ROA (Return on Assets) คือ อัตราส่วนทางการเงินที่ใช้วัดความสามารถของบริษัทในการนำสินทรัพย์ทั้งหมดไปสร้างผลกำไร โดยแสดงค่าเป็นเปอร์เซ็นต์ เพื่อบอกว่าสินทรัพย์ทุก ๆ 100 บาท สามารถสร้างกำไรสุทธิกลับมาได้กี่บาท
ROA ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือพื้นฐานที่สำคัญสำหรับนักลงทุนที่ต้องการคัดกรองหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี เพราะเป็นตัวชี้วัดที่บอกได้ว่าผู้บริหารทำงานได้มีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน บทความนี้จะอธิบายว่า ROA คืออะไร มีวิธีคำนวณอย่างไร และข้อควรระวังสำคัญในการนำไปใช้งานจริงก่อนตัดสินใจลงทุนครับ
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลสำหรับการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่การชี้แนะหรือคำแนะนำทางการเงินหรือการลงทุน การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยงและผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นได้ ผลการดำเนินงานหรือตัวเลขในอดีตไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันผลลัพธ์ในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนครับ
ROA คืออะไร?
ROA คือ อัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ ที่ได้จากการเปรียบเทียบระหว่างกำไรสุทธิและสินทรัพย์รวม เพื่อสะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารงานของบริษัท
การทำธุรกิจนั้น สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินสด ที่ดิน เครื่องจักร หรือแม้กระทั่งทรัพย์สินทางปัญญา สินทรัพย์เหล่านี้ล้วนเป็นต้นทุนที่บริษัทจัดหามาเพื่อสร้างรายได้ การดูค่า ROA จะช่วยให้นักลงทุนตอบคำถามได้ว่า บริษัทสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดเหล่านี้ได้คุ้มค่าแค่ไหน
หากบริษัทมีสินทรัพย์จำนวนมหาศาล แต่กลับสร้างกำไรได้เพียงเล็กน้อย นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าบริษัทกำลังใช้สินทรัพย์ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ หรืออาจมีการลงทุนในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้มากเกินไป ในทางกลับกัน บริษัทที่ใช้สินทรัพย์น้อยแต่สร้างกำไรได้มาก มักจะเป็นบริษัทที่น่าสนใจในสายตานักลงทุนเสมอ
วิธีแปลความหมายค่า ROA บนงบการเงิน
วิธีแปลความหมายนั้นตรงไปตรงมาครับ สมมติว่าบริษัทแห่งหนึ่งมีค่า ROA อยู่ที่ 15% ความหมายคือ เมื่อบริษัทนำสินทรัพย์มูลค่า 100 บาทไปลงทุนหรือดำเนินกิจการ จะสามารถสร้างกำไรสุทธิกลับคืนมาได้ 15 บาท
ค่ายิ่งสูงยิ่งหมายความว่าบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรที่ดีเยี่ยม ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถหาดูได้ง่าย ๆ จากงบการเงินของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยนักลงทุนสามารถดูค่าประวัติย้อนหลัง 3-5 ปี เพื่อประเมินความสม่ำเสมอในการเติบโตของธุรกิจได้ด้วย
ทำไมค่า ROA ยิ่งสูงถึงยิ่งสะท้อนถึงการบริหารงานที่ดี?
เหตุผลที่ค่า ROA เป็นตัวชี้วัดความเก่งของผู้บริหาร เป็นเพราะการทำกำไรให้สูงขึ้นนั้นมีเพียงสองทางหลัก คือ การเพิ่มรายได้และการลดต้นทุน หากผู้บริหารเก่งจริง พวกเขาจะสามารถกระตุ้นยอดขาย หรือบริหารจัดการกระบวนการผลิตให้มีต้นทุนต่ำลงได้โดยไม่ต้องลงทุนซื้อสินทรัพย์ขนาดใหญ่เพิ่มตลอดเวลา
ดังนั้น บริษัทที่รักษาค่า ROA ให้อยู่ในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง จึงมักจะเป็นบริษัทที่มีความได้เปรียบทางการแข่งขัน มีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง หรือมีเทคโนโลยีที่ลอกเลียนแบบได้ยากนั่นเอง
วิธีการดูค่าของ ROA
- ROA > 0 หมายถึง บริษัทสามารถสร้างกำไรสุทธิจากสินทรัพย์ได้
- ROA < 0 หมายถึง บริษัทไม่สามารถสร้างกำไรสุทธิจากสินทรัพย์ได้
🐔 คำแนะนำจากทีมงาน Gotradehere: ข้อควรระวังในการใช้ ROA คือ ธุรกิจแบบไหนที่ใช้ค่า ROA เทียบกันไม่ได้? เราไม่ควรนำค่า ROA ของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (Asset-light) ที่แทบไม่ต้องสร้างโรงงาน มาเปรียบเทียบกับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์หรือโรงงานอุตสาหกรรม (Asset-heavy) ที่ต้องตุนที่ดินและเครื่องจักรจำนวนมาก เพราะธรรมชาติของสินทรัพย์ต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเปรียบเทียบที่ถูกต้องจึงต้องเทียบกับค่าเฉลี่ยของบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันเสมอครับ
สูตรการคำนวณหาค่า ROA
ROA สูตรมีสูตรการคำนวณคือ การนำกำไรสุทธิ (Net Profit) มาหารด้วยสินทรัพย์รวมเฉลี่ย (Average Total Assets) แล้วคูณด้วย 100 เพื่อแปลงค่าให้ออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์
ROA = (กำไรสุทธิ (Net Profit) / สินทรัพย์รวมเฉลี่ย (Average Total Assets)) x 100
- กำไรสุทธิ (Net Profit) คือ กำไรหลังจากหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้ว
- สินทรัพย์ของบริษัท (Asset) คือ ส่วนของเจ้าของหรือส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) รวมถึงหนี้สิน (Debt) ของบริษัท
แม้ว่าในปัจจุบัน แพลตฟอร์มเทรดหรือเว็บไซต์ด้านการลงทุนจะมีค่า ROA คำนวณสำเร็จรูปมาให้ดูแล้ว แต่การเข้าใจที่มาที่ไปของ ROAสูตร จะช่วยให้นักลงทุนสามารถเจาะลึกไปถึงต้นตอได้ว่า สาเหตุที่อัตราส่วนนี้เพิ่มขึ้นหรือลดลงนั้น มาจากการเปลี่ยนแปลงของกำไร หรือการเปลี่ยนแปลงของฝั่งสินทรัพย์กันแน่
นอกจากนี้ การคำนวณด้วยตัวเองยังเป็นประโยชน์อย่างมากเวลาที่เราต้องการวิเคราะห์งบการเงินแบบรายไตรมาส หรือต้องการประมาณการผลประกอบการล่วงหน้า เพื่อหาจังหวะเข้าลงทุนก่อนที่ตลาดจะรับรู้ข่าว
องค์ประกอบของสูตรคำนวณหาค่า ROA
องค์ประกอบหลักของสูตรมีเพียง 2 ตัวแปรเท่านั้น ได้แก่ กำไรสุทธิ ซึ่งคือบรรทัดสุดท้ายของงบกำไรขาดทุนที่หักค่าใช้จ่ายและภาษีทั้งหมดแล้ว และ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย ซึ่งหาได้จากการนำสินทรัพย์รวมต้นงวดบวกสินทรัพย์รวมปลายงวด แล้วหารด้วยสอง
การใช้สินทรัพย์รวมเฉลี่ยจะช่วยลดความคลาดเคลื่อนในกรณีที่บริษัทมีการซื้อสินทรัพย์ก้อนใหญ่ระหว่างปี ซึ่งอาจทำให้ค่าที่ได้บิดเบือนไปจากความเป็นจริง
ตัวอย่างการคำนวณจริง ให้เห็นภาพชัดเจน
สมมติว่าต้องการวิเคราะห์บริษัท A ซึ่งดำเนินธุรกิจค้าปลีก โดยมีข้อมูลจากงบการเงินล่าสุดดังนี้:
- กำไรสุทธิของปีนี้: 50 ล้านบาท
- สินทรัพย์รวมเมื่อต้นปี: 400 ล้านบาท
- สินทรัพย์รวมเมื่อปลายปี: 600 ล้านบาท
อันดับแรก หาฐานสินทรัพย์รวมเฉลี่ย = (400 + 600) / 2 = 500 ล้านบาท
จากนั้นเข้าสูตร ROA = (50 ล้านบาท / 500 ล้านบาท) x 100 = 10%
ผลลัพธ์คือ บริษัท A มีค่า ROA ที่ 10% ครับ
สรุปตัวแปรที่ใช้ในสูตรคำนวณ ROA
| ตัวแปรในสูตร | แหล่งที่มาของข้อมูล | ความหมาย |
| กำไรสุทธิ (Net Profit) | งบกำไรขาดทุน | กำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่าย ดอกเบี้ย และภาษี |
| สินทรัพย์รวม (Total Assets) | งบแสดงฐานะการเงิน | มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดที่บริษัทครอบครอง (ส่วนทุน + หนี้สิน) |
| ผลลัพธ์ (คูณ 100) | – | แสดงค่าเป็นเปอร์เซ็นต์ (%) |
ROA กับ ROE ต่างกันยังไง?
ROA กับ ROE ต่างกันตรงที่ฐานของข้อมูลที่นำมาใช้หาร โดย ROA จะสะท้อนการทำกำไรจาก “สินทรัพย์ทั้งหมด” แต่ ROE จะสะท้อนการทำกำไรจาก “เงินของเจ้าของ” เท่านั้น
นักลงทุนมือใหม่หลายคนมักจะสับสนระหว่างสองคำนี้ เพราะหน้าตาคล้ายกันและใช้ประเมินความสามารถในการทำกำไรเหมือนกัน แต่ความจริงแล้ว อัตราส่วนทั้งสองตัวนี้สะท้อนภาพการบริหารงานในมิติที่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
การนำสินทรัพย์รวมมาคำนวณใน ROA แปลว่าเรากำลังรวมเอา “หนี้สิน” เข้าไปประเมินด้วย แต่สำหรับ ROE (Return on Equity) จะโฟกัสแค่ว่า ผู้บริหารสามารถนำเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นไปทำให้งอกเงยได้กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น โดยไม่สนใจว่าบริษัทจะกู้หนี้ยืมสินมามากแค่ไหน
ROA ROE คืออะไร และบอกอะไรนักลงทุน?
เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนว่า ROA ROE คือ อะไรและทำงานร่วมกันอย่างไร ให้ลองนึกภาพบริษัทเสมือนเป็นเครื่องจักรผลิตเงิน
ROA จะบอกคุณว่า เครื่องจักรทั้งเครื่องนี้กินพลังงานไปเท่าไหร่และผลิตเงินออกมาได้คุ้มค่าตัวมันไหม ในขณะที่ ROE จะบอกคุณเฉพาะเจาะจงว่า เงินส่วนตัวที่คุณลงขันไปเพื่อเป็นเจ้าของเครื่องจักรนี้ มันคืนทุนกลับมาให้คุณคุ้มค่าหรือไม่
ความแตกต่างหลักเรื่องหนี้สิน (Liabilities)
จุดตัดสำคัญที่สุดของสองอัตราส่วนนี้คือ “หนี้สิน” บริษัทสามารถทำให้ค่า ROE ดูสูงขึ้นได้อย่างง่ายดายด้วยการกู้ยืมเงินมาทำธุรกิจ (Leverage) แทนการเพิ่มทุน เมื่อฐานทุน (Equity) ไม่ขยายตัว แต่กำไรที่ได้จากเงินกู้เพิ่มขึ้น ค่า ROE ก็จะพุ่งสูงปรี๊ด
แต่การกู้ยืมเงินไม่สามารถหลอกค่า ROA ได้ เพราะเงินกู้ที่ได้มาจะถูกบันทึกเป็นทั้งหนี้สินและสินทรัพย์ในเวลาเดียวกัน ทำให้ฐานตัวหารของ ROA ใหญ่ขึ้นเสมอ หากบริษัทกู้มาแล้วทำกำไรได้ไม่คุ้มดอกเบี้ย ค่า ROA จะฟ้องให้เห็นทันทีด้วยตัวเลขที่ลดลง
เปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่าง ROA และ ROE
| หัวข้อเปรียบเทียบ | ROA (Return on Assets) | ROE (Return on Equity) |
| ความหมาย | กำไรเทียบกับ สินทรัพย์ทั้งหมด | กำไรเทียบกับ ส่วนของผู้ถือหุ้น |
| ตัวหารในสูตร | สินทรัพย์รวม (หนี้สิน + ทุน) | ส่วนของผู้ถือหุ้น (ทุน) |
| สิ่งที่สะท้อน | ประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรทั้งหมด | ผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นโดยตรง |
| ผลกระทบจากการก่อหนี้ | ไม่ถูกบิดเบือนจากการเพิ่มหนี้ | อาจสูงขึ้นอย่างหลอกตาหากมีการกู้ยืมสูง |
🐔 คำแนะนำจากทีมงาน Gotradehere: ระวังกับดักหนี้สิน! หากคุณพบหุ้นที่มีค่า ROE สูงมาก ๆ (เช่น 25-30%) แต่กลับมีค่า ROA ต่ำเตี้ยติดดิน (เช่น 3-5%) นั่นเป็นธงแดงที่บอกว่าบริษัทอาจกำลังใช้หนี้สินดันกำไรอย่างหนัก ซึ่งเป็นความเสี่ยงระยะยาว เราแนะนำให้คุณตรวจสอบค่า D/E Ratio (Debt to Equity Ratio) ควบคู่ไปด้วยเสมอ เพื่อดูว่าบริษัทมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ครับ
คำถามที่พบบ่อย
ค่า ROA ควรอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะเรียกว่าเป็นหุ้นน่าลงทุน?
ไม่มีตัวเลขตายตัวที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจครับ แต่ตามข้อมูลจาก SET Investnow ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่าหากบริษัทมีค่า ROA ต่ำกว่า 5% นักลงทุนมืออาชีพมักจะไม่ให้ความสนใจในบริษัทนั้น ดังนั้นค่า ROA ที่สูงกว่าระดับนี้อย่างสม่ำเสมอจึงถือเป็นสัญญาณเบื้องต้นที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องเปรียบเทียบกับบริษัทคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน และดูแนวโน้มย้อนหลังว่าบริษัทสามารถรักษามาตรฐานนี้ไว้ได้ในช่วงเศรษฐกิจซบเซาหรือไม่ (ที่มา: SET Investnow)
หากค่า ROA ติดลบ แปลว่าบริษัทกำลังจะเจ๊งใช่หรือไม่?
ค่าที่ติดลบหมายความว่าบริษัทกำลังประสบกับภาวะขาดทุนสุทธิในปีนั้น ซึ่งอาจไม่ได้แปลว่าจะเจ๊งเสมอไปครับ บางบริษัทอาจขาดทุนชั่วคราวจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขยายกิจการ หรือเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ถ้าหากค่านี้ติดลบติดต่อกันหลายปี ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่ารูปแบบธุรกิจอาจมีปัญหาและควรหลีกเลี่ยงการลงทุน
สรุป ROA คืออะไร?
ROA หรืออัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ เป็นเข็มทิศชั้นดีที่ช่วยให้นักลงทุนมองทะลุกลเม็ดทางบัญชี และเห็นภาพที่แท้จริงว่าผู้บริหารใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้คุ้มค่าหรือไม่ การทำความเข้าใจและคำนวณค่านี้ได้อย่างถูกต้อง จะช่วยให้คุณคัดกรองหุ้นที่มีประสิทธิภาพการทำกำไรแข็งแกร่ง และหลีกเลี่ยงบริษัทที่เติบโตแบบฉาบฉวยได้
สำหรับมือใหม่ที่สนใจอยากเริ่มต้นคัดกรองหุ้นด้วยตัวเอง หรือมองหาภาพรวมการเติบโตของตลาด สามารถเข้าไปศึกษาแนวทางเพิ่มเติมได้ที่บทความ หุ้นไทยน่าลงทุน รวมถึงบทความเกี่ยวกับการ สอนวิธีจองซื้อหุ้น IPO สำหรับมือใหม่ เพื่อวางรากฐานการลงทุนให้มั่นคงยิ่งขึ้นครับ
⚠️ คำเตือนความเสี่ยง: การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยงและผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นได้ บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุนส่วนบุคคล ผลการดำเนินงานหรือตัวเลขในอดีตไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันผลลัพธ์ในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำโดยทีมงาน Gotradehere โดยมีการใช้เครื่องมือ AI ช่วยในการค้นคว้าและเรียบเรียงเนื้อหา และผ่านการตรวจทานจากผู้เชี่ยวชาญก่อนเผยแพร่

















