Table of Contents
Table of Contents

หุ้นกู้คืออะไร? เหมาะกับใคร สรุปทุกเรื่องที่ต้องรู้ก่อนลงทุน

หุ้นกู้คืออะไร? เหมาะกับใคร สรุปทุกเรื่องที่ต้องรู้ก่อนลงทุน

หุ้นกู้คืออะไร? ทำไมหลายคนจึงบอกว่าหุ้นกู้เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยความเสี่ยงต่ำ อธิบายและสรุปทุกเรื่องที่นักลงทุนควรรู้ก่อนตัดสินใจลงทุน

ในบทความนี้ เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักตั้งแต่หุ้นกู้คืออะไร, ประเภทของหุ้นกู้, วิธีและช่องทางการซื้อขาย, วิธีการเลือกหุ้นกู้, ความเสี่ยงในการลงทุน ไปจนถึงช่องทางการติดตามข่าวสารหุ้นกู้ออกใหม่ประจำปี 2569 เรียกได้ว่า ‘ครบ จบ ในที่เดียว’


ทำความรู้จักหุ้นกู้คืออะไร? 

หุ้นกู้คืออะไร?
หุ้นกู้คืออะไร? เหมาะกับใคร สรุปทุกเรื่องที่ต้องรู้ก่อนลงทุน 4

หุ้นกู้ (Corporate Bond หรือ Debenture) คือ ตราสารหนี้ประเภทหนึ่งที่ออกโดยบริษัทเอกชน โดยมีจุดประสงค์ในการระดมทุนเพื่อใช้ในกิจการ ใช้ตามนโยบาย หรือตามแผนงานที่ทางบริษัทกำหนด 

โดยบริษัทผู้ออกหุ้นกู้จะมีสถานะเป็น ‘ลูกหนี้’ และนักลงทุนจะมีสถานะเป็น ‘เจ้าหนี้’ โดยนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจากการถือครองสินทรัพย์เป็น ‘ดอกเบี้ย’ ตามที่ตกลงกันไว้ตลอดช่วงอายุของหุ้นกู้ และจะได้รับเงินต้นคืนทั้งหมดเมื่อครบกำหนดอายุหุ้นกู้ครับ

ความแตกต่างระหว่างหุ้นกู้และพันธบัตรรัฐบาล

หุ้นกู้และพันธบัตรรัฐบาลเป็นตราสารหนี้ประเภทหนึ่ง โดยมีจุดที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด 3 ประเด็นด้วยกัน ดังนี้ 

  • ผู้ออกตราสารหนี้: หุ้นกู้จะออกโดยบริษัทเอกชน แต่พันธบัตรรัฐบาลจะออกโดยภาครัฐ
  • ผลตอบแทนที่ได้รับ: หุ้นกู้ให้ดอกเบี้ยสูงกว่า เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล
  • ความเสี่ยง: หุ้นกู้มีความเสี่ยงที่ขึ้นอยู่กับฐานะทางการเงินและผลประกอบการของบริษัทผู้ออก แต่พันธบัตรรัฐบาลมีความเสี่ยงต่ำกว่ามาก เพราะรัฐมีอำนาจจัดเก็บภาษีและบริหารงบประมาณค้ำประกันอยู่

หุ้นกู้ซื้อได้ที่ไหน? 

สำหรับประชาชนและนักลงทุนทั่วไปสามารถเข้าถึงการซื้อขายหุ้นกู้ได้ผ่านช่องทางหลัก 2 ช่องทาง คือ ผ่านช่องทางธนาคาร เช่น ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย หรือแอปลงทุนของสถาบันการเงินต่าง ๆ  และผ่านช่องทางบริษัทหลักทรัพย์

โดยการซื้อขายผ่านช่องทางทั้งสองมีรูปแบบการซื้อขายหุ้นกู้ทั้งหมด 2 รูปแบบได้แก่ หุ้นกู้ตลาดแรกและหุ้นกู้ตลาดรอง โดยทั้งสองรูปแบบมีจุดเด่นและจุดที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้

หุ้นกู้ตลาดแรกคืออะไร?

หุ้นกู้ตลาดแรก (Primary Market) คือ หุ้นกู้ที่ทางบริษัทเปิดจองหรือเสนอขายครั้งแรกแก่นักลงทุนโดยตรง โดยสามารถซื้อได้ผ่านบริษัทหลักทรัพย์หรือธนาคารที่เป็นผู้จัดจำหน่ายตามที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน โดยนักลงทุนต้องซื้อขั้นต่ำตามที่กำหนด และจองภายในระยะเวลาที่เปิดขายเท่านั้น

หุ้นกู้ตลาดรองคืออะไร? 

หุ้นกู้ตลาดรอง (Secondary Market) คือ การซื้อหรือขายหุ้นกู้จากนักลงทุนรายอื่นที่เป็นผู้ถือหุ้นกู้เดิม หลังจากที่หุ้นกู้ได้มีการเสนอขายครั้งแรกไปแล้ว โดยราคาซื้อขายหุ้นกู้ในตลาดรอง จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น อัตราดอกเบี้ย, อายุหุ้นกู้ที่คงเหลือ, อุปสงค์-อุปทาน ณ เวลานั้น, สภาวะเศรษฐกิจโดยรวม หรือแม้แต่ผลประกอบการของบริษัทผู้ออกหุ้นกู้ครับ

ความแตกต่างระหว่าง หุ้นกู้ตลาดแรก และ หุ้นกู้ตลาดรอง

ความแตกต่างระหว่าง หุ้นกู้ตลาดแรกและหุ้นกู้ตลาดรอง
หุ้นกู้คืออะไร? เหมาะกับใคร สรุปทุกเรื่องที่ต้องรู้ก่อนลงทุน 5

ข้อมูลสำคัญในหนังสือชี้ชวนหุ้นกู้มีอะไรบ้าง?

สำหรับนักลงทุนแล้ว ก่อนตัดสินใจเลือกลงทุนในสินทรัพย์อย่างหุ้นกู้ ควรทำความเข้าใจและพิจารณาข้อมูลสำคัญในหนังสือชี้ชวนก่อนเสมอ โดยข้อมูลที่คุณควรดูเป็นอันดับต้น ๆ ในหนังสือชี้ชวน ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถวางแผนการเงินได้อย่างละเอียดรอบคอบ มีดังนี้

ข้อมูลความหมาย
รายละเอียดผู้ออกหุ้นกู้ประวัติบริษัทผู้ออกหุ้นกู้ โครงสร้างธุรกิจ งบการเงินย้อนหลัง เพื่อให้เข้าใจภาพรวมธุรกิจก่อนตัดสินใจลงทุน
วัตถุประสงค์การออกหุ้นกู้บริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ไปทำอะไร
อัตราดอกเบี้ย ผลตอบแทนที่คุณจะได้รับในแต่ละรอบการจ่าย ช่วยให้คำนวณผลตอบแทนที่จะได้รับทั้งหมดก่อนได้
เงื่อนไขสำคัญของหุ้นกู้เช่น อายุหุ้นกู้, วันจ่ายดอกเบี้ย, วันครบกำหนดไถ่ถอน หรือสิทธิการไถ่ถอน เพื่อให้คุณสามารถวางแผนการเงินได้
ประเภทหุ้นกู้หุ้นกู้มีหลายประเภทและแต่ละประเภทมีคุณสมบัติแตกต่างกัน เพราะช่วยประเมินความเสี่ยงได้เช่นกัน
อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating)ตัวชี้วัดที่สามารถบ่งบอกความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัท ช่วยให้คุณสามารถประเมินความเสี่ยงได้
ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ซึ่งอาจส่งผลต่อผลความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยของบริษัท
ตัวแทนผู้ถือหุ้นกู้หน่วยงานหรือบริษัทผู้ดูแลผลประโยชน์ของนักลงทุน

การแบ่งประเภทหุ้นกู้มีอะไรบ้าง?

เนื่องจากหุ้นกู้มีหลากหลายประเภทและมีการจัดแยกหมวดหมู่หุ้นกู้ตามประเภทด้วยเช่นกัน ซึ่งหุ้นกู้แต่ละประเภทมีคุณสมบัติและสิทธิประโยชน์แตกต่างกันไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลตอบแทน รวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อตัวนักลงทุนได้ด้วยเช่นกัน โดยเราสามารถแบ่งประเภทของหุ้นกู้ออกเป็นหมวดหมู่ได้ ดังนี้

แบ่งตามประเภทหลักประกัน

  • หุ้นกู้มีหลักประกัน (Secured Debenture): หุ้นกู้ที่มีทรัพย์สินของบริษัทวางค้ำประกันไว้ กรณีที่บริษัทผู้ออกหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้คืน นักลงทุนสามารถเรียกร้องให้นำทรัพย์สินที่วางค้ำประกันไว้มาใช้คืนหนี้ที่ค้างชำระ  
  • หุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน (Unsecured Debenture): หุ้นกู้ที่ไม่มีทรัพย์สินของบริษัทวางค้ำประกัน ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือ หรือ Credit Rating ประกอบการพิจารณา โดยหุ้นกู้ไม่มีหลักประกันมักมีจุดเด่น คือ ให้อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า แต่มีข้อควรระวัง คือ หากบริษัทล้มละลาย ผู้ถือหุ้นกู้มีสถานะเป็นเพียงเจ้าหนี้สามัญ

แบ่งตามประเภทอัตราดอกเบี้ยที่จ่าย 

  • หุ้นกู้ดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate): หุ้นกู้ที่มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบตายตัวตั้งแต่วันที่เริ่มต้นไปจนถึงวันที่ครบกำหนด ทำให้ง่ายต่อการคำนวณผลตอบแทนในระยะยาวได้ชัดเจน
  • หุ้นกู้ดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate): หุ้นกู้ที่ปรับอัตราดอกเบี้ยตามแหล่งอ้างอิงตามที่ประกาศไว้ เช่น THOR หรือ MLR ทำให้นักลงทุนอาจได้รับผลตอบแทนมากขึ้นในบางช่วง
  • หุ้นกู้ไม่จ่ายดอกเบี้ย (Zero Coupon Bond): หุ้นกู้ที่ไม่มีการจ่ายอัตราดอกเบี้ยระหว่างทาง โดยผู้ขายจะขายหุ้นกู้ในราคาที่ถูกกว่าราคาหน้าตั๋ว (สิทธิประโยชน์ในรูปแบบส่วนลด) และจะได้รับเงินต้นคืนแบบเต็มจำนวนแทนในวันครบกำหนด

แบ่งตามประเภทสิทธิพิเศษที่ได้รับ

  • หุ้นกู้ด้อยสิทธิ (Subordinated Debenture): หุ้นกู้ที่มีลำดับการชำระหนี้คืนอยู่ท้าย ๆ ของกลุ่ม กรณีที่บริษัทผู้ออกหุ้นกู้ล้มละลาย เท่ากับว่านักลงทุนจะได้รับเงินชดเชยช้ากว่าผู้ถือรายอื่น แต่ทดแทนด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูงกว่า
  • หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ (Senior Debenture): หุ้นกู้ที่ไม่มีสิทธิพิเศษอะไรเลย โดยลำดับการชำระหนี้คืนจะอยู่หน้าหุ้นกู้ด้อยสิทธิ กรณีที่บริษัทล้มละลาย พบได้มากที่สุดในตลาดหุ้นกู้
  • หุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Debenture): หุ้นกู้ที่ผู้ถือครองสามารถแปลงสภาพไปเป็นหุ้นสามัญได้ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด 

ลำดับการชำระหนี้คืน (Priority of Claims)

ประเภทหุ้นกู้ที่นักลงทุนเลือกมีผลต่อความเสี่ยงในอนาคตเช่นกัน กรณีที่บริษัทล้มละลายหรือปิดกิจการ เงินที่เหลืออยู่จะถูกจ่ายตามลำดับ ดังนี้

ลำดับการชำระหนี้ประเภทผู้ถือครองสินทรัพย์
1หุ้นกู้มีหลักประกัน
2หุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน + ไม่ด้อยสิทธิ
3หุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน + ด้อยสิทธิ
4ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ
5ผู้ถือหุ้นสามัญ

ดังนั้นแล้ว ลำดับการชำระหนี้คืนถือเป็นตัวกำหนดว่า หากบริษัทเกิดปัญหาทางการเงิน เช่น ปิดกิจการหรือล้มละลาย ผู้ลงทุนจะมีโอกาสได้รับเงินคืนมากน้อยแค่ไหนนั่นเองครับ ยิ่งอยู่อันดับต้น ๆ ก็มีโอกาสสูงกว่าที่จะได้รับเงินคืนก่อน เพราะฉะนั้นการเลือกประเภทของหุ้นกู้ก่อนตัดสินใจลงทุนจึงมีความสำคัญเช่นกันครับ


อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) คืออะไร? 

อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) คืออะไร? 
หุ้นกู้คืออะไร? เหมาะกับใคร สรุปทุกเรื่องที่ต้องรู้ก่อนลงทุน 6

อันดับความน่าเชื่อถือ หรือ Credit Rating คือ การประเมินความสามารถในการชำระหนี้คืนของผู้ออกหุ้นกู้หรือตราสารหนี้ ว่าผู้ออกตราสารมีสถานะทางการเงินมั่นคงแค่ไหน หรือมีโอกาสที่จะผิดนัดชำระหนี้หรือไม่ จัดทำโดยบริษัทจัดอันดับเครดิต ซึ่งในประเทศไทยมีบริษัทจัดอันดับเครดิต คือ บริษัททริสเรทติ้ง โดยสามารถแบ่งระดับความน่าเชื่อถือ ได้ตามตารางด้านล่างนี้ครับ

หุ้นกู้ Investment Grade คืออะไร?

หุ้นกู้ Investment Grade คือ หุ้นกู้ที่ได้รับอันดับความน่าเชื่อถือสูง ซึ่งบ่งบอกว่า บริษัทมีความมั่นคงหรือมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ที่ต่ำกว่าบริษัทอื่น โดยทั่วไป หุ้นกู้ Investment Grade จะเริ่มนับตั้งแต่อันดับ BBB- ขึ้นไปครับ

การลงทุนหุ้นกู้เหมาะกับใคร 

หุ้นกู้เป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำและได้รับผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอในรูปแบบอัตราดอกเบี้ย โดยการลงทุนในสินทรัพย์หุ้นกู้เหมาะกับกลุ่มคน ดังนี้

  • นักลงทุนที่มีเงินเย็นและยังไม่จำเป็นต้องใช้ในระยะสั้น
  • นักลงทุนที่ต้องการกระจายพอร์ตการลงทุน และมองหาสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ
  • นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสม่ำเสมอ 
  • นักลงทุนที่ชอบการจัดพอร์ตแบบมีแบบแผนชัดเจน สามารถคำนวณผลตอบแทนได้

ความเสี่ยงในการลงทุนหุ้นกู้ที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญ

แม้หุ้นกู้จะถูกมองว่าเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอและความผันผวนไม่สูงเท่าหุ้น แต่ก็มีความเสี่ยงที่นักลงทุนควรระวังและประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน โดยความเสี่ยงที่นักลงทุนความรู้ มีดังนี้

  • ความเสี่ยงด้านเครดิต: ความเสี่ยงในกรณีที่บริษัทผู้ออกหุ้นกู้ไม่สามารถชำระคืนนี้ได้ตามกำหนด นักลงทุนควรตรวจสอบ Credit Rating ก่อนเสมอ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระมักมาจากหุ้นกู้ที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูง (High Yield) 
  • ความเสี่ยงจากสภาพคล่อง: เป็นหนึ่งสิ่งที่ต้องยอมรับว่าหุ้นกู้มักมีสภาพคล่องการซื้อขายที่ต่ำกว่าสินทรัพย์อื่น ๆ โดยเฉพาะหุ้นกู้ที่เหลืออายุครบกำหนดไม่มาก ซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถขายได้ในตลาดรอง หรือขายได้ต่ำกว่าราคาที่ต้องการ
  • ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย: หากอัตราดอกเบี้ย ณ ช่วงเวลานั้นมีการปรับเพิ่มสูงขึ้น ราคาหุ้นกู้เดิมที่ให้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าตลาดจะปรับตัวลงหรือมีสภาพคล่องการซื้อขายที่ต่ำกว่าเดิมมาก ซึ่งมักเกิดกับหุ้นกู้ที่ให้อัตราดอกเบี้ยคงที่ 
  • ความเสี่ยงด้านลำดับการชำระหนี้: หากบริษัทเกิดปัญหา เช่น ล้มละลายหรือมีความจำเป็นต้องปิดกิจการ ลำดับการชำระหนี้จึงมีผลต่อการได้รับเงินคืน ยิ่งลำดับน้อยโอกาสได้รับคืนก็จะยิ่งต่ำหรือช้ากว่ามาก
  • ความเสี่ยงจากธุรกิจ: ผลประกอบการของธุรกิจ ภาพรวมเศรษฐกิจ หรือปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อการดำเนินงานของธุรกิจ อาจทำให้ภาพรวมรายได้ของธุรกิจลดลง ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของธุรกิจครับ

หุ้นกู้ซื้อยังไง มีขั้นตอนพื้นฐานอย่างไร?

ขั้นตอนการเริ่มต้นและเลือกซื้อหุ้นกู้สำหรับนักลงทุนมือใหม่มี 3 ขั้นตอนพื้นฐานง่าย ๆ ดังนี้

ศึกษารายละเอียดหุ้นกู้ก่อนจองซื้อ 

นักลงทุนจำเป็นต้องตรวจสอบรายละเอียดหุ้นกู้ และเลือกหุ้นกู้ให้เหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนในอนาคตของตนเอง เช่น ลงทุนเพื่อผลตอบแทนคงที่ในระยะยาว หรือกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุน ซึ่งคุณอาจตรวจสอบข้อมูลสำคัญในหนังสือชี้ชวน เช่น

  • ประเภทของหุ้นกู้ เช่น มีหลักประกันไหม, ด้อยสิทธิหรือไม่ด้อยสิทธิ หรือแปลงสภาพได้ไหม
  • อัตราดอกเบี้ยที่จะได้รับ เป็นแบบคงที่เป็นแบบลอยตัว
  • วันครบกำหนดไถ่ถอน
  • อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) 
  • งบการเงินย้อนหลัง 
  • ความเสี่ยงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง 
  • ช่องทางการซื้อหรือจอง และตัวแทนผู้ถือหุ้นกู้
  • หุ้นกู้เสนอขายแก่ใคร 

เปิดบัญชีซื้อขายกับช่องทางที่เปิดจอง

หลังจากตรวจสอบรายละเอียดหุ้นกู้รวมถึงช่องทางการจัดจำหน่าย นักลงทุนจำเป็นจะต้องเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กับช่องทางที่ต้องการลงทุนก่อนเสมอ จึงจะสามารถซื้อหรือจองหุ้นกู้ได้

จองซื้อและชำระเงิน

เมื่อนักลงทุนตัดสินใจและเลือกหุ้นกู้เรียบร้อยแล้ว สามารถจองหรือซื้อผ่านสาขาธนาคาร แอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์หลักทรัพย์ หลังจากชำระเงินเรียบร้อย จะได้รับหุ้นกู้เข้าพอร์ต และรอรับดอกเบี้ยตามรอบที่กำหนด

ภาษีหุ้นกู้คืออะไร ลงทุนหุ้นกู้ต้องเสียภาษีไหม? 

ภาษีหุ้นกู้ คือ ภาษีที่จัดเก็บจากรายได้ที่ได้รับจากการถือครองสินทรัพย์อย่างหุ้นกู้ โดยแบ่งประเภทเงินได้ออกเป็น 2 กรณี ได้แก่ 

  • ภาษีเงินได้จากอัตราดอกเบี้ย: โดยดอกเบี้ยที่ได้รับจากการถือครองหุ้นกู้จัดเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 โดยจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายทันที 15%
  • ภาษีเงินได้จากการขายหุ้นกู้ในตลาดรอง: กำไรที่ได้รับจากการขายหุ้นกู้ในตลาดรอง จำเป็นจะต้องยื่นภาษีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 และจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% อัตโนมัติจากบริษัทหลักทรัพย์หรือธนาคารตัวแทนจำหน่ายที่ทำหน้าที่ซื้อขาย 

ช่องทางสำหรับการติดตามข่าวสารเรื่องหุ้นกู้สำหรับมือใหม่

สำหรับช่องทางหลักที่นักลงทุนสามารถติดตามรายละเอียดการจำหน่ายหุ้นกู้ มีดังนี้

  • ThaiBMA.or.th : เว็บไซต์สมาคมตราสารหนี้ประเทศไทย ใช้สำหรับตรวจสอบข้อมูลและรายละเอียดหุ้นกู้ เครดิตความน่าเชื่อถือ รวมถึง Yield Curve
  • Market.sec.or.th : เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ใช้ตรวจสอบตราสารหนี้ออกใหม่ อ่านหนังสือชี้ชวน หรือตรวจสอบรายงานทางการเงินของบริษัท ครับ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการลงทุนหุ้นกู้ 

หุ้นกู้ต้องจ่ายดอกเบี้ยทุกเดือนไหม?

ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน โดยส่วนใหญ่จะไม่จ่ายดอกเบี้ยทุกเดือน แต่จะแบ่งจ่ายแบบ 3 เดือน, 6 เดือน หรือปีละครั้ง เป็นต้น 

หุ้นกู้เป็นหนี้สินอะไร?

หุ้นกู้ในแง่มุมของผู้ออกตราสารจัดเป็น ‘หนี้สินระยะยาว’ แต่ในมุมมองของนักลงทุนจะจัดหุ้นกู้เป็นสินทรัพย์การลงทุน

ลงทุนหุ้นกู้เงินต้นหายไหม?

เงินต้นที่ใช้สำหรับการลงทุนในหุ้นกู้จะไม่หายไป และสามารถได้รับคืนเมื่อครบกำหนดไถ่ถอนตามที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวนครับ

ซื้อหุ้นกู้เสี่ยงไหม?

หุ้นกู้ถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง แต่ความเสี่ยงอาจน้อยกว่าหากเทียบกับสินทรัพย์อื่น ๆ อย่างหุ้นหรือคริปโต เป็นต้น

หุ้นกู้มีประกันกับหุ้นกู้ไม่มีประกันต่างกันไหม?

แตกต่างกัน โดยหุ้นกู้แบบมีประกันจะได้รับลำดับการชำระหนี้คืนในอันดับแรกสุด ในกรณีที่บริษัทปิดกิจการหรือล้มละลาย แต่หุ้นกู้แบบไม่มีประกันจะได้รับลำดับรองลงมาตามประเภทหุ้นกู้ที่ถืออยู่ โดยเรียงเป็น หุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน/ไม่ด้อยสิทธิ และหุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน/ด้อยสิทธิ ตามลำดับ

เลือกหุ้นกู้ตัวไหนดี?

นักลงทุนควรเลือกซื้อหุ้นกู้ตามจุดประสงค์และแผนการลงทุนของคุณเอง ซึ่งควรคำนึงถึงอันดับความน่าเชื่อถือ, อัตราดอกเบี้ย, อายุหุ้นกู้, ความเสี่ยงอื่น ๆ และความสามารถในการเติบโตของธุรกิจ โดยนักลงทุนอาจเลือกจากหุ้นกู้ที่มาจากบริษัทที่มีพื้นฐานดี จะช่วยลดความเสี่ยงได้เช่นกันครับ

สรุปหุ้นกู้คืออะไร เหมาะกับนักลงทุนแบบไหนบ้าง

หุ้นกู้ คือ ตราสารหนี้ประเภทหนึ่งที่ออกโดยบริษัทภาคเอกชน โดยนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบอัตราดอกเบี้ย และเงินต้นทั้งหมดคืนเมื่อครบกำหนดอายุหุ้นกู้ครับ โดยหุ้นกู้เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุน หรือนักลงทุนที่กำลังหาช่องทางการได้รับผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ

ทั้งนี้ การลงทุนในสินทรัพย์อย่างหุ้นกู้ก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกันกับสินทรัพย์อื่น ๆ โดยนักลงทุนจำเป็นต้องวางแผนความเสี่ยงและอ่านรายละเอียดในหนังสือชี้ชวนให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุนครับ


อ่านบทความเพิ่มเติม: Knowledge

อ่านรีวิวโบรกเกอร์อื่น ๆ ได้ที่: Review Broker

Table of Contents
TOP FOREX BROKERS
1
5/5

IUX

5/5
2
3/5
IC Markets
IC Markets-top-forex-brokers
IC Markets
4/5
3
4/5
FXGT.com
FXGT.com
4/5
4
3/5
Hantec Markets
Hantec Markets
3/5
5
4/5
Eightcap
Eightcap
3/5

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

– Advertisement –

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

FOLLOW US
บทความที่เกี่ยวข้อง

– Advertisement –