกู้ให้ปลอดภัย 100% ต้องทำรายการผ่านแอปพลิเคชันอย่างเป็นทางการของสถาบันการเงินที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวนเท่านั้น ห้ามหลงเชื่อเพจโซเชียลมีเดียที่แอบอ้างชื่อบริษัทใหญ่แล้วชวนให้โอนเงินเข้าบัญชีบุคคลธรรมดาโดยเด็ดขาด นักลงทุนสามารถตรวจสอบรายชื่อหุ้นกู้ที่ได้รับอนุญาตให้เสนอขายจริงได้ผ่านเว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. เสมอ นักลงทุนสามารถตรวจสอบรายชื่อหุ้นกู้และผู้จัดจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. ได้โดยตรงที่ sec.or.th/th/pages/shortcut-fcd.aspx
ถ้าจองหุ้นกู้ผ่านแอปไม่ทัน สามารถไปซื้อที่ไหนได้อีก?
หากจองซื้อในตลาดแรก (IPO) ไม่ทัน คุณยังสามารถหาซื้อหุ้นกู้รุ่นนั้นหรือรุ่นอื่น ๆ ที่ใกล้เคียงกันได้ผ่าน “ตลาดรองตราสารหนี้” โดยติดต่อผ่านเคาน์เตอร์ของธนาคารพาณิชย์ หรือใช้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายตลาดรองบนแอปพลิเคชันของธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำ ซึ่งจะมีนักลงทุนรายอื่นนำหุ้นกู้ออกมาส่งต่อเปลี่ยนมืออยู่เรื่อย ๆ ครับ
ใบหุ้นกู้หาย หรืออยากโอนหุ้นกู้ดิจิทัลให้คนอื่นต้องทำอย่างไร?
ในกรณีที่ถือใบหุ้นกู้ (Scrip) แล้วสูญหาย คุณต้องไปแจ้งความที่สถานีตำรวจแล้วนำใบแจ้งความไปยื่นต่อนายทะเบียนหุ้นกู้ (มักจะเป็นธนาคารที่เป็นผู้จัดจำหน่าย) เพื่อขอออกใบใหม่ ซึ่งจะมีขั้นตอนและค่าธรรมเนียมตามที่กำหนด ส่วนกรณีของหุ้นกู้ดิจิทัล (Scripless) จะไม่มีปัญหาเรื่องใบหุ้นหาย และหากต้องการโอนกรรมสิทธิ์ให้บุคคลอื่น ก็สามารถทำรายการโอนเปลี่ยนชื่อผู้ถือครองผ่านระบบของนายทะเบียนหรือฟังก์ชันบนแอปพลิเคชันหลักทรัพย์ที่รองรับได้โดยตรง เงื่อนไขและค่าธรรมเนียมการโอนเปลี่ยนชื่อผู้ถือขึ้นอยู่กับนายทะเบียนของหุ้นกู้รุ่นนั้น ๆ ซึ่งมักระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน แนะนำให้ติดต่อธนาคารผู้จัดจำหน่ายโดยตรงเพื่อสอบถามเงื่อนไขที่เป็นปัจจุบัน
สรุป: ซื้อหุ้นกู้ยังไงให้ตอบโจทย์พอร์ตลงทุนของคุณ
สรุปง่าย ๆ คือ วิธีซื้อหุ้นกู้ในยุคปัจจุบันมีความสะดวกสบายขึ้นมากผ่านการจองซื้อบนแอปพลิเคชันดิจิทัล สิ่งสำคัญที่นักลงทุนมือใหม่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ การเตรียมความพร้อมของบัญชีและการยืนยันตัวตนล่วงหน้า รวมถึงการเข้าจองให้ตรงเวลาตามเกณฑ์ First Come, First Served นอกเหนือจากความเร็วในการกดจองแล้ว สิ่งที่ห้ามละเลยคือการวิเคราะห์อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) เพื่อประเมินความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ และการจัดสรรเงินลงทุนเฉพาะเงินเย็นที่สอดคล้องกับอายุสัญญาของหุ้นกู้เท่านั้น
หากคุณต้องการศึกษาแนวทางการบริหารพอร์ตและทำความเข้าใจภาพรวมของตราสารหนี้แต่ละประเภทเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถเลือกสรรสินทรัพย์ได้ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินของตนเองมากยิ่งขึ้น สามารถเข้าไปอ่านคู่มือฉบับเจาะลึกต่อได้ที่บทความ หุ้นกู้คืออะไร หรือศึกษาแนวทางการกระจายความเสี่ยงเพื่อเริ่มต้นสร้างพอร์ตอย่างถูกวิธีครับ
⚠️ คำเตือนความเสี่ยง: การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นได้ บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุนส่วนบุคคล ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด (TRIS Rating): https://www.trisrating.com
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.): https://www.sec.or.th
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA): https://www.thaibma.or.th
⚠️ หมายเหตุ: หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำโดยทีมงาน Gotradehere โดยมีการใช้เครื่องมือ AI ช่วยในการประมวลผลข้อมูลและตรวจทานเนื้อหา ก่อนผ่านการตรวจสอบและอนุมัติขั้นสุดท้ายโดยผู้เชี่ยวชาญของทีมงาน

















