Table of Contents
Table of Contents

เทรด Spot กับ Future ต่างกันยังไง? ทำความเข้าใจก่อนเทรดจริง

เทรด Spot กับ Future ต่างกันยังไง? ทำความเข้าใจก่อนเทรดจริง

นักเทรดมือใหม่กว่า 70% ขาดทุนในปีแรกและหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ การเลือกประเภทการเทรดผิด โดยเฉพาะกับการเทรด Spot กับ Future ต่างกันยังไง? เคลียร์ทุกข้อสงสัยในบทความนี้

หากคุณเพิ่งเริ่มต้นศึกษาโลกของการลงทุนในตลาดการเงิน หนึ่งในคำถามที่มือใหม่มักสงสัย คือ ‘เทรด Spot กับ Future ต่างกันอย่างไร?’ ทั้งสองรูปแบบต่างมีวิธีและความเสี่ยงที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างทั้งสองจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่นักเทรดทุกคนควรรู้ก่อนเปิดออเดอร์แรก โดยในบทความนี้ เราได้สรุปทุกหัวข้อทุกคนควรรู้ก่อนเริ่มต้นลงทุนครับ


การเทรด Spot คืออะไร?

การเทรด Spot คืออะไร?
เทรด Spot กับ Future ต่างกันยังไง? ทำความเข้าใจก่อนเทรดจริง 4

การเทรด Spot (Spot Trading) คือ การซื้อ-ขายสินทรัพย์จริง ณ ราคาตลาดปัจจุบันและมีการส่งมอบสินทรัพย์นั้นทันทีหรือภายในระยะเวลาที่กำหนด

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ เช่น หากคุณซื้อ Bitcoin (BTC) จำนวน 1 เหรียญ ที่ราคา $60,000 (หรือประมาณ 2,000,000 บาท) คุณจะต้องจ่ายเงินเต็มจำนวน $60,000 เพื่อแลกกับการได้รับเหรียญ Bitcoin จริง ๆ เข้ามาเก็บไว้ในกระเป๋าเงินดิจิทัล (Wallet) ของคุณทันที

โดยปกติแล้ว ในตลาดดั้งเดิม ระยะเวลาการชำระเงินและส่งมอบสินค้าจะใช้เวลาไม่เกิน 2 วันทำการ หรือที่เรามักได้ยินว่า T+2 แต่ถ้าเป็นตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล (Cryptocurrency) การส่งมอบจะเกิดขึ้นแบบเรียลไทม์ (Instant Settlement) ครับ

สินทรัพย์ในตลาด Spot มีอะไรบ้าง?

เราสามารถพบการเทรด Spot ได้ในหลายตลาดหลัก ๆ ดังนี้:

  • สินทรัพย์ดิจิทัล (Cryptocurrency): การซื้อเหรียญ เช่น BTC, ETH หรือ USDT บนกระดานเทรดต่าง ๆ
  • หุ้น (Stocks): การซื้อหุ้นสามัญของบริษัทต่าง ๆ เพื่อถือครองความเป็นเจ้าของและรับเงินปันผล
  • สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities): การซื้อขายโลหะมีค่า น้ำมัน หรือพืชผลทางการเกษตรแบบส่งมอบจริง
  • ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา Forex: การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจริง ๆ ณ อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน

ลักษณะเด่นของการเทรด Spot

  1. เป็นเจ้าของสินทรัพย์จริง: เมื่อซื้อแล้ว สินทรัพย์นั้นจะเป็นสิทธิ์ของคุณโดยสมบูรณ์ คุณสามารถโอนย้าย นำไปใช้งาน หรือเก็บไว้ได้นานเท่าที่ต้องการ
  2. ไม่มีวันหมดอายุ: คุณสามารถถือสินทรัพย์นั้นไว้ได้ตลอดชีวิต ตราบใดที่สินทรัพย์นั้นยังมีมูลค่าและไม่ถูกเพิกถอนจากตลาด
  3. ไม่มีความเสี่ยงเรื่องการถูกบังคับขาย: ต่อให้ราคาของสินทรัพย์จะตกลงไปมากแค่ไหน สินทรัพย์ของคุณก็จะไม่หายไป (ตราบใดที่ราคาไม่เป็นศูนย์) แต่อาจจะต้องเจอกับสภาวะ ‘ติดดอย’ หรือการขาดทุนทางตัวเลข
  4. ซื้อขายตามมูลค่าจริง: มีเงินเท่าไรก็ซื้อได้เท่านั้น ไม่สามารถใช้ Leverage เข้ามาช่วยในการเทรดได้

วิธีการเทรด Spot

วิธีการเทรด Spot สามารถทำได้ 2 วิธี ดังนี้

  • Market Order: ซื้อหรือขายทันที ณ ราคาที่ดีที่สุดในตลาดขณะนั้น
  • Limit Order: ตั้งราคารับซื้อหรือราคาขายล่วงหน้า ระบบจะทำการจับคู่คำสั่งซื้อขายให้โดยอัตโนมัติ เมื่อราคาตลาดวิ่งมาถึงจุดที่กำหนด

ข้อดี

  • ซื้อขายสินทรัพย์จริง
  • สามารถถือยาวได้ มีเฉพาะค่าธรรมเนียมการซื้อ-ขายทั่วไป
  • มีความปลอดภัย ไม่ต้องกังวลเรื่องพอร์ตแตกจากความผันผวนของราคา
  • เหมาะกับการลงทุนในระยะยาว

ข้อเสีย

  • ใช้เงินทุนค่อนข้างสูง เพราะไม่สามารถใช้งาน Leverage ได้
  • สามารถทำกำไรได้เฉพาะในช่วงตลาดขาขึ้นเท่านั้น
  • กำไรที่ได้รับมักแปรผันตามต้นทุนที่ใช้ลงทุน ทำให้ถ้ามีทุนเริ่มต้นน้อย ก็สร้างกำไรได้จำกัด

แนะนำการเทรด Gold Spot คืออะไร?

Gold Spot คือ การซื้อขายทองคำที่อ้างอิงราคาตลาดโลก ณ ปัจจุบัน โดยใช้สัญลักษณ์ XAU/USD ซึ่งแสดงมูลค่าทองคำเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยมีการส่งมอบทองคำจริงภายใน T+2 (2 วันทำการ) ต่างจาก Gold Futures ที่กำหนดราคาและวันส่งมอบไว้ล่วงหน้า


การเทรด Future คืออะไร?

การเทรด Future คืออะไร?
เทรด Spot กับ Future ต่างกันยังไง? ทำความเข้าใจก่อนเทรดจริง 5

การเทรด Future (Futures Trading) คือ ‘สัญญาซื้อขายล่วงหน้า’ โดยเป็นข้อตกลงระหว่างบุคคลสองฝ่ายว่าจะซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิง ณ ราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า และส่งมอบตามเวลาที่กำหนดในอนาคต

ส่วนใหญ่แล้ว ในการเทรด Future คุณจะไม่ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์จริง ๆ แต่เป็นการ ‘เก็งกำไรจากทิศทางราคา’ ของสินทรัพย์นั้น ๆ แต่ก็มีบางประเภทที่มีการส่งมอบสินทรัพย์จริง เช่น สินค้าโภคภัณฑ์อย่างกลุ่มการเกษตร เป็นต้น

ยกตัวอย่างเช่น ในการซื้อขาย Stock Futures หากคุณคิดว่าราคาหุ้น Apple (AAPL) กำลังจะขึ้น คุณสามารถเปิดสัญญา Long (ซื้อ) หรือหากคิดว่าราคากำลังจะร่วง คุณสามารถเปิดสัญญา Short (ขาย) โดยไม่จำเป็นต้องถือหุ้น Apple จริงแม้แต่หุ้นเดียว

สินทรัพย์ในตลาด Future มีอะไรบ้าง?

  • ดัชนีหุ้นและหุ้นรายตัว (Index Futures): เช่น SET50 Index Futures หรือ S&P 500 Futures
  • สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Futures): เช่น สัญญาน้ำมันดิบ (Crude Oil), ทองคำ (Gold Futures) หรือยางพารา
  • สินทรัพย์ดิจิทัล (Crypto Futures): เช่น BTC Perpetual Futures (สัญญาแบบไม่มีวันหมดอายุ ซึ่งนิยมมากในตลาดคริปโต)
  • อัตราแลกเปลี่ยน (Currency Futures): สัญญาซื้อขายล่วงหน้าของคู่เงินในสกุลต่าง ๆ

ลักษณะเด่นของการเทรด Future

  • ใช้เลเวอเรจได้ (Leverage) โดยวางเงินประกัน (Margin) เพียงส่วนหนึ่ง เพื่อควบคุมสัญญาที่มีมูลค่าสูงกว่า เช่น วางเงิน 1,000 บาท เพื่อเปิดสัญญามูลค่า 10,000 บาท ช่วยเพิ่มโอกาสให้สร้างกำไรได้มากขึ้นจากเงินทุนที่มีอยู่ แต่หากขาดทุนก็จะถูกขยายในอัตราเดียวกัน 
  • ทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง
    • หากคาดการณ์ว่าราคาจะปรับตัวสูงขึ้น สามารถเปิดสัญญา Long เพื่อทำกำไร
    • หากคาดการณ์ว่าราคาจะปรับตัวลดลง สามารถเปิดสัญญา Short เพื่อทำกำไร
  • มีวันหมดอายุ โดยสัญญา Futures มีกำหนดวันส่งมอบที่ชัดเจน ผู้เทรดต้องปิดสัญญาหรือต่ออายุก่อนถึงวันดังกล่าว 

วิธีการเทรด Future

  • วิเคราะห์ตลาด ศึกษาแนวโน้มราคาสินทรัพย์ที่ต้องการเทรด เพื่อประเมินทิศทางที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
  • วาง Margin ส่วนหนึ่งเป็นหลักประกันเพื่อเปิดสัญญา
  • กำหนดมูลค่าที่ต้องการซื้อขาย และเลือกระดับ Leverage ที่ต้องการและเหมาะกับความเสี่ยงที่รับได้
  • เลือกเปิดสัญญา โดยเลือก Long หากคาดว่าราคาจะขึ้น หรือเลือก Short หากคาดว่าราคาจะลง
  • ปิดสัญญาเมื่อราคาถึงเป้าหมายกำไร จุดตัดขาดทุน (SL) หรือเมื่อสัญญาใกล้วันหมดอายุ

ข้อดี

  • สามารถทำกำไรได้ทั้งตลาดขาขึ้นและขาลง
  • ใช้เงินทุนต่ำ โดยอาศัยการใช้งาน Leverage
  • ซื้อขายได้แบบเรียลไทม์ เหมาะกับการเก็งกำไรระยะสั้น

ข้อเสีย

  • ความเสี่ยงสูงมาก จากการใช้งาน Leverage ในจำนวนที่สูง สามารถทำให้พอร์ตแตกได้ในพริบตา
  • มีการเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม เช่น Funding Rate ในตลาดคริปโต หรือค่าธรรมเนียมการถือครองข้ามคืน (Swap)
  • ไม่ได้ถือสินทรัพย์จริง เป็นเพียงสัญญาการซื้อขายเท่านั้น

แนะนำการเทรด Gold Future คืออะไร?

Gold Future คือ สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า โดยตกลงราคาและวันส่งมอบไว้ล่วงหน้า แทนที่จะซื้อทองคำแท่งจริงมาเก็บไว้ เทรดเดอร์จะสามารถวางหลักประกัน (Margin) เพื่อเปิดสัญญาเก็งกำไรจากทิศทางราคาทองคำ 

โดยสัญญามีวันหมดอายุที่ชัดเจน ดังนั้น นักเทรดต้องปิดหรือต่ออายุสัญญาก่อนถึงวันดังกล่าว เหมาะกับผู้ที่ต้องการเก็งกำไรระยะสั้นโดยไม่ต้องวุ่นวายกับการขนส่งหรือเก็บรักษาทองคำจริง

การเทรด Spot กับ Future ต่างกันยังไง? 

การเทรด Spot กับ Future ต่างกันยังไง? 
เทรด Spot กับ Future ต่างกันยังไง? ทำความเข้าใจก่อนเทรดจริง 6

ตัวอย่างการเทรดด้วย Spot และ Future

ตัวอย่างสถานการณ์จริง: สมมติว่าปัจจุบันราคาทองคำอยู่ที่ $3,000 ต่อทรอยออนซ์ และคุณมีเงินทุน $10,000

กรณีที่ 1: เทรดแบบ Spot

  • ใช้เงิน $10,000 ซื้อทองคำได้ 3.33 ทรอยออนซ์
  • หากราคาขึ้นไปที่ $3,600 (+20%): มูลค่าทองคำของคุณเพิ่มเป็น $12,000 (เท่ากับกำไร $2,000 หรือ +20%)
  • หากราคาร่วงลงไปที่ $2,400 (-20%): มูลค่าลดเหลือ $8,000 (เท่ากับขาดทุน $2,000 แต่ยังถือทองคำครบ 3.33 ทรอยออนซ์ รอราคากลับขึ้นไปได้)

กรณีที่ 2: เทรดแบบ Futures (Leverage 1:10)

  • ใช้เงิน $10,000 เป็นหลักประกัน (Margin) เปิดสัญญา Long มูลค่า $100,000 โดยใช้ Leverage 1:10 
  • หากราคาขึ้นไปที่ $3,600 (+20%): สัญญามีมูลค่าเพิ่มเป็น $120,000 (กำไร $20,000 หรือ +200% ของเงินต้น)
  • แต่หากราคาปรับลงประมาณ 10% ก็มีโอกาสถูกล้างพอร์ตได้ เพราะขาดทุนกินเงินประกันทั้งหมด ทำให้แม้ราคาจะเด้งกลับภายหลัง เทรดเดอร์ก็ไม่สามารถถือสถานะเดิมต่อได้แล้ว

ควรเลือกเทรด Spot หรือ Future แบบไหนดีกว่ากัน?

เลือกเทรด Spot

  • เป็นนักลงทุนระยะยาว ที่อยากออมสินทรัพย์ไว้และหวังเก็งกำไรในอนาคต
  • ยอมรับความผันผวนได้ แต่ไม่อยากกังวลเรื่องพอร์ตแตกหรือล้างพอร์ต
  • ต้องการความเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ซื้อแล้วปิดจอไปทำอย่างอื่นได้
  • เน้นความปลอดภัยของเงินต้นเป็นหลัก

เลือกเทรด Future

  • ต้องการเก็งกำไรระยะสั้น (Day Trader / Scalper) สามารถเฝ้าหน้าจอบ่อย ๆ ได้
  • ต้องการอาศัยจังหวะทำกำไรทั้งในตลาดขาขึ้นและขาลง
  • มีทักษะในการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) 
  • มีเงินทุนจำกัด แต่อยากสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นผ่านระบบ Leverage

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเทรด Spot กับ Future ต่างกันอย่างไร

การเทรด Future กับ Option ต่างกันยังไง?

การเทรด Future คือ สัญญาที่ผู้ซื้อและผู้ขายมีภาระผูกพันต้องซื้อขายสินทรัพย์ตามราคาที่ตกลงไว้ในอนาคต แต่การเทรด Option คือ สัญญาที่ให้สิทธิในการซื้อหรือขายสินทรัพย์ แต่ไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิก็ได้

เทรด Future เสียภาษีไหม?

กำไรที่ได้รับจากการเทรด Futures ในประเทศไทยจำเป็นต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เทรดเดอร์ควรตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดจากกรมสรรพากรเพิ่มเติมครับ

เทรด Option คืออะไร?

การเทรด Option คือ การซื้อขายสัญญาที่ให้สิทธิในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิงในอนาคต โดยผู้ซื้อสามารถเลือกใช้สิทธิหรือไม่ใช้สิทธิก็ได้

1 pips เท่ากับกี่จุด?

1 pips เท่ากับ 10 จุด ยกตัวอย่างเช่น หากราคา EUR/USD ขยับจาก 1.10000 ไปเป็น 1.10010 จะถือว่าเคลื่อนไหว 1 pips หรือ 10 จุดนั่นเอง

สรุปเรื่องเทรด Spot กับ Future ต่างกันอย่างไร

การเข้าใจว่า เทรด Spot กับ Future ต่างกันอย่างไร คือ เรื่องสำคัญที่เทรดเดอร์ไม่ควรมองข้ามและทำความเข้าใจให้ละเอียดก่อนตัดสินใจเลือกลงทุน หากเทรดเดอร์เลือกลงทุนโดยไม่ได้ทำความเข้าใจหรือเลือกเพียงเพราะต้องการลงทุน อาจส่งผลเสียต่อเงินลงทุนของคุณเองได้ โดยการเทรด Spot กับ Future ต่างกัน ดังนี้

  • การเทรด Spot คือ การซื้อสินทรัพย์จริง เน้นสะสม หวังเก็งกำไรในระยะยาว
  • การเทรด Future คือ สัญญาเก็งกำไร เน้นการเทรดระยะสั้น ใช้ Leverage เพิ่มโอกาสในการลงทุน แต่ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่สูงขึ้น

แต่ไม่ว่าคุณจะเลือกการเทรดรูปแบบใด สิ่งสำคัญที่สุดอีกอย่าง คือ ‘การควบคุมอารมณ์’ ก่อนตัดสินใจเปิดออเดอร์ทุกครั้ง ควรประเมินความเสี่ยงที่ตัวเองยอมรับได้ และไม่ลืมที่จะวางแผนรับมือกับความผันผวนของตลาดทุกครั้งครับ


อ่านบทความเพิ่มเติม: Knowledge

อ่านรีวิวโบรกเกอร์อื่น ๆ ได้ที่: Review Broker

Table of Contents
TOP FOREX BROKERS
1
5/5

IUX

5/5
2
3/5
IC Markets
IC Markets-top-forex-brokers
IC Markets
4/5
3
4/5
FXGT.com
FXGT.com
4/5
4
3/5
Hantec Markets
Hantec Markets
3/5
5
4/5
Eightcap
Eightcap
3/5

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

– Advertisement –

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

FOLLOW US
บทความที่เกี่ยวข้อง

– Advertisement –