หุ้นกู้คืออะไร? ทำไมหลายคนจึงบอกว่าหุ้นกู้เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยความเสี่ยงต่ำ อธิบายและสรุปทุกเรื่องที่นักลงทุนควรรู้ก่อนตัดสินใจลงทุน
ในบทความนี้ เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักตั้งแต่หุ้นกู้คืออะไร, ประเภทของหุ้นกู้, วิธีและช่องทางการซื้อขาย, วิธีการเลือกหุ้นกู้, ความเสี่ยงในการลงทุน ไปจนถึงช่องทางการติดตามข่าวสารหุ้นกู้ออกใหม่ประจำปี 2569 เรียกได้ว่า ‘ครบ จบ ในที่เดียว’
ทำความรู้จักหุ้นกู้คืออะไร?

หุ้นกู้ (Corporate Bond หรือ Debenture) คือ ตราสารหนี้ประเภทหนึ่งที่ออกโดยบริษัทเอกชน โดยมีจุดประสงค์ในการระดมทุนเพื่อใช้ในกิจการ ใช้ตามนโยบาย หรือตามแผนงานที่ทางบริษัทกำหนด
โดยบริษัทผู้ออกหุ้นกู้จะมีสถานะเป็น ‘ลูกหนี้’ และนักลงทุนจะมีสถานะเป็น ‘เจ้าหนี้’ โดยนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจากการถือครองสินทรัพย์เป็น ‘ดอกเบี้ย’ ตามที่ตกลงกันไว้ตลอดช่วงอายุของหุ้นกู้ และจะได้รับเงินต้นคืนทั้งหมดเมื่อครบกำหนดอายุหุ้นกู้ครับ
ความแตกต่างระหว่างหุ้นกู้และพันธบัตรรัฐบาล
หุ้นกู้และพันธบัตรรัฐบาลเป็นตราสารหนี้ประเภทหนึ่ง โดยมีจุดที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด 3 ประเด็นด้วยกัน ดังนี้
- ผู้ออกตราสารหนี้: หุ้นกู้จะออกโดยบริษัทเอกชน แต่พันธบัตรรัฐบาลจะออกโดยภาครัฐ
- ผลตอบแทนที่ได้รับ: หุ้นกู้ให้ดอกเบี้ยสูงกว่า เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล
- ความเสี่ยง: หุ้นกู้มีความเสี่ยงที่ขึ้นอยู่กับฐานะทางการเงินและผลประกอบการของบริษัทผู้ออก แต่พันธบัตรรัฐบาลมีความเสี่ยงต่ำกว่ามาก เพราะรัฐมีอำนาจจัดเก็บภาษีและบริหารงบประมาณค้ำประกันอยู่
🐔 คำแนะนำจากทีมงาน Gotradehere: แม้คำว่า ‘หุ้นกับหุ้นกู้จะคล้ายกัน’ แต่ทั้งสองแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ การซื้อหุ้นคือการเข้าไปเป็นเจ้าของบริษัท และจะได้รับผลตอบแทนขึ้นอยู่กับผลประกอบการและราคาหุ้น แต่การซื้อหุ้นกู้คือการให้บริษัทยืมกู้เงิน โดยได้รับผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ยสม่ำเสมอและเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนด
หุ้นกู้ซื้อได้ที่ไหน?
สำหรับประชาชนและนักลงทุนทั่วไปสามารถเข้าถึงการซื้อขายหุ้นกู้ได้ผ่านช่องทางหลัก 2 ช่องทาง คือ ผ่านช่องทางธนาคาร เช่น ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย หรือแอปลงทุนของสถาบันการเงินต่าง ๆ และผ่านช่องทางบริษัทหลักทรัพย์
โดยการซื้อขายผ่านช่องทางทั้งสองมีรูปแบบการซื้อขายหุ้นกู้ทั้งหมด 2 รูปแบบได้แก่ หุ้นกู้ตลาดแรกและหุ้นกู้ตลาดรอง โดยทั้งสองรูปแบบมีจุดเด่นและจุดที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้
หุ้นกู้ตลาดแรกคืออะไร?
หุ้นกู้ตลาดแรก (Primary Market) คือ หุ้นกู้ที่ทางบริษัทเปิดจองหรือเสนอขายครั้งแรกแก่นักลงทุนโดยตรง โดยสามารถซื้อได้ผ่านบริษัทหลักทรัพย์หรือธนาคารที่เป็นผู้จัดจำหน่ายตามที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน โดยนักลงทุนต้องซื้อขั้นต่ำตามที่กำหนด และจองภายในระยะเวลาที่เปิดขายเท่านั้น
หุ้นกู้ตลาดรองคืออะไร?
หุ้นกู้ตลาดรอง (Secondary Market) คือ การซื้อหรือขายหุ้นกู้จากนักลงทุนรายอื่นที่เป็นผู้ถือหุ้นกู้เดิม หลังจากที่หุ้นกู้ได้มีการเสนอขายครั้งแรกไปแล้ว โดยราคาซื้อขายหุ้นกู้ในตลาดรอง จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น อัตราดอกเบี้ย, อายุหุ้นกู้ที่คงเหลือ, อุปสงค์-อุปทาน ณ เวลานั้น, สภาวะเศรษฐกิจโดยรวม หรือแม้แต่ผลประกอบการของบริษัทผู้ออกหุ้นกู้ครับ
ความแตกต่างระหว่าง หุ้นกู้ตลาดแรก และ หุ้นกู้ตลาดรอง

ข้อมูลสำคัญในหนังสือชี้ชวนหุ้นกู้มีอะไรบ้าง?
สำหรับนักลงทุนแล้ว ก่อนตัดสินใจเลือกลงทุนในสินทรัพย์อย่างหุ้นกู้ ควรทำความเข้าใจและพิจารณาข้อมูลสำคัญในหนังสือชี้ชวนก่อนเสมอ โดยข้อมูลที่คุณควรดูเป็นอันดับต้น ๆ ในหนังสือชี้ชวน ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถวางแผนการเงินได้อย่างละเอียดรอบคอบ มีดังนี้
| ข้อมูล | ความหมาย |
| รายละเอียดผู้ออกหุ้นกู้ | ประวัติบริษัทผู้ออกหุ้นกู้ โครงสร้างธุรกิจ งบการเงินย้อนหลัง เพื่อให้เข้าใจภาพรวมธุรกิจก่อนตัดสินใจลงทุน |
| วัตถุประสงค์การออกหุ้นกู้ | บริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ไปทำอะไร |
| อัตราดอกเบี้ย | ผลตอบแทนที่คุณจะได้รับในแต่ละรอบการจ่าย ช่วยให้คำนวณผลตอบแทนที่จะได้รับทั้งหมดก่อนได้ |
| เงื่อนไขสำคัญของหุ้นกู้ | เช่น อายุหุ้นกู้, วันจ่ายดอกเบี้ย, วันครบกำหนดไถ่ถอน หรือสิทธิการไถ่ถอน เพื่อให้คุณสามารถวางแผนการเงินได้ |
| ประเภทหุ้นกู้ | หุ้นกู้มีหลายประเภทและแต่ละประเภทมีคุณสมบัติแตกต่างกัน เพราะช่วยประเมินความเสี่ยงได้เช่นกัน |
| อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) | ตัวชี้วัดที่สามารถบ่งบอกความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัท ช่วยให้คุณสามารถประเมินความเสี่ยงได้ |
| ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง | ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ซึ่งอาจส่งผลต่อผลความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยของบริษัท |
| ตัวแทนผู้ถือหุ้นกู้ | หน่วยงานหรือบริษัทผู้ดูแลผลประโยชน์ของนักลงทุน |
การแบ่งประเภทหุ้นกู้มีอะไรบ้าง?
เนื่องจากหุ้นกู้มีหลากหลายประเภทและมีการจัดแยกหมวดหมู่หุ้นกู้ตามประเภทด้วยเช่นกัน ซึ่งหุ้นกู้แต่ละประเภทมีคุณสมบัติและสิทธิประโยชน์แตกต่างกันไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลตอบแทน รวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อตัวนักลงทุนได้ด้วยเช่นกัน โดยเราสามารถแบ่งประเภทของหุ้นกู้ออกเป็นหมวดหมู่ได้ ดังนี้
แบ่งตามประเภทหลักประกัน
- หุ้นกู้มีหลักประกัน (Secured Debenture): หุ้นกู้ที่มีทรัพย์สินของบริษัทวางค้ำประกันไว้ กรณีที่บริษัทผู้ออกหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้คืน นักลงทุนสามารถเรียกร้องให้นำทรัพย์สินที่วางค้ำประกันไว้มาใช้คืนหนี้ที่ค้างชำระ
- หุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน (Unsecured Debenture): หุ้นกู้ที่ไม่มีทรัพย์สินของบริษัทวางค้ำประกัน ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือ หรือ Credit Rating ประกอบการพิจารณา โดยหุ้นกู้ไม่มีหลักประกันมักมีจุดเด่น คือ ให้อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า แต่มีข้อควรระวัง คือ หากบริษัทล้มละลาย ผู้ถือหุ้นกู้มีสถานะเป็นเพียงเจ้าหนี้สามัญ
แบ่งตามประเภทอัตราดอกเบี้ยที่จ่าย
- หุ้นกู้ดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate): หุ้นกู้ที่มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบตายตัวตั้งแต่วันที่เริ่มต้นไปจนถึงวันที่ครบกำหนด ทำให้ง่ายต่อการคำนวณผลตอบแทนในระยะยาวได้ชัดเจน
- หุ้นกู้ดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate): หุ้นกู้ที่ปรับอัตราดอกเบี้ยตามแหล่งอ้างอิงตามที่ประกาศไว้ เช่น THOR หรือ MLR ทำให้นักลงทุนอาจได้รับผลตอบแทนมากขึ้นในบางช่วง
- หุ้นกู้ไม่จ่ายดอกเบี้ย (Zero Coupon Bond): หุ้นกู้ที่ไม่มีการจ่ายอัตราดอกเบี้ยระหว่างทาง โดยผู้ขายจะขายหุ้นกู้ในราคาที่ถูกกว่าราคาหน้าตั๋ว (สิทธิประโยชน์ในรูปแบบส่วนลด) และจะได้รับเงินต้นคืนแบบเต็มจำนวนแทนในวันครบกำหนด
แบ่งตามประเภทสิทธิพิเศษที่ได้รับ
- หุ้นกู้ด้อยสิทธิ (Subordinated Debenture): หุ้นกู้ที่มีลำดับการชำระหนี้คืนอยู่ท้าย ๆ ของกลุ่ม กรณีที่บริษัทผู้ออกหุ้นกู้ล้มละลาย เท่ากับว่านักลงทุนจะได้รับเงินชดเชยช้ากว่าผู้ถือรายอื่น แต่ทดแทนด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูงกว่า
- หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ (Senior Debenture): หุ้นกู้ที่ไม่มีสิทธิพิเศษอะไรเลย โดยลำดับการชำระหนี้คืนจะอยู่หน้าหุ้นกู้ด้อยสิทธิ กรณีที่บริษัทล้มละลาย พบได้มากที่สุดในตลาดหุ้นกู้
- หุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Debenture): หุ้นกู้ที่ผู้ถือครองสามารถแปลงสภาพไปเป็นหุ้นสามัญได้ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด
ลำดับการชำระหนี้คืน (Priority of Claims)
ประเภทหุ้นกู้ที่นักลงทุนเลือกมีผลต่อความเสี่ยงในอนาคตเช่นกัน กรณีที่บริษัทล้มละลายหรือปิดกิจการ เงินที่เหลืออยู่จะถูกจ่ายตามลำดับ ดังนี้
| ลำดับการชำระหนี้ | ประเภทผู้ถือครองสินทรัพย์ |
| 1 | หุ้นกู้มีหลักประกัน |
| 2 | หุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน + ไม่ด้อยสิทธิ |
| 3 | หุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน + ด้อยสิทธิ |
| 4 | ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ |
| 5 | ผู้ถือหุ้นสามัญ |
ดังนั้นแล้ว ลำดับการชำระหนี้คืนถือเป็นตัวกำหนดว่า หากบริษัทเกิดปัญหาทางการเงิน เช่น ปิดกิจการหรือล้มละลาย ผู้ลงทุนจะมีโอกาสได้รับเงินคืนมากน้อยแค่ไหนนั่นเองครับ ยิ่งอยู่อันดับต้น ๆ ก็มีโอกาสสูงกว่าที่จะได้รับเงินคืนก่อน เพราะฉะนั้นการเลือกประเภทของหุ้นกู้ก่อนตัดสินใจลงทุนจึงมีความสำคัญเช่นกันครับ
อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) คืออะไร?

อันดับความน่าเชื่อถือ หรือ Credit Rating คือ การประเมินความสามารถในการชำระหนี้คืนของผู้ออกหุ้นกู้หรือตราสารหนี้ ว่าผู้ออกตราสารมีสถานะทางการเงินมั่นคงแค่ไหน หรือมีโอกาสที่จะผิดนัดชำระหนี้หรือไม่ จัดทำโดยบริษัทจัดอันดับเครดิต ซึ่งในประเทศไทยมีบริษัทจัดอันดับเครดิต คือ บริษัททริสเรทติ้ง โดยสามารถแบ่งระดับความน่าเชื่อถือ ได้ตามตารางด้านล่างนี้ครับ
หุ้นกู้ Investment Grade คืออะไร?
หุ้นกู้ Investment Grade คือ หุ้นกู้ที่ได้รับอันดับความน่าเชื่อถือสูง ซึ่งบ่งบอกว่า บริษัทมีความมั่นคงหรือมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ที่ต่ำกว่าบริษัทอื่น โดยทั่วไป หุ้นกู้ Investment Grade จะเริ่มนับตั้งแต่อันดับ BBB- ขึ้นไปครับ
🐔 คำแนะนำจากทีมงาน Gotradehere: หุ้นกู้ที่มีระดับต่ำกว่า BBB- เราจะเรียกว่า Non-Investment Grade หรือ High Yield เป็นหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงสูงแต่ได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าเช่นกัน ดังนั้นแล้ว ก่อนตัดสินใจลงทุนหุ้นกู้ นักลงทุนไม่ควรดูเพียงอัตราดอกเบี้ยที่จะได้รับเท่านั้น แต่ควรดูรายละเอียดอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตครับ
การลงทุนหุ้นกู้เหมาะกับใคร
หุ้นกู้เป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำและได้รับผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอในรูปแบบอัตราดอกเบี้ย โดยการลงทุนในสินทรัพย์หุ้นกู้เหมาะกับกลุ่มคน ดังนี้
- นักลงทุนที่มีเงินเย็นและยังไม่จำเป็นต้องใช้ในระยะสั้น
- นักลงทุนที่ต้องการกระจายพอร์ตการลงทุน และมองหาสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ
- นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสม่ำเสมอ
- นักลงทุนที่ชอบการจัดพอร์ตแบบมีแบบแผนชัดเจน สามารถคำนวณผลตอบแทนได้
🐔 คำแนะนำจากทีมงาน Gotradehere: หุ้นกู้ถือเป็นสินทรัพย์ที่เหมาะกับการลงทุนในระยะยาว โดยมีจุดเด่นที่ทำให้นักลงทุนหลายคนให้ความสนใจ คือ ได้รับผลตอบแทนอย่างต่อเนื่องในระยะยาวและสามารถคำนวณผลตอบแทนที่ได้รับทั้งหมด ซึ่งช่วยให้นักลงทุนวางแผนการเงินได้สะดวกยิ่งขึ้นครับ
ความเสี่ยงในการลงทุนหุ้นกู้ที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญ
แม้หุ้นกู้จะถูกมองว่าเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอและความผันผวนไม่สูงเท่าหุ้น แต่ก็มีความเสี่ยงที่นักลงทุนควรระวังและประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน โดยความเสี่ยงที่นักลงทุนความรู้ มีดังนี้
- ความเสี่ยงด้านเครดิต: ความเสี่ยงในกรณีที่บริษัทผู้ออกหุ้นกู้ไม่สามารถชำระคืนนี้ได้ตามกำหนด นักลงทุนควรตรวจสอบ Credit Rating ก่อนเสมอ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระมักมาจากหุ้นกู้ที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูง (High Yield)
- ความเสี่ยงจากสภาพคล่อง: เป็นหนึ่งสิ่งที่ต้องยอมรับว่าหุ้นกู้มักมีสภาพคล่องการซื้อขายที่ต่ำกว่าสินทรัพย์อื่น ๆ โดยเฉพาะหุ้นกู้ที่เหลืออายุครบกำหนดไม่มาก ซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถขายได้ในตลาดรอง หรือขายได้ต่ำกว่าราคาที่ต้องการ
- ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย: หากอัตราดอกเบี้ย ณ ช่วงเวลานั้นมีการปรับเพิ่มสูงขึ้น ราคาหุ้นกู้เดิมที่ให้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าตลาดจะปรับตัวลงหรือมีสภาพคล่องการซื้อขายที่ต่ำกว่าเดิมมาก ซึ่งมักเกิดกับหุ้นกู้ที่ให้อัตราดอกเบี้ยคงที่
- ความเสี่ยงด้านลำดับการชำระหนี้: หากบริษัทเกิดปัญหา เช่น ล้มละลายหรือมีความจำเป็นต้องปิดกิจการ ลำดับการชำระหนี้จึงมีผลต่อการได้รับเงินคืน ยิ่งลำดับน้อยโอกาสได้รับคืนก็จะยิ่งต่ำหรือช้ากว่ามาก
- ความเสี่ยงจากธุรกิจ: ผลประกอบการของธุรกิจ ภาพรวมเศรษฐกิจ หรือปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อการดำเนินงานของธุรกิจ อาจทำให้ภาพรวมรายได้ของธุรกิจลดลง ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของธุรกิจครับ
หุ้นกู้ซื้อยังไง มีขั้นตอนพื้นฐานอย่างไร?
ขั้นตอนการเริ่มต้นและเลือกซื้อหุ้นกู้สำหรับนักลงทุนมือใหม่มี 3 ขั้นตอนพื้นฐานง่าย ๆ ดังนี้
ศึกษารายละเอียดหุ้นกู้ก่อนจองซื้อ
นักลงทุนจำเป็นต้องตรวจสอบรายละเอียดหุ้นกู้ และเลือกหุ้นกู้ให้เหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนในอนาคตของตนเอง เช่น ลงทุนเพื่อผลตอบแทนคงที่ในระยะยาว หรือกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุน ซึ่งคุณอาจตรวจสอบข้อมูลสำคัญในหนังสือชี้ชวน เช่น
- ประเภทของหุ้นกู้ เช่น มีหลักประกันไหม, ด้อยสิทธิหรือไม่ด้อยสิทธิ หรือแปลงสภาพได้ไหม
- อัตราดอกเบี้ยที่จะได้รับ เป็นแบบคงที่เป็นแบบลอยตัว
- วันครบกำหนดไถ่ถอน
- อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating)
- งบการเงินย้อนหลัง
- ความเสี่ยงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
- ช่องทางการซื้อหรือจอง และตัวแทนผู้ถือหุ้นกู้
- หุ้นกู้เสนอขายแก่ใคร
เปิดบัญชีซื้อขายกับช่องทางที่เปิดจอง
หลังจากตรวจสอบรายละเอียดหุ้นกู้รวมถึงช่องทางการจัดจำหน่าย นักลงทุนจำเป็นจะต้องเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กับช่องทางที่ต้องการลงทุนก่อนเสมอ จึงจะสามารถซื้อหรือจองหุ้นกู้ได้
จองซื้อและชำระเงิน
เมื่อนักลงทุนตัดสินใจและเลือกหุ้นกู้เรียบร้อยแล้ว สามารถจองหรือซื้อผ่านสาขาธนาคาร แอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์หลักทรัพย์ หลังจากชำระเงินเรียบร้อย จะได้รับหุ้นกู้เข้าพอร์ต และรอรับดอกเบี้ยตามรอบที่กำหนด
ภาษีหุ้นกู้คืออะไร ลงทุนหุ้นกู้ต้องเสียภาษีไหม?
ภาษีหุ้นกู้ คือ ภาษีที่จัดเก็บจากรายได้ที่ได้รับจากการถือครองสินทรัพย์อย่างหุ้นกู้ โดยแบ่งประเภทเงินได้ออกเป็น 2 กรณี ได้แก่
- ภาษีเงินได้จากอัตราดอกเบี้ย: โดยดอกเบี้ยที่ได้รับจากการถือครองหุ้นกู้จัดเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 โดยจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายทันที 15%
- ภาษีเงินได้จากการขายหุ้นกู้ในตลาดรอง: กำไรที่ได้รับจากการขายหุ้นกู้ในตลาดรอง จำเป็นจะต้องยื่นภาษีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 และจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% อัตโนมัติจากบริษัทหลักทรัพย์หรือธนาคารตัวแทนจำหน่ายที่ทำหน้าที่ซื้อขาย
🐔 คำแนะนำจากทีมงาน Gotradehere: นักลงทุนต้องไม่ลืมบันทึกใบรับรองการหักภาษี 50 ทวิ ทุกฉบับหรือหลักฐานอื่น ๆ ที่ได้รับจากการซื้อขายหุ้นกู้หรือได้รับจากดอกเบี้ยหุ้นกู้ทุกครั้ง เพื่อใช้ยื่นภาษีประจำปีผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากรครับ
ช่องทางสำหรับการติดตามข่าวสารเรื่องหุ้นกู้สำหรับมือใหม่
สำหรับช่องทางหลักที่นักลงทุนสามารถติดตามรายละเอียดการจำหน่ายหุ้นกู้ มีดังนี้
- ThaiBMA.or.th : เว็บไซต์สมาคมตราสารหนี้ประเทศไทย ใช้สำหรับตรวจสอบข้อมูลและรายละเอียดหุ้นกู้ เครดิตความน่าเชื่อถือ รวมถึง Yield Curve
- Market.sec.or.th : เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ใช้ตรวจสอบตราสารหนี้ออกใหม่ อ่านหนังสือชี้ชวน หรือตรวจสอบรายงานทางการเงินของบริษัท ครับ
🐔 คำแนะนำจากทีมงาน Gotradehere: เราขอแนะนำอีกหนึ่งช่องทางสำหรับนักลงทุนและประชาชนทั่วไปสำหรับติดตามการประกาศอัปเดตหุ้นกู้ออกใหม่ปี 2569 โดยเราได้สรุปทุกรายละเอียดสำคัญ รวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิด โดยคุณสามารถติดตามเพิ่มเติมได้ในบทความด้านล่างนี้ครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการลงทุนหุ้นกู้
หุ้นกู้ต้องจ่ายดอกเบี้ยทุกเดือนไหม?
ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน โดยส่วนใหญ่จะไม่จ่ายดอกเบี้ยทุกเดือน แต่จะแบ่งจ่ายแบบ 3 เดือน, 6 เดือน หรือปีละครั้ง เป็นต้น
หุ้นกู้เป็นหนี้สินอะไร?
หุ้นกู้ในแง่มุมของผู้ออกตราสารจัดเป็น ‘หนี้สินระยะยาว’ แต่ในมุมมองของนักลงทุนจะจัดหุ้นกู้เป็นสินทรัพย์การลงทุน
ลงทุนหุ้นกู้เงินต้นหายไหม?
เงินต้นที่ใช้สำหรับการลงทุนในหุ้นกู้จะไม่หายไป และสามารถได้รับคืนเมื่อครบกำหนดไถ่ถอนตามที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวนครับ
ซื้อหุ้นกู้เสี่ยงไหม?
หุ้นกู้ถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง แต่ความเสี่ยงอาจน้อยกว่าหากเทียบกับสินทรัพย์อื่น ๆ อย่างหุ้นหรือคริปโต เป็นต้น
หุ้นกู้มีประกันกับหุ้นกู้ไม่มีประกันต่างกันไหม?
แตกต่างกัน โดยหุ้นกู้แบบมีประกันจะได้รับลำดับการชำระหนี้คืนในอันดับแรกสุด ในกรณีที่บริษัทปิดกิจการหรือล้มละลาย แต่หุ้นกู้แบบไม่มีประกันจะได้รับลำดับรองลงมาตามประเภทหุ้นกู้ที่ถืออยู่ โดยเรียงเป็น หุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน/ไม่ด้อยสิทธิ และหุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน/ด้อยสิทธิ ตามลำดับ
เลือกหุ้นกู้ตัวไหนดี?
นักลงทุนควรเลือกซื้อหุ้นกู้ตามจุดประสงค์และแผนการลงทุนของคุณเอง ซึ่งควรคำนึงถึงอันดับความน่าเชื่อถือ, อัตราดอกเบี้ย, อายุหุ้นกู้, ความเสี่ยงอื่น ๆ และความสามารถในการเติบโตของธุรกิจ โดยนักลงทุนอาจเลือกจากหุ้นกู้ที่มาจากบริษัทที่มีพื้นฐานดี จะช่วยลดความเสี่ยงได้เช่นกันครับ
สรุปหุ้นกู้คืออะไร เหมาะกับนักลงทุนแบบไหนบ้าง
หุ้นกู้ คือ ตราสารหนี้ประเภทหนึ่งที่ออกโดยบริษัทภาคเอกชน โดยนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบอัตราดอกเบี้ย และเงินต้นทั้งหมดคืนเมื่อครบกำหนดอายุหุ้นกู้ครับ โดยหุ้นกู้เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุน หรือนักลงทุนที่กำลังหาช่องทางการได้รับผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ
ทั้งนี้ การลงทุนในสินทรัพย์อย่างหุ้นกู้ก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกันกับสินทรัพย์อื่น ๆ โดยนักลงทุนจำเป็นต้องวางแผนความเสี่ยงและอ่านรายละเอียดในหนังสือชี้ชวนให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุนครับ

















