Table of Contents
Table of Contents

Elliott Wave คืออะไร? ทฤษฎีวิเคราะห์ราคาและพฤติกรรมตลาด

ทฤษฎี Elliott Wave และโครงสร้างคลื่นในตลาดการเงิน

สำหรับนักลงทุนสายเทคนิค (Technical Analysis) หลายคนมักใช้อินดิเคเตอร์ช่วยประกอบการวิเคราะห์ทิศทางราคา อินดิเคเตอร์ส่วนใหญ่คำนวณจากข้อมูลราคาและปริมาณการซื้อขายในอดีต ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมของนักลงทุนในตลาด โดยธรรมชาติแล้วราคาสินทรัพย์มักปรับตัวขึ้นและลงหมุนเวียนเป็นรอบวัฏจักร และมีทฤษฎีคลาสสิกที่จัดหมวดหมู่พฤติกรรมเหล่านี้อย่างเป็นระบบ นั่นคือทฤษฎี Elliott Wave หรือ Elliott Wave Theory

ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคลื่น Elliott อาจช่วยให้นักเทรดเห็นภาพรวมของโครงสร้างราคา และประเมินว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงใดของวัฏจักรได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ทฤษฎีนี้สามารถนำไปประยุกต์กับสินทรัพย์ที่มีกราฟราคาและสภาพคล่องเพียงพอ เช่น Forex, หุ้น หรือคริปโทเคอร์เรนซี และอาจใช้ร่วมกับการวิเคราะห์กราฟแท่งเทียนและ การวิเคราะห์ทางเทคนิค ได้ ทั้งนี้ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับความชำนาญและสภาวะตลาด

ในบทความนี้ทีมงานจะอธิบายว่า Elliott Wave คือ อะไร มีโครงสร้างอย่างไร และนำไปนับคลื่นเบื้องต้นได้อย่างไรครับ

——————————🐣——————————-

ความเป็นมาของ ทฤษฎี Elliott Wave

ประวัติความเป็นมาของทฤษฎี Elliott Wave และทฤษฎี Dow Theory
Elliott Wave คืออะไร? ทฤษฎีวิเคราะห์ราคาและพฤติกรรมตลาด 16

แนวคิดหลักของทฤษฎี Elliott Wave คือ วงจรของตลาดมีแนวโน้มเกิดซ้ำจากอารมณ์ของนักลงทุน ซึ่งสะท้อนออกมาเป็นรูปแบบในกราฟราคา

Elliott Wave เป็นทฤษฎีที่เทรดเดอร์สายเทคนิคอลหลายคนรู้จัก หากเข้าใจโครงสร้างคลื่นอย่างถูกต้อง ทฤษฎีนี้อาจช่วยให้เทรดเดอร์วางแผนการเทรดได้อย่างเป็นระบบมากขึ้นครับ

ทฤษฎี Elliott Wave ถือกำเนิดขึ้นในทศวรรษ 1930 โดย Ralph Nelson Elliott นักบัญชีชาวอเมริกัน และเผยแพร่เป็นหนังสือ The Wave Principle ในปี 1938 Elliott เชื่อว่าแนวคิดนี้ต่อยอดมาจาก Dow Theory ที่หลายคนอาจเคยได้ยินมาบ้างแล้วครับ

Dow Theory คืออะไร?

Dow Theory คือ ทฤษฎีที่มีหลักการคล้ายคลึงกับ Elliott Wave โดยเปรียบเทียบการขึ้นลงของราคาสินทรัพย์ ซึ่งหากราคาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) ระยะทางที่ราคาวิ่งขึ้นจะยาวกว่าระยะทางที่ราคาตกลง ในทางกลับกัน หากราคาอยู่ในแนวโน้มขาลง (Downtrend) ระยะทางที่ราคาตกลงจะยาวกว่าระยะทางที่ราคาวิ่งขึ้น เปรียบเสมือนคลื่นในช่วงน้ำขึ้นและน้ำลง

Elliott Wave อาจต่อยอดมาจาก Dow Theory

ด้วยหลักการเหล่านี้ ทำให้คนส่วนใหญ่เชื่อว่า Elliott Wave คือ ทฤษฎีที่ต่อยอดมาจากทฤษฎี Dow แต่ Elliott Wave จะอธิบายเกี่ยวกับการขึ้นลงของราคาสินทรัพย์ ที่มาจากพฤติกรรมการซื้อขายของนักลงทุนส่วนใหญ่ ซึ่งจะใช้จิตวิทยามากกว่าทฤษฎี Dow

เมื่อเข้าใจที่มาแล้ว เรามาดูกันต่อว่า Elliott Wave คือ เครื่องมือที่มีโครงสร้างอย่างไรครับ

Elliott Wave คือ อะไร ใช้ได้จริงไหม?

Elliott Wave คือ ทฤษฎีการวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis) ที่อธิบายรูปแบบการเคลื่อนที่ของราคาผ่านโครงสร้างคลื่น ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของระดับความเชื่อมั่น อารมณ์ และจิตวิทยาของนักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาด

ราคามักจะเคลื่อนไหวสลับกันเป็นรอบวัฏจักร (Market Cycles) โดยแบ่งออกเป็นคลื่นที่เคลื่อนที่ตามแนวโน้มหลัก และคลื่นที่เคลื่อนที่สวนทางเพื่อพักตัว

Ralph Nelson Elliott ผู้คิดค้นทฤษฎีนี้ในช่วงทศวรรษ 1930 สังเกตว่าพฤติกรรมมวลชนในตลาดการเงินมักแสดงออกซ้ำเดิมในรูปแบบที่วัดผลได้ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการธรรมชาติและสัดส่วนตัวเลขฟีโบนัชชี (Fibonacci Sequence)

สำหรับคำถามที่ว่า Elliott Wave ใช้ได้จริงไหม? คำตอบคือ ทฤษฎีนี้เป็นที่รู้จักในหมู่เทรดเดอร์สายเทคนิคอล แต่ยังไม่มีสถิติทางการยืนยันว่าให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ

เทรดเดอร์บางส่วนใช้ทฤษฎีนี้เป็น “แผนที่นำทางตลาด” (Market Roadmap) เพื่อระบุว่ากราฟราคากำลังอยู่ในสภาวะใด อย่างไรก็ตาม การนับคลื่นมีความเป็นอัตวิสัย (Subjective) สูง เทรดเดอร์แต่ละคนอาจมองมุมคลื่นต่างกัน ทฤษฎีนี้จึงไม่ใช่สูตรสำเร็จหรือเครื่องมือการันตีกำไร แต่เป็นกรอบแนวคิดที่ต้องอาศัยการฝึกฝนและบริหารความเสี่ยงควบคู่เสมอ

ข้อดีของ Elliott Wave ที่ไม่ควรพลาด

หากถามว่า Elliott Wave คือ เครื่องมือที่มีข้อดีอะไรบ้าง ข้อดีที่เทรดเดอร์มักกล่าวถึงมีดังนี้ครับ

  • Elliott Wave สื่อถึงอารมณ์ของนักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาด
  • เทรดเดอร์บางส่วนใช้ Elliott Wave ประเมินโครงสร้างตลาดในกรอบเวลาระยะกลางถึงยาว ซึ่งผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับความชำนาญและสภาวะตลาด
  • Elliott Wave ช่วยให้เทรดเดอร์มีกรอบวางแผนเข้า-ออกอย่างเป็นระบบ เนื่องจากหลักการพัฒนามาจากการสังเกตธรรมชาติและพฤติกรรมของราคา แต่ไม่ได้รับประกันผลกำไร
  • Elliott Wave สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับสินทรัพย์ที่มีกราฟราคาและสภาพคล่องเพียงพอ แต่ความน่าเชื่อถือของการนับคลื่นอาจต่างกันตามสภาวะตลาดและ Timeframe
  • Elliott Wave ใช้ประเมินสถานการณ์ที่เป็นไปได้ของแนวโน้มราคา ซึ่งการคาดการณ์อาจคลาดเคลื่อนได้เสมอ

ส่วนประกอบของ Elliott Wave

Elliott Wave คือ ทฤษฎีที่แบ่งการเคลื่อนไหวของราคาออกเป็นสองกลุ่มคลื่นหลัก ได้แก่ Motive Wave (คลื่นกระตุ้น) และ Corrective Wave (คลื่นพักตัว) ซึ่งแต่ละกลุ่มแสดงความเคลื่อนไหวของราคาที่แตกต่างกัน หากต้องการเข้าใจทฤษฎีนี้ จำเป็นต้องเข้าใจส่วนประกอบหลักทั้งสองกลุ่มก่อนที่จะเรียนรู้รูปแบบย่อยอื่น ๆ ครับ

Elliott Wave = Motive Wave + Corrective Wave

Motive Wave (คลื่นกระตุ้น) = 1-2-3-4-5
Corrective Wave (คลื่นพักตัว) = A-B-C

ดังนั้น 1 วัฏจักรของคลื่น จึงประกอบด้วยคลื่น 1, 2, 3, 4, 5 และ A, B, C ซึ่งหาก Elliott Wave เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมาจะเรียกว่า Fractal Nature

โครงสร้างวัฏจักรคลื่น Elliott Wave 8 คลื่น

Motive Wave

รูปแบบ Motive Wave คลื่นขับเคลื่อน 1-2-3-4-5

Motive Wave คือ คลื่นกระตุ้นที่เคลื่อนไหวตามเทรนด์ใหญ่ ณ ขณะนั้น แบ่งออกเป็นคลื่นเล็ก ๆ 5 คลื่น ได้แก่ 1, 2, 3, 4 และ 5

Corrective Wave

รูปแบบ Corrective Wave คลื่นพักตัว A-B-C

Corrective Wave คือ คลื่นพักตัวหรือคลื่นปรับฐานที่เคลื่อนไหวสวนทางกับแนวโน้มหลัก ณ ขณะนั้น เพื่อระบายแรงซื้อหรือแรงขายที่มากเกินไป โดยโครงสร้างหลักของคลื่นปรับฐานทั่วไปจะแบ่งออกเป็นคลื่นย่อย 3 คลื่น ได้แก่ คลื่น A, คลื่น B และ คลื่น C

การดูแนวโน้ม และกฎการนับคลื่นของ Elliott Wave

การนำ คลื่น elliott ไปประยุกต์ใช้ในการเทรด สิ่งสำคัญที่สุดคือนักเทรดต้องเข้าใจ “กฎเหล็ก 3 ข้อ” (Cardinal Rules) ของ Impulse Wave อย่างเคร่งครัด เพราะหากโครงสร้างของกราฟฝ่าฝืนกฎข้อใดข้อหนึ่ง จะถือว่าการนับคลื่นนั้นไม่ถูกต้องทันที และต้องเริ่มพิจารณาการนับคลื่นใหม่:

  1. Wave 2 ต้องไม่ปรับฐานลงมาต่ำกว่าจุดเริ่มต้นของ Wave 1 เสมอ: ในแนวโน้มขาขึ้น การย่อตัวของคลื่น 2 ห้ามหลุดจุดต่ำสุดเดิมของคลื่น 1 โดยเด็ดขาด
  2. Wave 3 ต้องไม่ใช่คลื่นที่สั้นที่สุด: ในบรรดาคลื่นเคลื่อนที่ตามแนวโน้มหลักทั้งสามคลื่น (Wave 1, 3 และ 5) คลื่น 3 สามารถยาวที่สุดหรือยาวปานกลางได้ แต่จะสั้นที่สุดไม่ได้โดยเด็ดขาด และส่วนใหญ่มักเป็นคลื่นที่มีพลังขับเคลื่อนสูงที่สุด
  3. Wave 4 ต้องไม่ทับซ้อน (Overlap) เข้ามาในอาณาเขตราคาของ Wave 1: จุดต่ำสุดของการพักตัวในคลื่น 4 ต้องไม่ลงมาแตะหรือต่ำกว่าจุดสูงสุดของคลื่น 1 (ยกเว้นเฉพาะในรูปแบบพิเศษ เช่น Diagonal Wave)

Elliott Wave ในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend)

กฎการนับคลื่น Elliott Wave ในแนวโน้มขาขึ้น

การดูแนวโน้มขาขึ้นด้วย Elliott Wave

  • Motive Wave (5 คลื่น) เคลื่อนที่ขึ้นตามแนวโน้มใหญ่
  • Corrective Wave (3 คลื่น) ปรับตัวลงเพื่อพักฐาน

กฎการนับคลื่นของ Elliott Wave ในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend)

  • การที่จะเกิด Elliott Wave ในแนวโน้มขาขึ้น ต้องประกอบด้วยคลื่น 8 คลื่นหลัก
  • Wave 2 ต้องไม่ลงมาต่ำกว่าจุดต่ำสุดของ Wave 1
  • Wave 3 ต้องไม่เป็นเส้นที่สั้นที่สุด
  • Wave 4 ต้องไม่ลงมาต่ำกว่าจุดสูงสุดของ Wave 1
  • โดยทั่วไป Wave 5 มักขึ้นสูงกว่าจุดสูงสุดของ Wave 3 (ยกเว้นกรณี Truncation)
  • โดยทั่วไป Wave B มักไม่ขึ้นสูงกว่าจุดสูงสุดของ Wave 5 (ยกเว้นกรณี Expanded Flat)
  • โดยทั่วไป Wave C มักลงมาต่ำกว่าจุดต่ำสุดของ Wave A

Elliott Wave ในแนวโน้มขาลง (Downtrend)

กฎการนับคลื่น Elliott Wave ในแนวโน้มขาลง
Elliott Wave คืออะไร? ทฤษฎีวิเคราะห์ราคาและพฤติกรรมตลาด 17

การดูแนวโน้มขาลงด้วย Elliott Wave

  • Motive Wave (5 คลื่น) ปรับตัวลง
  • Corrective Wave (3 คลื่น) ปรับตัวขึ้น

กฎการนับคลื่นของ Elliott Wave ในแนวโน้มขาลง (Downtrend)

  • การที่จะเกิด Elliott Wave ในแนวโน้มขาลง ต้องประกอบด้วยคลื่น 8 คลื่นหลัก
  • Wave 2 ต้องไม่ปรับตัวขึ้นไปสูงกว่าจุดเริ่มต้นของ Wave 1
  • Wave 3 ต้องไม่เป็นเส้นที่สั้นที่สุด
  • Wave 4 ต้องไม่ขึ้นสูงกว่าจุดต่ำสุดของ Wave 1
  • โดยทั่วไป Wave 5 มักลงมาต่ำกว่าจุดต่ำสุดของ Wave 3 (ยกเว้นกรณี Truncation)
  • โดยทั่วไป Wave B มักไม่ลงมาต่ำกว่าจุดต่ำสุดของ Wave 5
  • โดยทั่วไป Wave C มักขึ้นสูงกว่าจุดสูงสุดของ Wave A

จะสังเกตว่า Elliott Wave ในแนวโน้มขาขึ้น และแนวโน้มขาลง มีวิธีการดูที่แตกต่างกัน แต่มี 2 กฎที่เหมือนกัน คือ Elliott Wave จะเกิดขึ้นเมื่อมีคลื่นครบทั้ง 8 คลื่น และ Wave 3 ต้องไม่เป็นเส้นที่สั้นที่สุด

นอกจากนี้ อย่างที่กล่าวไปในหัวข้อ “ส่วนประกอบของ Elliott Wave” ว่า ในแต่ละรูปแบบหลักของกราฟ นั่นคือ Motive Wave และ Corrective Wave จะมีกราฟย่อย ๆ แยกออกไปอีก โดยเราจะเรียกว่า Wave Extensions ซึ่งจะอธิบายอย่างละเอียดในหัวข้อถัดไป

วิธีนับคลื่น Elliott Wave เบื้องต้นสำหรับนักเทรด

เมื่อเข้าใจแล้วว่า Elliott Wave คือ กรอบวิเคราะห์โครงสร้างราคา ขั้นตอนถัดไปคือการฝึกนับคลื่นตามลำดับต่อไปนี้ครับ

  1. ระบุแนวโน้มใหญ่ใน Timeframe ระดับสูง (High Timeframe): เริ่มต้นวิเคราะห์จากกราฟระดับ Day หรือ 4-Hour เพื่อมองหาแนวโน้มหลักของตลาดว่ากำลังเป็นขาขึ้นหรือขาลงอย่างชัดเจน
  2. ค้นหาจุดเริ่มต้นของคลื่น 1 (Wave 1 Initiation): มองหาจุดสิ้นสุดของคลื่นปรับฐานเดิม หรือจุดกลับตัวของราคาที่มีแรงส่งชัดเจน เพื่อตั้งเป็นจุดเริ่มต้นฐานราคา
  3. ตรวจสอบการย่อตัวของคลื่น 2 (Wave 2 Retracement): กางเครื่องมือ Fibonacci Retracement จากฐานคลื่น 1 ไปยังยอดคลื่น 1 สังเกตว่าการย่อตัวไม่หลุดจุดต่ำสุดเดิม และมักลงมาทดสอบระดับ 50.0% หรือ 61.8%
  4. จับจังหวะคลื่นขับเคลื่อนหลัก คลื่น 3 (Wave 3 Momentum): คลื่น 3 มักจะเบรกทะลุยอดของคลื่น 1 พร้อมปริมาณ Volume ที่หนาแน่น มีแท่งเทียนยาว และไม่สั้นกว่าคลื่นอื่น
  5. สังเกตการพักฐานของคลื่น 4 (Wave 4 Pullback): ตรวจสอบว่าการย่อตัวไม่ล้ำเข้าไปในโซนราคาของคลื่น 1 มักพักตัวในรูปแบบ Sideway หรือตื้นกว่าคลื่น 2
  6. ระวังจุดหมดแรงในคลื่น 5 (Wave 5 Exhaustion): สังเกตสัญญาณแรงซื้อที่อ่อนลง เช่น Bearish Divergence ของ RSI หรือแท่งเทียนกลับตัว และใช้ร่วมกับโครงสร้างราคาก่อนตัดสินใจ

Wave Extension คืออะไร ?

Wave Extension คือ กรณีที่คลื่นขับเคลื่อนหนึ่งในคลื่น 1, 3 หรือ 5 ยืดยาวกว่าปกติ ก่อนไปดูรายละเอียด เรามาทำความเข้าใจภาพรวมของรูปแบบคลื่นย่อยกันก่อน

Motive Wave สามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ Impulse Wave และ Diagonal Wave ส่วน Correction Wave สามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบเช่นกัน ได้แก่ Sharp Correction และ Sideways Correction โดย Sharp Correction คือ ZigZag และ Sideways Correction จะแบ่งออกเป็นรูปแบบย่อย ๆ ได้อีก 3 ประเภท ได้แก่ Flat, Triangle และ Combination เราจะอธิบายรายละเอียดของรูปแบบต่าง ๆ ในหัวข้อถัดไป

Motive Wave

  • Impulse Wave
    • Truncation
  • Diagonal Wave
    • Ending Diagonals
    • Leading Diagonals

Correction Wave

  • Sharp Correction
    • ZigZag Correction
  • Sideways Correction
    • Flat Correction
    • Horizontal Triangles
    • Correction Combination
      • Double ZigZag
      • Triple ZigZag

รูปแบบกราฟ Motive Wave : Elliott Wave

รูปแบบกราฟ Motive Wave มีอยู่ 2 รูปแบบ ได้แก่ Impulse Wave และ Diagonal Wave โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

Motive Wave

  • Impulse Wave
    • Truncation
  • Diagonal Wave
    • Ending Diagonals
    • Leading Diagonals

Impulse Wave

Impulse Wave คือ โครงสร้างคลื่นขับเคลื่อน 5 คลื่นแบบมาตรฐาน ที่เป็นไปตามกฎเหล็ก 3 ข้อ โดยในบางกรณีคลื่น 5 อาจล้มเหลวและเกิดเป็นรูปแบบที่เรียกว่า Truncation

Truncation (Truncated Fifth)

Truncation (Truncated Fifth) เกิดขึ้นเมื่อคลื่น 5 ไม่สามารถทำจุดสูงสุดใหม่เหนือคลื่น 3 ได้ ซึ่งมักสะท้อนว่าแรงซื้อหมดลง ก่อนที่ราคาจะเริ่มพักตัวลงในคลื่น A สถานการณ์แบบนี้เรียกว่า “Failure” หรือ “Truncation”

รูปแบบคลื่น Truncation หรือคลื่น 5 ล้มเหลว

Diagonal Wave

Diagonal Wave คือ คลื่นขับเคลื่อนรูปลิ่มที่คลื่นย่อยมักทับซ้อนกัน แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ Ending Diagonal และ Leading Diagonal

Ending Diagonals

Ending Diagonals มักจะเกิดขึ้นในช่วงสุดท้าย Diagonal อาจเป็นสัญญาณได้ว่า จะเกิดแนวโน้มใหม่ในช่วงเวลาสั้น ๆ นอกจากนี้ เมื่อ Diagonal กำลังจะถึงจุดสิ้นสุด จะเกิดเป็นรูปแบบ “ลิ่ม” หรือเส้น Trendline ทั้ง 2 เส้นมาบรรจบกัน

รูปแบบคลื่น Ending Diagonal รูปลิ่ม

Leading Diagonals

Leading Diagonals ค่อนข้างพบได้ยาก โดยมีโครงสร้างคล้ายกับ Impulse Wave แต่คลื่น 4 อาจทับซ้อนกับพื้นที่ราคาของคลื่น 1 ได้ในบางกรณี และสร้างรูปแบบ “ลิ่ม” หรือเส้น Trendline ทั้ง 2 เส้นมาบรรจบกันเช่นเดียวกับ Ending Diagonals

รูปแบบคลื่น Leading Diagonal

รูปแบบกราฟ Corrective Wave : Elliott Wave

รูปแบบกราฟ Corrective Wave มีอยู่ 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ Sharp Correction และ Sideways Correction โดย Sharp Correction คือ ZigZag และ Sideways Correction จะแบ่งออกเป็นรูปแบบย่อย ๆ ได้อีก 3 ประเภท ได้แก่ Flat, Triangle และ Combination ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

Correction Wave

  • Sharp Correction
    • ZigZag Correction
  • Sideways Correction
    • Flat Correction
    • Horizontal Triangles
    • Correction Combination
      • Double ZigZag
      • Triple ZigZag

📌 Sideways Correction คือ การที่คลื่นค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปหาราคาก่อนจะถึงจุดสิ้นสุด โดยรูปแบบนี้ค่อนข้างมีความซับซ้อนกว่า Sharp มาก

Ralph Nelson Elliott สรุปรูปแบบคลื่นปรับฐานพื้นฐานไว้ 4 รูปแบบ ได้แก่ ZigZag (จัดเป็น Sharp Correction) กับ Flat, Triangle และ Combination (จัดเป็น Sideways Correction)

ZigZag Correction

ZigZag Correction คือ Corrective Waves 3 คลื่น A–B–C ที่มีคลื่นย่อย 5-3-5 จำนวน 13 คลื่นขึ้นไป เพื่อยืนยันการเกิด ZigZag Correction โดยรูปแบบนี้อาจมีมากกว่า 1 คลื่น และกลายเป็น Double ZigZag หรือ Triple ZigZag

รูปแบบคลื่นปรับฐาน ZigZag Correction 5-3-5

Flat Correction

Flat Correction คือ Corrective Waves 3 คลื่น A–B–C ที่มีโครงสร้างคลื่นย่อย 3-3-5 ต่างจาก ZigZag ที่มีโครงสร้าง 5-3-5 โดยคลื่น A และคลื่น B แบ่งเป็นคลื่นย่อย a-b-c ส่วนคลื่น C แบ่งเป็นคลื่นย่อย i–ii–iii–iv–v

  • จุดสูงสุด คลื่น 5 และ จุดสูงสุด B(c) จะอยู่ในระนาบเดียวกัน
  • จุดต่ำสุด A(c) และ จุดต่ำสุด C(v) จะอยู่ในระนาบเดียวกัน

รูปแบบคลื่นปรับฐาน Flat Correction 3-3-5

นอกจากนี้ อาจมีการเกิด Expanded Flat Correction ขึ้นได้ โดยจะแตกต่างจาก Flat Correction ตรงที่ จุดสูงสุด คลื่น 5 จะอยู่ต่ำกว่า จุดสูงสุด B(c) และ จุดต่ำสุด A(c) จะอยู่สูงกว่า จุดต่ำสุด C(v)

  • จุดสูงสุด คลื่น 5 จะอยู่ต่ำกว่า จุดสูงสุด B(c)
  • จุดต่ำสุด A(c) จะอยู่สูงกว่า จุดต่ำสุด C(v)

รูปแบบคลื่นปรับฐาน Expanded Flat Correction

Horizontal Triangles

Horizontal Triangles คือ Corrective Waves 5 คลื่น A–B–C–D–E แบบขยายออก โดยจะมีคลื่นย่อย 3-3-3-3-3 ประมาณ 15 คลื่น เพื่อเป็นการยืนยันว่า Horizontal Triangles ได้เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งรูปแบบของ Horizontal Triangles จะเป็นการตีเส้น Trendline แบบ “ลิ่ม” และดูแนวโน้มที่จุด E(c)

  • หาก E(c) ทะลุแนวรับลงมา มักตีความเป็นสัญญาณแนวโน้มขาลง
  • หาก E(c) ทะลุแนวต้านขึ้นไป มักตีความเป็นสัญญาณแนวโน้มขาขึ้น

รูปแบบคลื่นปรับฐานสามเหลี่ยม Horizontal Triangles 3-3-3-3-3

Correction Combination

Correction Combination คือ ภาวะที่ตลาดมีการกลับตัว หรือพักตัวในขณะที่ตลาดเป็น Sideway โดยรูปแบบนี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของคลื่นราคาสินทรัพย์ และมักจะแสดงออกมาในรูปแบบของกราฟที่ยุ่งเหยิง ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 กรณี ได้แก่ Double ZigZag และตลาดอาจเกิดภาวะ Sideway ต่อจนถึง Triple ZigZag

Double ZigZag

การดู Double ZigZag ให้ทำสัญลักษณ์ W-X-Y เพิ่มเข้าไปในคลื่นย่อย เพื่อดูว่ากราฟจะไปในทิศทางใดต่อ

รูปแบบคลื่นปรับฐานเชิงซ้อน Double ZigZag W-X-Y

Triple ZigZag

Triple ZigZag จะเกิดขึ้นหลังจาก Double ZigZag โดยเมื่อทำสัญลักษณ์ W-X-Y แล้ว แต่ตลาดดูเหมือนจะดำเนินไปในทิศทาง Sideway ต่อ ดังนั้น ให้ทำการเพิ่มสัญลักษณ์ X-Z เข้าไป และรอดูว่า ทิศทางราคาจะออกจากแนวโน้ม Sideway ไปในทิศทางใด

รูปแบบคลื่นปรับฐานเชิงซ้อน Triple ZigZag W-X-Y-X-Z

การใช้ Elliott Wave อ่านอารมณ์ของนักลงทุน (จิตวิทยา)

ตามแนวคิดที่ว่า Elliott Wave คือ ทฤษฎีที่สะท้อนอารมณ์ของนักลงทุน เราจะแบ่งผู้เล่นออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ นักลงทุนรายใหญ่, นักเก็งกำไรระยะสั้น และนักลงทุนรายย่อย

1. นักลงทุนรายใหญ่ = ตามกรอบแนวคิดของทฤษฎีนี้ นักลงทุนรายใหญ่มักเริ่มสะสมสินทรัพย์ในช่วงต้นวัฏจักร ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงที่ยังไม่มีข่าวสำคัญ ทั้งนี้เป็นการตีความเชิงทฤษฎีที่ไม่มีสถิติยืนยัน

2. นักเก็งกำไรระยะสั้น = ตามกรอบแนวคิดนี้ บางส่วนอาจเริ่มเข้าซื้อในช่วงคลื่นที่ 2

3. นักลงทุนรายย่อย = ส่วนใหญ่จะเข้าซื้อในช่วงที่มีข่าวดี หรือในช่วงที่สินทรัพย์เกิดกระแสขึ้นมา

*หมายเหตุ : ถึงแม้ทฤษฎี Elliott Wave จะสามารถวิเคราะห์อารมณ์ของนักลงทุนได้ระดับหนึ่ง แต่การใช้ “แนวรับและแนวต้าน” ยังมีส่วนสำคัญ รวมถึงการวิเคราะห์ Price Pattern ต่าง ๆ

ศึกษาเรื่อง Price Pattern และ Chart Pattern เพิ่มเติม

การใช้อินดิเคเตอร์ร่วมกับ Elliott Wave เพื่อยืนยันสัญญาณเทรด

เนื่องจาก Elliott Wave คือ กรอบการตีความที่มีความเป็นอัตวิสัย การนับคลื่นเพียงอย่างเดียวจึงอาจคลาดเคลื่อนทางสายตาได้ การนำเครื่องมือทางเทคนิคอื่น ๆ เข้ามาใช้งานร่วมกันจึงช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการระบุตำแหน่งคลื่นได้ ดังตารางต่อไปนี้ครับ

เครื่องมือเทคนิคอลวิธีการใช้งานร่วมกับ Elliott Waveวัตถุประสงค์หลัก
Fibonacci Retracement & Extensionใช้คำนวณเป้าหมายราคาของการย่อตัว (เช่น Wave 2 ย่อ 50–61.8%) และเป้าหมายของ Wave 3 (มักขยายตัวที่ระดับ 161.8% ของ Wave 1)หาระดับแนวรับแนวต้านและเป้าหมายทำกำไร
RSI (Relative Strength Index)ตรวจสอบภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) หรือขายมากเกินไป (Oversold) และสังเกตสัญญาณ Bearish Divergence (ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ แต่ RSI ไม่ทำจุดสูงสุดใหม่ตาม) ในช่วงปลายคลื่น 5ยืนยันการหมดแรงของคลื่นขับเคลื่อนเพื่อเตรียมรับมือคลื่นปรับฐาน
MACD (Moving Average Convergence Divergence)สังเกตโมเมนตัมที่สูงสุดในคลื่น 3 และฮิสโตแกรมที่ลดลงในคลื่น 5 แม้ราคาจะทำจุดสูงสุดใหม่คัดกรองและยืนยันตำแหน่งคลื่น 3 และคลื่น 5
Volume (ปริมาณการซื้อขาย)สังเกตปริมาณการซื้อขายที่ต้องพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจนในระหว่างการก่อตัวของคลื่น 3ยืนยันว่าการเบรกทะลุมีสภาพคล่องจริงรองรับ

ตัวอย่าง: สมมติสินทรัพย์หนึ่งขึ้นคลื่น 1 จาก 100 ไปที่ 130 (ระยะ 30 จุด) หากคลื่น 2 ย่อตัวที่ระดับ 50.0% จะอยู่ที่ 115 และหากย่อตัวที่ 61.8% จะอยู่ที่ประมาณ 111.46 เมื่อวัดส่วนขยาย 161.8% ของคลื่น 1 (ประมาณ 48.54 จุด) จากจุดต่ำสุดของคลื่น 2 คลื่น 3 จะมีเป้าหมายเชิงทฤษฎีที่ประมาณ 163.54 และ 160.00 ตามลำดับ ทั้งนี้ในตลาดจริงราคาอาจไม่เคลื่อนไหวตามระดับเหล่านี้เสมอไปครับ

ข้อจำกัดและความจริงของ Elliott Wave ที่เทรดเดอร์ต้องรู้

ผู้ที่ศึกษาว่า Elliott Wave คือ อะไร ควรทราบว่าแม้ทฤษฎีนี้จะให้มุมมองโครงสร้างตลาดที่ลึกซึ้ง แต่ในความเป็นจริงมีข้อจำกัดสำคัญที่ผู้ใช้งานต้องตระหนักตามหลักการวิเคราะห์ของ Elliott Wave International บริษัทวิจัยการเงินที่เผยแพร่แนวคิดนี้ครับ

  • ความเป็นอัตวิสัยสูง (High Subjectivity): เทรดเดอร์ 3 คนมองกราฟเดียวกันอาจนับคลื่นออกมาได้ 3 รูปแบบที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับ Timeframe และประสบการณ์ส่วนบุคคล
  • ความซับซ้อนของโครงสร้างคลื่นปรับฐาน (Complex Corrections): ในสภาวะตลาด Sideway คลื่นปรับฐานมักมีรูปแบบซับซ้อน เช่น Double ZigZag หรือ Flat ชนิดต่าง ๆ ทำให้เกิดความผิดพลาดในการนับคลื่นได้ง่าย
  • ไม่สามารถใช้คาดการณ์ผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำ 100%: กราฟราคาในตลาดจริงได้รับอิทธิพลจากปัจจัยข่าวสารและสภาพคล่องระดับมหภาค การยึดติดกับตัวเลขนับคลื่นโดยไม่มี Stop Loss จึงเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่ง

คำถามที่พบบ่อย

Elliott Wave นับยังไงให้ไม่สับสน?

เริ่มต้นด้วยการยึดกฎเหล็ก 3 ข้อ (Cardinal Rules) เป็นอันดับแรก และฝึกนับจากกราฟในกรอบเวลาใหญ่ (เช่น Day หรือ 4-Hour) เพื่อมองหา Impulse Wave 1-2-3-4-5 ที่ชัดเจนที่สุดก่อน หลีกเลี่ยงการพยายามนับคลื่นในทุกช่วงกราฟที่ยังมีความผันผวนสูง

Elliott Wave แม่นแค่ไหน?

ในตลาดการเงินไม่มีเครื่องมือหรือทฤษฎีใดที่ให้ความแม่นยำ 90-100% ทฤษฎีนี้ทำหน้าที่เป็นกรอบวิเคราะห์ความน่าจะเป็น (Probability Framework) เท่านั้น ความแม่นยำขึ้นอยู่กับความชำนาญ การยืนยันร่วมกับอินดิเคเตอร์อย่าง Fibonacci และการบริหารจัดการความเสี่ยง

Elliott Wave เหมาะกับมือใหม่ไหม?

อาจไม่เหมาะกับการเป็นเครื่องมือแรกสำหรับผู้เริ่มต้นแบบไม่มีพื้นฐาน เนื่องจากมีรายละเอียดปลีกย่อยและรูปแบบคลื่นย่อยจำนวนมาก มือใหม่ควรเริ่มต้นจากการอ่านแนวรับแนวต้าน โครงสร้าง Dow Theory และเส้น Trendline ให้แม่นยำก่อนเริ่มศึกษาการนับคลื่น

โครงสร้างคลื่นของ Elliott Wave Theory ประกอบด้วยอะไรบ้าง?

ประกอบด้วย 1 วัฏจักรสมบูรณ์จำนวน 8 คลื่นหลัก ได้แก่ Motive Wave (คลื่น 1-2-3-4-5) ที่เคลื่อนที่ตามแนวโน้มหลัก และ Corrective Wave (คลื่น A-B-C) ที่เคลื่อนที่พักตัวสวนทางกับแนวโน้มหลัก

——————————🐣——————————-

สรุป ทฤษฎี Elliott Wave ใช้ได้จริงไหม

สรุปแล้ว Elliott Wave คือ กรอบแนวคิดวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ช่วยให้นักเทรดเข้าใจแผนที่ภาพรวมของตลาดและพฤติกรรมมวลชนได้เป็นระบบ แม้ว่าจะไม่สามารถการันตีผลกำไรหรือการเทรดที่ถูกต้องได้ตลอดเวลา แต่นักลงทุนสามารถนำกรอบแนวคิดนี้ไปผสานร่วมกับระบบเทรดส่วนตัว อินดิเคเตอร์ยืนยันสัญญาณ และวินัยการตัดขาดทุนที่เข้มงวด เพื่อเพิ่มโอกาสในการวางแผนเทรดได้อย่างเป็นมืออาชีพ

เนื้อหาและบทความวิเคราะห์นี้ผ่านการประมวลผลและสนับสนุนข้อมูลด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยได้รับการตรวจสอบความถูกต้อง ความสอดคล้องตามมาตรฐาน และเรียบเรียงเนื้อหาโดยทีมงาน Gotradehere


อ่านบทความเพิ่มเติม: Knowledge

อ่านรีวิวโบรกเกอร์อื่น ๆ ได้ที่: Review Broker

Table of Contents
TOP FOREX BROKERS
1
5/5

IUX

5/5
2
3/5
IC Markets
IC Markets-top-forex-brokers
IC Markets
4/5
3
4/5
FXGT.com
FXGT.com
4/5
4
3/5
Hantec Markets
Hantec Markets
3/5
5
4/5
Eightcap
Eightcap
3/5

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

– Advertisement –

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

FOLLOW US
บทความที่เกี่ยวข้อง

– Advertisement –