Risk Reward Ratio (RRR) คือ อัตราส่วนเปรียบเทียบระหว่าง “ความเสี่ยงที่ยอมเสีย” (Risk) กับ “ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ” (Reward) ในการเปิดออเดอร์แต่ละครั้ง โดยแสดงผลในรูปแบบอัตราส่วน เช่น 1:2 หรือ 1:3 เพื่อให้นักเทรดประเมินได้ตั้งแต่ก่อนเข้าเทรดว่า การลงทุนในไม้ดังกล่าวมีความคุ้มค่าเชิงสถิติหรือไม่
การใช้ Risk Reward Ratio ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารพอร์ตและจัดการเงินทุน (Portfolio & Capital Management) เพราะอาจช่วยให้นักเทรดมีโอกาสทำกำไรสุทธิในระยะยาวได้ แม้จะมีอัตราการเทรดชนะ (Win Rate) ไม่ถึง 50% หากรักษาวินัยและควบคุมต้นทุนการเทรดได้ แต่ไม่มีการรับประกันผลลัพธ์
หมายเหตุ: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลสำหรับการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่การชี้แนะหรือแนะนำลงทุนครับ
Risk Reward Ratio คืออะไร?
RRR คือ อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนที่ใช้ประเมินความคุ้มค่าของการเทรด โดยคำนวณจากระยะขาดทุนที่คุณยอมรับได้เทียบกับระยะกำไรที่คุณตั้งเป้าไว้ ตัวอย่างเช่น หากคุณตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่ $100 และตั้งจุดทำกำไรไว้ที่ $200 อัตราส่วน RRR ของไม้นี้จะเท่ากับ 1:2
กลไกการทำงานของ RRR ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อทำนายว่าราคาจะวิ่งไปทิศทางใด แต่ทำหน้าที่เป็น “ตัวกรองความเสี่ยง” เพื่อควบคุมไม่ให้พอร์ตเสียหายหนักเมื่อคาดการณ์ผิดพลาด ในตลาดการเงินที่มีความผันผวนสูง การรักษาสัดส่วน RRR ให้สอดคล้องกับแผนเทรดอย่างสม่ำเสมออาจช่วยควบคุมความเสียหายต่อไม้ และลดโอกาสที่พอร์ตจะเสียหายหนักเมื่อคาดการณ์ผิดพลาด อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถรับประกันการเติบโตของพอร์ตได้
🐔 คำแนะนำจากทีมงาน Gotradehere: นักเทรดมือใหม่มักโฟกัสไปที่การค้นหาสัญญาณเทรดที่แม่นยำสูง แต่ในความเป็นจริง การควบคุม RRR ให้เหมาะสม มีผลต่อการอยู่รอดในตลาดมากกว่าการมี Win Rate สูงแต่ปล่อยให้ขาดทุนลากครับ
วิธีคำนวณ Risk Reward Ratio
สูตรการคำนวณ RRR ทำได้โดยนำระยะความเสี่ยง (Risk) หารด้วยระยะผลตอบแทน (Reward) ดังนี้
RRR = ระยะ Stop Loss (Risk) / ระยะ Take Profit (Reward)
หรือคำนวณจากจำนวนเงินตัวเลขโดยตรง:
RRR = (ราคาเข้าซื้อ – ราคา Stop Loss) / (ราคา Take Profit – ราคาเข้าซื้อ)
ตัวอย่างเช่น หากคุณซื้อหุ้นที่ราคา 50 บาท โดยวางจุด Stop Loss ไว้ที่ 45 บาท (Risk = 5 บาท) และวางจุด Take Profit ไว้ที่ 60 บาท (Reward = 10 บาท) คำนวณได้เป็น 5 / 10 = 0.5 หรือเขียนในรูปแบบอัตราส่วนคือ 1:2
| สถานการณ์ | ราคาเข้าซื้อ | จุด Stop Loss (Risk) | จุด Take Profit (Reward) | RRR | ความคุ้มค่า |
| เทรดสั้น (Scalping) | $2,000 | $ 1,995 ($5) | $2,005 ($5) | 1:1 | ไม่คุ้มค่า (เสี่ยงสเปรด) |
| เทรดตามแนวโน้ม (Trend Following) | $2,000 | $ 1,990 ($10) | $2,020 ($20) | 1:2 | คุ้มค่าระดับมาตรฐาน |
| เทรดรันเทรนด์ระยะยาว | $2,000 | $ 1,980 ($20) | $2,060 ($60) | 1:3 | คุ้มค่าสูง |
หมายเหตุ: ราคาและระยะ Stop Loss กับ Take Profit ในตารางเป็นตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายหลักการเท่านั้น ไม่ใช่ราคาเป้าหมายหรือการคาดการณ์ราคาตลาดจริง และยังไม่รวมค่าสเปรด ค่าคอมมิชชัน และ Slippage ครับ
Risk Reward Ratio เท่าไหร่ถือว่าคุ้มเทรด?
RRR เท่าไหร่ถือว่าคุ้มเทรดนั้น ขึ้นอยู่กับอัตราการเทรดชนะ (Win Rate) ของระบบที่คุณใช้เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม นักเทรดจำนวนมากมักใช้ Risk Reward Ratio ระดับ 1:2 ขึ้นไปเป็นแนวทางเริ่มต้น แต่ไม่ได้หมายความว่าสัดส่วนนี้ปลอดภัยหรือการันตีกำไร
สาเหตุที่ RRR 1:2 เป็นจุดเริ่มต้นที่คุ้มค่า เพราะช่วยสร้าง “จุดเท่าทุน” (Break-even Point) ที่ต่ำลง โดย RRR ยิ่งสูง Win Rate ขั้นต่ำที่ต้องใช้เพื่อเท่าทุนก็ยิ่งต่ำลงตามตารางด้านล่าง ทั้งนี้ ค่า Win Rate ขั้นต่ำในตารางเป็นการคำนวณเชิงทฤษฎีที่ยังไม่รวมค่าสเปรด ค่าคอมมิชชัน และ Slippage (ส่วนต่างระหว่างราคาที่สั่งกับราคาที่ได้ซื้อขายจริง) ซึ่งในการเทรดจริงจะทำให้ Win Rate ที่ต้องใช้เพื่อเท่าทุนสูงกว่าตัวเลขในตาราง
| RRR | Win Rate ขั้นต่ำเพื่อเท่าทุน (Break-even Win Rate) | ผลลัพธ์เมื่อ Win Rate เท่ากับ 40% (10 ไม้) |
| 1:1 | 50.0% | ขาดทุน 2 หน่วย |
| 1:1.5 | 40.0% | เท่าทุน (Break-even) |
| 1:2 | 33.3% | กำไร 2 หน่วย |
| 1:3 | 25.0% | กำไร 6 หน่วย |
หมายเหตุ: ตัวเลขในตารางเป็นตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายหลักการเท่านั้น ไม่ใช่ผลการเทรดจริงหรือผลตอบแทนที่คาดการณ์ และยังไม่รวมค่าสเปรด ค่าคอมมิชชัน และ Slippage ผลลัพธ์จริงอาจแตกต่างจากตารางครับ
🐔 คำแนะนำจากทีมงาน Gotradehere: อย่าพยายามตั้ง RRR ให้สูงเกินไป เช่น 1:10 เพียงเพราะอยากได้สัดส่วนสวยงาม หากสภาวะตลาดไม่ได้ให้ระยะวิ่งที่กว้างพอ เพราะจะทำให้ Take Profit โดนยากขึ้น และส่งผลให้ Win Rate ดร็อปลงจนพอร์ตติดลบในที่สุดครับ
จิตวิทยาการเทรดและอคติที่ทำลายอัตราส่วน RRR
แม้ว่าจะวางแผน RRR ไว้อย่างดี แต่ในการเทรดจริง นักเทรดมักหลุดวินัยเนื่องจากอคติทางจิตวิทยาหลัก 2 ประการ ดังนี้
Sunk Cost Fallacy กับการยื้อตัดขาดทุน
Sunk Cost Fallacy หรืออคติจากต้นทุนจม เกิดขึ้นเมื่อนักเทรดเสียดายเงินที่ขาดทุนไปแล้วในออเดอร์นั้น ทำให้ปฏิเสธที่จะกดตัดขาดทุนตามจุด Stop Loss ที่วางไว้ และเลือกที่จะถือออเดอร์ต่อพร้อมเลื่อน Stop Loss หนีออกไปเรื่อย ๆ เพราะหวังว่าราคาจะกลับมาที่จุดเท่าทุน การกระทำนี้ทำให้ Risk ที่ตั้งไว้ตอนแรกขยายกว้างขึ้น จนทำลายอัตราส่วน RRR ทั้งหมด
Loss Aversion ที่ทำให้รีบปิดทำกำไร
Loss Aversion คืออคติเกลียดกลัวการสูญเสียทางจิตวิทยา ซึ่งส่งผลให้นักเทรดรู้สึกเจ็บปวดจากการขาดทุนมากกว่าความสุขที่ได้รับจากกำไรในจำนวนที่เท่ากัน เมื่อเห็นออเดอร์เริ่มมีกำไรเล็กน้อย นักเทรดจึงรีบกดปิดสัญญาทำกำไรก่อนถึงเป้าหมาย Take Profit เพราะกลัวว่ากำไรจะหายไป ทำให้ Reward จริงที่ได้รับต่ำกว่าแผน และเปลี่ยน RRR จาก 1:2 เหลือเพียง 1:0.5 โดยไม่รู้ตัว
🐔 คำแนะนำจากทีมงาน Gotradehere: วิธีแก้ปัญหานี้คือการวางแผนล่วงหน้าและตั้งคำสั่ง Stop Loss กับ Take Profit ให้เรียบร้อยก่อนเข้าเทรด แล้วหลีกเลี่ยงการเลื่อนหรือยกเลิกคำสั่งตามอารมณ์ระหว่างทาง อย่างไรก็ตาม ควรทบทวนแผนเมื่อมีข่าวสำคัญหรือสภาวะตลาดเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ และต้องไม่ลืมว่าคำสั่งอัตโนมัติไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจาก Gap (ราคากระโดดข้ามจุดที่ตั้งไว้) หรือ Slippage
ความเสี่ยงเมื่อไม่รักษาวินัย RRR และ Margin Call
การปล่อยให้ออเดอร์ขาดทุนลากยาวโดยไม่มี Stop Loss หรือการเลื่อนจุดตัดขาดทุนหนีเพื่อหลีกเลี่ยงการยอมรับความพ่ายแพ้ เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้พอร์ตเสียหายอย่างรุนแรงได้
เมื่อคุณปล่อยให้ราคาลากขาดทุนไปเรื่อย ๆ มูลค่าสุทธิของบัญชี (Equity) จะลดลงจนอัตราส่วนต่อหลักประกันที่ใช้อยู่ (Margin Level) ต่ำถึงเกณฑ์ที่โบรกเกอร์กำหนด Margin Call คือ คำเตือนจากระบบว่าหลักประกันของคุณไม่เพียงพอสำหรับการถือครองสถานะอีกต่อไป หากคุณไม่ฝากเงินเพิ่มหรือตัดขาดทุนด้วยตนเอง ระบบจะปิดออเดอร์ให้อัตโนมัติ (Stop Out) ซึ่งทำให้ขาดทุนที่ยังไม่รับรู้กลายเป็นขาดทุนจริง และเงินทุนในบัญชีอาจลดลงอย่างมาก
⚠️ ข้อควรระวัง: การคำนวณ Position Sizing ที่เหมาะสมควบคู่กับการตั้ง Stop Loss ตามสัดส่วน RRR ที่กำหนดไว้ อาจช่วยควบคุมความเสี่ยงต่อไม้ให้อยู่ในระดับที่วางแผนไว้ เช่น 1–2% ของเงินทุน ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติทั่วไปในการบริหารความเสี่ยง และช่วยลดโอกาสเจอ Margin Call ได้ แต่ราคาอาจกระโดดข้ามจุด Stop Loss (Gap) หรือเกิด Slippage ทำให้ขาดทุนจริงมากกว่าที่วางแผนไว้ได้
🐔 คำแนะนำจากทีมงาน Gotradehere: แนะนำให้อ่านบทความ Money Management เพื่อเรียนรู้วิธีคำนวณ Position Sizing และจัดการความเสี่ยงอย่างละเอียดครับ
คำถามที่พบบ่อย
RRR ที่ดีควรเป็นเท่าไหร่?
อัตราส่วน Risk Reward Ratio ที่มักถูกใช้เป็นแนวทางเริ่มต้นคือ 1:2 ถึง 1:3 เนื่องจากช่วยลด Win Rate ขั้นต่ำที่ต้องใช้เพื่อเท่าทุน อย่างไรก็ตาม ความเหมาะสมขึ้นอยู่กับระบบเทรดและต้นทุนการเทรดของแต่ละคน และไม่มีสัดส่วนใดที่การันตีกำไร
ถ้า Win Rate สูงมาก ตั้ง RRR 1:1 ได้ไหม?
สามารถทำได้ หากระบบเทรดของคุณมี Win Rate สูงกว่า 60–70% ขึ้นไปอย่างเสถียรจากการทดสอบย้อนหลัง (Backtest) แต่ต้องระวังเรื่องค่าคอมมิชชันและสเปรด (ส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อและราคาเสนอขายที่โบรกเกอร์เรียกเก็บ) ที่อาจกัดกินกำไรสุทธิของคุณ
ควรปรับ RRR ตามสภาวะตลาดอย่างไร?
ในสภาวะตลาดที่มีเทรนด์ชัดเจน (Trending Market) คุณสามารถขยายเป้าหมาย Take Profit เพื่อเพิ่ม RRR เป็น 1:3 หรือมากกว่านั้นได้ แต่หากตลาดเป็นช่วงพักตัวแกว่งในกรอบ (Sideways Market) ควรลด RRR ลงมาอยู่ที่ประมาณ 1:1.5 ถึง 1:2 เพื่อให้สอดคล้องกับระยะวิ่งของราคา
สรุป Risk Reward Ratio คืออะไร?
Risk Reward Ratio เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงขั้นพื้นฐานที่อาจช่วยให้นักเทรดมีโอกาสทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องมากขึ้น การรักษาวินัยให้ RRR อยู่ในระดับที่เหมาะสม (เช่น 1:2 ขึ้นไป) ร่วมกับการควบคุมอคติทางจิตวิทยาอย่าง Sunk Cost Fallacy และ Loss Aversion อาจช่วยลดความเสี่ยงที่พอร์ตจะโดน Margin Call และช่วยให้การบริหารพอร์ตมีความมั่นคงมากขึ้น แต่ไม่สามารถรับประกันผลลัพธ์ได้
สำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาแผนการเทรดให้ครบวงจร สามารถศึกษาแนวทางการจัดการเงินทุนเพิ่มเติมได้ที่บทความ การบริหารพอร์ตและจัดการเงินทุน Portfolio Management ครับ
⚠️ คำเตือนความเสี่ยง: การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นทั้งหมดได้ บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุนส่วนบุคคล ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต การเทรด Forex และ CFD มีความเสี่ยงสูง และนักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ขาดทุนจากการเทรดผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
บทความนี้จัดทำโดยทีมงาน Gotradehere โดยใช้เครื่องมือ AI ช่วยร่างและตรวจสอบเนื้อหา ก่อนผ่านการตรวจทานและอนุมัติจากทีมงานมนุษย์ก่อนเผยแพร่

















