Spread Forex คือ ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อ (Ask) และราคาขาย (Bid) ของคู่เงินในตลาดการเงิน ซึ่งถือเป็นต้นทุนในการทำธุรกรรมหลักที่นักเทรดต้องจ่ายให้กับโบรกเกอร์หรือผู้ให้บริการสภาพคล่องในทุก ๆ คำสั่งซื้อขาย
การเข้าใจกลไกของ Spread มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนเทรด เพราะค่าสเปรดส่งผลกระทบโดยตรงต่อจุดเข้าซื้อขาย การตั้ง Stop Loss, Take Profit ตลอดจนกำไรสุทธิของพอร์ตการลงทุน บทความนี้จะตอบคำถามว่า Spread Forex คืออะไร พร้อมอธิบายโครงสร้างของ Spread วิธีการคำนวณ สาเหตุที่ทำให้สเปรดถ่างช่วงข่าวแรง และเทคนิคการเลือกโบรกเกอร์สเปรดต่ำเพื่อลดต้นทุนการเทรดครับ
⚠️ ข้อควรระวัง: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลสำหรับการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่การชี้แนะหรือแนะนำลงทุนครับ
Spread Forex คืออะไร?
Spread Forex คือ ค่าส่วนต่างของราคาที่เกิดขึ้นระหว่างราคาเสนอซื้อและราคาเสนอขายในตลาดการเงิน โดยในระบบการเทรด Forex ทุกคู่เงินจะแสดงราคาออกมาเป็น 2 ราคาเสมอ ได้แก่ ราคา Bid และราคา Ask
สูตรคำนวณค่า Spread: Spread = ราคา Ask – ราคา Bid
กลไกราคา Spread Bid Ask Forex
ในการทำธุรกรรมผ่านโปรแกรมเทรด นักเทรดจะพบกับราคาสองประเภทอยู่บนหน้าจอเสมอ:
- ราคา Bid (Bid Price): คือ ราคาที่ตลาดหรือโบรกเกอร์เสนอ “ซื้อ” จากเรา (เป็นราคาที่เราจะได้เมื่อเปิดคำสั่ง Sell)
- ราคา Ask (Ask Price): คือ ราคาที่ตลาดหรือโบรกเกอร์เสนอ “ขาย” ให้เรา (เป็นราคาที่เราจะได้เมื่อเปิดคำสั่ง Buy)
ราคา Ask จะสูงกว่าราคา Bid เสมอ และส่วนต่างที่เกิดขึ้นนี้เองคือค่าธรรมเนียมการให้บริการที่โบรกเกอร์เรียกเก็บจากนักเทรดตั้งแต่เสี้ยววินาทีแรกที่เปิดออเดอร์ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่อเปิดออเดอร์ใหม่ พอร์ตการเทรดมักแสดงผลเป็นติดลบเล็กน้อยทันที (ยกเว้นบัญชีสเปรด 0 ซึ่งมักคิดค่าคอมมิชชั่นแทน) ครับ
วิธีคำนวณค่า Spread ในการเทรดจริง
การคำนวณค่า Spread จะนับหน่วยเป็น Pip หรือ Point ขึ้นอยู่กับประเภทของคู่เงินและจำนวนจุดทศนิยมของโบรกเกอร์นั้น ๆ
ตัวอย่างที่ 1: การคำนวณคู่เงิน EUR/USD
- ราคา Ask = 1.08520
- ราคา Bid = 1.08500
- ค่า Spread = 1.08520 – 1.08500 = 0.00020 หรือคิดเป็น 2.0 Pips (20 Points)
หากนักเทรดเปิดออเดอร์ขนาด 1.0 Lot บน EUR/USD (โดยที่ 1 Pip ของ 1.0 Lot เท่ากับ $10) ต้นทุนค่า Spread สำหรับออเดอร์นี้จะเท่ากับ 2.0 Pips × $10 = $20 ดอลลาร์สหรัฐ
🐔 คำแนะนำจากทีมงาน Gotradehere: สำหรับคู่เงินที่มี JPY เป็นส่วนประกอบ (เช่น USD/JPY, EUR/JPY) ตำแหน่งทศนิยมจะแตกต่างจากคู่เงินทั่วไป โดยจะใช้นับ Pip ที่ทศนิยมตำแหน่งที่ 2 (เช่น ราคา Ask 155.520 – Bid 155.500 = 2.0 Pips หรือ 20 Points) นักเทรดควรคำนวณ Position Sizing โดยอิงตามจุดทศนิยมของคู่เงินนั้น ๆ เสมอครับ
ประเภทของค่า Spread ในตลาด Forex
ในตลาดการเงิน โบรกเกอร์จะให้บริการประเภทของค่า Spread ที่แตกต่างกันตามประเภทบัญชีและโครงสร้างการส่งคำสั่ง ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่:
Fixed Spread (สเปรดคงที่)
Fixed Spread คือ ค่าสเปรดที่ถูกกำหนดตัวเลขไว้คงที่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะตลาดปกติ หรือช่วงที่มีความผันผวนสูง ส่วนใหญ่พบในบัญชีประเภท Micro หรือ Standard ของโบรกเกอร์ประเภท Market Maker (Dealing Desk) ซึ่งเป็นโบรกเกอร์ที่เป็นคู่สัญญาฝั่งตรงข้ามกับออเดอร์ของลูกค้าและกำหนดราคาเสนอซื้อเสนอขายเอง
- ข้อดี: บริหารจัดการต้นทุนง่าย รู้ต้นทุนที่แน่นอนล่วงหน้าก่อนเปิดออเดอร์
- ข้อเสีย: โดยทั่วไปมักมีค่าสเปรดเฉลี่ยสูงกว่าแบบลอยตัว และอาจเกิดปัญหา Requote (การปฏิเสธคำสั่งเทรด) ได้ในช่วงที่ตลาดเคลื่อนไหวรวดเร็ว
Variable / Floating Spread (สเปรดลอยตัว)
Variable Spread คือ ค่าสเปรดที่เปลี่ยนแปลงขึ้นลงอยู่ตลอดเวลาตามสภาพคล่อง (Market Liquidity) และความผันผวนของตลาดในขณะนั้น โดยมากจะใช้ในบัญชีประเภท ECN, STP หรือ Raw Spread ซึ่งส่งออเดอร์ของลูกค้าไปยังผู้ให้บริการสภาพคล่องภายนอก และมักคิดค่าคอมมิชชั่นแยกต่างหาก
- ข้อดี: ในสภาวะตลาดปกติ ค่าสเปรดจะต่ำมาก (บางครั้งลดลงถึง 0.0 Pips ในคู่เงินหลัก) ช่วยลดต้นทุนการเทรดได้อย่างมีนัยสำคัญ
- ข้อเสีย: ค่าสเปรดสามารถขยายตัวกว้างขึ้นอย่างมหาศาลในช่วงประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ หรือช่วงที่ตลาดขาดสภาพคล่อง
ตารางเปรียบเทียบ Fixed Spread vs Variable Spread
| หัวข้อเปรียบเทียบ | Fixed Spread (สเปรดคงที่) | Variable Spread (สเปรดลอยตัว) |
| ความแน่นอนของต้นทุน | คงที่แน่นอนตลอดเวลา | เปลี่ยนแปลงตามสภาพคล่องตลาด |
| สเปรดเฉลี่ยในภาวะปกติ | ปานกลาง – สูง | ต่ำ – ต่ำมาก |
| สภาวะช่วงข่าวด่วน | สเปรดเท่าเดิม (แต่อาจ Requote) | สเปรดขยายตัวกว้างขึ้น (เสี่ยง Slippage) |
| ประเภทบัญชีที่พบ | Standard / Cent / Micro | ECN / STP / Raw Spread |
| ความเหมาะสม | นักเทรดมือใหม่ / สาย EA (Expert Advisor หรือระบบเทรดอัตโนมัติ) สเปรดคงที่ | สาย Scalping / Day Trader / มืออาชีพ |
ทำไมค่า Spread ถึงขยายตัวช่วงข่าวแรงและช่วง Rollover?
หนึ่งในปัญหาที่นักเทรดเจอบ่อยคืออาการ “สเปรดถ่าง” หรือ Spread Widening ซึ่งส่งผลให้ออเดอร์ชน Stop Loss ทั้งที่ราคากราฟบนหน้าจออาจจะยังวิ่งไปไม่ถึงจุดนั้น ปรากฏการณ์นี้เกิดจากสภาพคล่องของตลาดที่ลดลงในช่วงประกาศข่าวแรงและช่วง Rollover ซึ่งส่งผลต่อคำสั่งเทรดตามหัวข้อด้านล่างนี้ครับ
ปัจจัยเรื่องสภาพคล่องของตลาด (Market Liquidity)
การส่งผ่านราคาในตลาด Foreign Exchange อาศัยผู้ให้บริการสภาพคล่อง (Liquidity Providers) เช่น ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่และสถาบันการเงินชั้นนำ ในการจับคู่คำสั่งซื้อขาย ในช่วงเวลาก่อนและหลังการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ (เช่น Non-Farm Payrolls, ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) หรือการประชุม FOMC ของธนาคารกลางสหรัฐฯ) ผู้ให้บริการสภาพคล่องบางรายมักลดหรือถอนออเดอร์ขนาดใหญ่ออกจากระบบเพื่อลดความเสี่ยง ส่งผลให้ปริมาณคำสั่งเสนอซื้อเสนอขายในตลาดเบาบางลง โบรกเกอร์จึงมักขยายค่า Spread ให้กว้างขึ้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการจับคู่ราคา
นอกจากนี้ ช่วงเวลาเปลี่ยนรอบวัน หรือช่วง Rollover Time (ประมาณ 04:00 – 05:00 น. ตามเวลาประเทศไทย) ตลาดนิวยอร์กกำลังปิดทำการ ขณะที่ตลาดออสเตรเลียและโตเกียวยังเปิดไม่เต็มที่ สภาพคล่องในตลาดจะลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบวัน ส่งผลให้สเปรดมีแนวโน้มขยายตัวกว้างกว่าปกติในหลายคู่เงิน
ผลกระทบต่อคำสั่งเทรด (Slippage และ Stop Loss ถูกชน)
เมื่อค่า Spread ขยายตัว เส้นราคา Ask และ Bid จะแยกห่างจากกันมากขึ้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับนักเทรดมีดังนี้:
- Slippage (ราคาลื่น): คำสั่งซื้อขายถูกจับคู่ในราคาที่แตกต่างจากราคาที่ตั้งไว้
- Stop Loss ลอยมาชน: เนื่องจากคำสั่ง Sell จะปิดออเดอร์ด้วยราคา Ask (เส้นบน) หากสเปรดถ่างออกอย่างรวดเร็ว เส้นราคา Ask อาจวิ่งไปชนจุด Stop Loss ของออเดอร์ Sell ทั้งที่ราคา Bid (ราคาหลักบนกราฟ) ยังวิ่งไปไม่ถึง
🐔 คำแนะนำจากทีมงาน Gotradehere: เพื่อป้องกันความเสียหายจากสเปรดถ่าง หลีกเลี่ยงการถือออเดอร์ข้ามช่วง Rollover (04:00 – 05:00 น.) และเลี่ยงการเปิดออเดอร์ช่วงก่อนประกาศข่าวแรง 15 นาที รวมทั้งวางจุด Stop Loss โดยพิจารณาจากกลยุทธ์ ความผันผวนของคู่เงิน และสภาพตลาดเป็นหลัก ไม่ควรวางชิดค่าสเปรดเฉลี่ยมากเกินไป เพราะช่วงข่าวแรงสเปรดอาจกว้างกว่าปกติหลายเท่า ทำให้ออเดอร์ถูกปิดโดยไม่ตั้งใจได้ครับ
เทคนิคการเลือกโบรกเกอร์ Spread ต่ำ เพื่อลดต้นทุนการเทรด
การเลือกใช้งาน โบรกเกอร์ Forex สเปรดต่ำ อาจช่วยลดต้นทุนการเทรดได้ แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดผลตอบแทน นอกจากนี้ตัวเลขสเปรดที่แสดงบนหน้าเว็บไซต์อาจไม่ใช่ต้นทุนจริงทั้งหมดที่นักเทรดต้องจ่ายครับ
สิ่งที่ต้องดูนอกจากตัวเลข Spread ต่ำ Forex
- ค่าคอมมิชชั่น (Commission Fee): บัญชีประเภท ECN หรือ Raw Spread มักคิดค่าคอมมิชชั่นแยกต่างหาก ควรนำมารวมกับค่าสเปรดเพื่อดูต้นทุนรวมจริง (Effective Spread) ก่อนเปรียบเทียบโบรกเกอร์ครับ
- ค่า Swap (Overnight Fee): สำหรับสายถือออเดอร์ข้ามคืน หากโบรกเกอร์สเปรดต่ำแต่คิดค่า Swap แพง ต้นทุนรวมก็อาจสูงขึ้นได้ ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ Swap คืออะไร และควรพิจารณาบัญชีประเภท Free Swap ประกอบด้วย
- ความเร็วและความเสถียรในการส่งคำสั่ง (Execution Speed): สเปรดที่ต่ำจะไม่มีประโยชน์เลยหากเกิด Slippage บ่อยครั้งหรือส่งคำสั่งไม่ติดในช่วงตลาดผันผวน
- ใบอนุญาตและการกำกับดูแล: ตรวจสอบว่าโบรกเกอร์ได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลที่น่าเชื่อถือ และยืนยันสถานะจากเว็บไซต์ของหน่วยงานกำกับโดยตรงก่อนฝากเงินทุกครั้ง เพราะผู้ให้บริการที่ไม่มีใบอนุญาตในประเทศของคุณอาจไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายครับ
สำหรับข้อมูลเปรียบเทียบเพิ่มเติม ดูได้ที่ 5 โบรกเกอร์ Forex สเปรดต่ำ ครับ
วิธีเช็กค่า Spread บนโปรแกรม MT4 / MT5
นักเทรดสามารถตรวจสอบค่าสเปรดแบบ Real-time บนโปรแกรม MetaTrader ได้ด้วยขั้นตอนง่าย ๆ:
- เปิดโปรแกรม MT4 หรือ MT5 บน PC หรือ Smartphone
- กดปุ่ม
Ctrl + Mเพื่อเปิดหน้าต่าง Market Watch - คลิกขวาบริเวณพื้นที่ว่างในหน้าต่าง Market Watch เลือกหัวข้อ Columns แล้วคลิกติ๊กถูกที่ Spread (จะปรากฏสัญลักษณ์ไอคอนรูปเสาหรือตัวอักษร
!แสดงค่าสเปรดในหน่วย Points)
🐔 คำแนะนำจากทีมงาน Gotradehere: ควรทดลองเปิดบัญชี Demo หรือบัญชีจริงขนาดเล็กเพื่อสังเกตพฤติกรรมค่า Spread ของโบรกเกอร์ในช่วงเวลาต่าง ๆ เช่น ช่วงตลาดลอนดอนเปิด (ประมาณ 14:00–15:00 น.) และช่วงตลาดนิวยอร์กเปิด (ประมาณ 19:00–20:00 น.) ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งเลื่อนตามฤดูกาล Daylight Saving เพื่อดูว่าค่าสเปรดเฉลี่ยตรงตามที่โบรกเกอร์โฆษณาไว้หรือไม่ครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Spread Forex คืออะไร?
Spread ใน Forex คืออะไร?
Spread ใน Forex คือ ส่วนต่างระหว่างราคาเสนอขาย (Ask) และราคาเสนอซื้อ (Bid) ของคู่เงิน ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมหลักที่โบรกเกอร์เรียกเก็บจากนักเทรดในการเปิดออเดอร์แต่ละครั้งครับ
ค่า Spread คิดยังไงในการเทรดทองคำ (XAUUSD)?
การคำนวณสเปรดทองคำ (XAUUSD) จะคิดเป็น Cents หรือ Points เช่น หากราคา Ask อยู่ที่ 2,650.50 และราคา Bid อยู่ที่ 2,650.20 ส่วนต่างคือ 0.30 ดอลลาร์ หรือคิดเป็น 30 Points (3 Pips) หากเทรดขนาด 1.0 Lot จะมีต้นทุนสเปรดเท่ากับ $30 ดอลลาร์ครับ
ทำไมค่า Spread ถึงขยายตัวช่วงข่าว?
ช่วงที่มีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ ผู้ให้บริการสภาพคล่อง (Liquidity Providers) บางรายมักลดหรือถอนออเดอร์การซื้อขายออกจากระบบเพื่อลดความเสี่ยง ทำให้สภาพคล่องในตลาดลดลง โบรกเกอร์จึงมักขยายสเปรดเพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการจับคู่ราคาครับ
โบรกเกอร์ Spread ต่ำที่สุดดูยังไง?
การพิจารณาโบรกเกอร์สเปรดต่ำต้องคำนวณจาก ต้นทุนรวม (Overall Cost) ซึ่งเท่ากับ ค่า Spread + ค่าคอมมิชชั่น โดยแนะนำให้เปรียบเทียบค่าสเปรดเฉลี่ยช่วงตลาดปกติ และตรวจสอบว่าไม่มีการบวกสเปรดแฝงในช่วงข่าวด่วนครับ
สรุปเกี่ยวกับ Spread Forex คืออะไร
สรุปแล้ว Spread Forex คืออะไร? คือต้นทุนการทำธุรกรรมพื้นฐานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับนักเทรดทุกคน การเข้าใจกลไกราคา Bid/Ask การคำนวณสเปรดเป็น Pip/Point รวมถึงการรู้เท่าทันช่วงเวลาสเปรดถ่าง จะช่วยให้นักเทรดวางแผนบริหารความเสี่ยง วางจุด Stop Loss ได้แม่นยำขึ้น และหลีกเลี่ยงการสูญเสียเงินทุนโดยไม่จำเป็น
หากคุณต้องการเริ่มต้น การเทรด Forex คืออะไร อย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกประเภทบัญชีและโบรกเกอร์ที่มีโครงสร้างสเปรดเหมาะสมกับกลยุทธ์การเทรดถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญครับ
⚠️ ข้อควรระวัง: การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นทั้งหมดได้ บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุนส่วนบุคคล ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต การเทรด Forex และ CFD มีความเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนอาจขาดทุนได้อย่างรวดเร็ว ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
บทความนี้จัดทำโดยทีมงาน Gotradehere โดยใช้เครื่องมือ AI ช่วยร่างและตรวจสอบเนื้อหา ก่อนผ่านการตรวจทานและอนุมัติจากทีมงานมนุษย์ก่อนเผยแพร่

















