หุ้น Netflix หนึ่งในหุ้นอุตสาหกรรมสตรีมมิงระดับโลกที่ให้บริการคอนเทนต์หลากหลาย ทั้งซีรีส์, ภาพยนตร์, สารคดี และเกมมือถือ บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจธุรกิจ และข้อมูลสำคัญของหุ้น Netflix สำหรับนักลงทุน ให้เข้าใจง่ายในบทความเดียว
หากพูดถึงแอปดูหนัง หรือแพลตฟอร์มสตรีมมิงบันเทิง หลายคนคงนึกถึง Netflix เป็นหนึ่งในนั้นแน่นอน แล้วเบื้องหลังต่าง ๆ ที่ทำให้ Netflix กลายเป็นแพลตฟอร์มระดับโลกคืออะไร? ธุรกิจนี้ทำกำไรได้อย่างไร? บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักตั้งแต่จุดเริ่มต้นของบริษัทจนถึงการเปิดงบของหุ้น Netflix ว่าน่าสนใจ หรือเหมาะกับการลงทุนตามสไตล์ของนักลงทุนหรือไม่?
หมายเหตุ: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ของสินทรัพย์อย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน โดยบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลสำหรับการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่การชี้แนะหรือแนะนำลงทุนครับ
Netflix คืออะไร? ทำธุรกิจอะไร?
Netflix คือ บริษัทสื่อและบันเทิงสัญชาติอเมริกันที่ให้บริการความบันเทิงระดับโลก โดยมีเนื้อหาที่หลากหลายประเภท ได้แก่ ซีรีส์, สารคดี, ภาพยนตร์ และเกมมือถือ ครอบคลุมหลายภาษา และให้บริการสตรีมมิงผ่านอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ เช่น โทรทัศน์, โทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต
โดยบริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 1997 และได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น NASDAQ เมื่อปี 2002 ภายใต้ชื่อหุ้น NFLX ปัจจุบัน Netflix ถือเป็นหนึ่งในบริษัทแพลตฟอร์มสตรีมมิงและความบันเทิงที่มีมูลค่าตลาดสูงในโลก โดยมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ในระดับประมาณ 400 พันล้านดอลลาร์
ซึ่งโมเดลธุรกิจของ Netflix รายได้หลักมาจากค่าสมาชิกรายเดือน ควบคู่กับการลงทุนผลิตคอนเทนต์ของตัวเองที่เรียกว่า Netflix Originals เพื่อดึงดูดผู้ชม และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดสตรีมมิงครับ
Netflix เริ่มต้นอย่างไร?
Netflix ก่อตั้งขึ้นในปี 1997 โดย Reed Hastings และ Marc Randolph จากจุดเริ่มต้นในฐานะธุรกิจเช่า DVD ออนไลน์และจัดส่งทางไปรษณีย์ในสหรัฐฯ โดยแนวคิดของธุรกิจเกิดขึ้นหลังจาก Hastings เคยถูกเรียกเก็บค่าปรับคืนวิดีโอล่าช้าจากร้านเช่าวิดีโอ จึงเกิดไอเดียบริการเช่าหนังรูปแบบใหม่ ที่ลูกค้าสามารถเลือกภาพยนตร์ผ่านเว็บไซต์ และให้บริษัทจัดส่ง DVD ไปถึงบ้าน
ต่อมาในปี 1999 Netflix ได้เปลี่ยนมาใช้ โมเดลสมัครสมาชิก (Subscription Model) ให้ลูกค้าจ่ายค่าบริการรายเดือน และสามารถเช่า DVD ได้ไม่จำกัดโดยไม่มีค่าปรับล่าช้า พร้อมพัฒนาระบบ Movie Queue ที่ให้ลูกค้าเลือกภาพยนตร์ล่วงหน้า เมื่อส่ง DVD เรื่องเก่าคืน ระบบจะจัดส่งเรื่องถัดไปทันที ทำให้การรับชมต่อเนื่องและสะดวกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม Netflix ยังไม่สามารถทำกำไรได้ในช่วงนั้น จึงเคยเสนอขายบริษัทให้กับ Blockbuster ธุรกิจเช่าวิดีโอรายใหญ่ ในปี 2000 ที่มูลค่าประมาณ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ถูกปฏิเสธ

ต่อมาเมื่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแพร่หลายมากขึ้น Netflix จึงปรับกลยุทธ์ธุรกิจ และเปิดตัวบริการสตรีมมิงในปี 2007 สมาชิกสามารถรับชมภาพยนตร์และซีรีส์ผ่านอินเทอร์เน็ตได้ทันที แม้ในช่วงแรกจะมีคอนเทนต์เพียงประมาณ 1,000 เรื่อง แต่นี่ก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของบริษัท
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ซีรีส์ Breaking Bad ซึ่งมีผู้ชมไม่มากในช่วงออกอากาศทาง AMC แต่หลังจากที่ Netflix ได้สิทธิ์นำซีรีส์มาให้รับชมบนแพลตฟอร์ม ก็ทำให้ผู้ชมจำนวนมากสามารถดูย้อนหลังแบบต่อเนื่อง ส่งผลให้ความนิยมของซีรีส์เพิ่มขึ้นอย่างมาก
เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดคำว่า ‘Netflix Effect’ หมายถึงการที่แพลตฟอร์มสตรีมมิงช่วยเพิ่มความนิยมให้กับคอนเทนต์ และกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Netflix เติบโตเป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิงระดับโลกในเวลาต่อมา
Netflix Originals จุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจ
เมื่อสตรีมมิงได้รับการตอบรับดี Netflix ก็เริ่มขยายกลยุทธ์ไปสู่การ ผลิตคอนเทนต์เอง (Netflix Originals) เพื่อลดการพึ่งพาลิขสิทธิ์จากค่ายอื่นและสร้างความแตกต่างให้กับแพลตฟอร์ม
ในปี 2013 Netflix จึงเปิดตัวซีรีส์ออริจินัลเรื่องแรกอย่าง House of Cards ซึ่งได้รับเสียงตอบรับดีและได้รับรางวัลจำนวนมาก ทำให้ Netflix เริ่มลงทุนผลิตคอนเทนต์ของตัวเองอย่างจริงจัง และประสบความสำเร็จระดับโลกหลายเรื่อง เช่น Stranger Things, Money Heist และ Squid Game ที่ดึงดูดผู้ชมจำนวนมากให้สมัครสมาชิกเพื่อรับชม
ดังนั้น การมีคอนเทนต์แบบ Exclusive ส่งผลให้จำนวนผู้ใช้งานของ Netflix เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้บริษัทเติบโตจนเป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิงระดับโลกในปัจจุบัน
ธุรกิจของ Netflix ทำเงินอย่างไร?
Netflix เป็นธุรกิจที่ทำรายได้หลักจากค่าสมัครสมาชิก (Subscription) โดยผู้ใช้งานจะจ่ายค่าสมาชิกรายเดือนเพื่อเข้าถึงคอนเทนต์บนแพลตฟอร์ม ซึ่ง Netflix แบ่งรายได้ตามภูมิภาคในรายงานผลประกอบการออกเป็น 4 ภูมิภาคหลัก ได้แก่
- UCAN (สหรัฐฯ และแคนาดา)
- EMEA (ยุโรป, ตะวันออกกลาง และแอฟริกา)
- LATAM (ลาตินอเมริกา)
- APAC (เอเชียแปซิฟิก)
| ภูมิภาค | รายได้ Q4 FY25 (ล้านดอลลาร์) | อัตราเติบโตต่อปี (Y/Y) |
| UCAN (สหรัฐฯ และแคนาดา) | 5,300 | +18% |
| EMEA (ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา) | 3,900 | +18% |
| LATAM (ลาตินอเมริกา) | 1,400 | +15% |
| APAC (เอเชียแปซิฟิก) | 1,400 | +17% |
แหล่งที่มาของข้อมูล: App Economy Insights
🐔 จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า ภูมิภาค UCAN ยังคงเป็นตลาดหลักที่สร้างรายได้สูงสุดให้กับ Netflix ขณะที่ภูมิภาค APAC เป็นตลาดที่มีศักยภาพเติบโตในอนาคต
นอกจากรายได้จากค่าสมาชิกแล้ว Netflix ยังมีรายได้จากโฆษณา (Advertising) ผ่านแพ็กเกจสมาชิกราคาประหยัดที่แทรกโฆษณาระหว่างการรับชม โมเดลนี้ช่วยให้สร้างรายได้ทั้งจากผู้ลงโฆษณาและผู้ใช้งานใหม่ที่ต้องการค่าบริการในราคาต่ำกว่าแพ็กเกจปกติ
ปัจจุบัน Netflix ยังเริ่มขยายธุรกิจไปสู่รูปแบบใหม่ ทั้ง Live Content, ประสบการณ์ออฟไลน์อย่าง Netflix House รวมถึงเกมที่เชื่อมโยงกับภาพยนตร์และซีรีส์ เพื่อเพิ่มเวลาใช้งานบนแพลตฟอร์ม และเสริมความคุ้มค่าให้กับสมาชิกในระยะยาวครับ
คู่แข่งสำคัญของ Netflix ในตลาดสตรีมมิง

แม้ว่า Netflix จะเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มสตรีมมิงที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก แต่ตลาดสตรีมมิงยังมีการแข่งขันสูงจากบริษัทเทคโนโลยีและสตูดิโอภาพยนตร์รายใหญ่หลายราย ที่ต่างก็มาลงทุนในการผลิตคอนเทนต์และพัฒนาแพลตฟอร์มของตัวเอง คู่แข่งสำคัญในปัจจุบัน ได้แก่
Amazon Prime Video
แพลตฟอร์มสตรีมมิงของ Amazon มีจุดแข็งจากการรวมบริการสตรีมมิงเข้ากับสมาชิก Amazon Prime ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงคอนเทนต์พร้อมกับสิทธิประโยชน์อื่น เช่น การจัดส่งสินค้าและบริการดิจิทัลอื่น ๆ
นอกจากนี้ Prime Video ยังลงทุนผลิตคอนเทนต์ออริจินัล เช่น ซีรีส์ The Boys, The Lord of the Rings: The Rings of Power และ ANNA เพื่อแข่งขันกับคอนเทนต์ออริจินัลของ Netflix
Disney+
แพลตฟอร์มสตรีมมิงของ The Walt Disney Company มีจุดแข็งสำคัญจากแฟรนไชส์ระดับโลก อย่าง Marvel, Star Wars, Pixar และ Disney Animation
โดยคอนเทนต์จากแฟรนไชส์เหล่านี้ช่วยดึงดูดฐานผู้ชมจำนวนมากทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวและแฟนภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ ทำให้ Disney+ กลายเป็นหนึ่งในคู่แข่งหลักของ Netflix ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
Max
Max หรือชื่อเดิม คือ HBO Max เป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิงของ Warner Bros. Discovery ที่มีจุดแข็งด้านคอนเทนต์คุณภาพสูง จาก HBO และสตูดิโอ Warner Bros.
ทั้งซีรีส์ดังหลายเรื่อง อย่าง Game of Thrones และ House of the Dragon รวมถึงภาพยนตร์จาก Warner Bros. เช่น Harry Potter ทำให้ Max เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่แข่งขันกับ Netflix ครับ
Apple TV+
Apple TV+ เป็นบริการสตรีมมิงของ Apple Inc. ซึ่งเน้นกลยุทธ์คอนเทนต์ออริจินัลคุณภาพสูง เช่น Ted Lasso และ Severance แม้จำนวนสมาชิกจะยังน้อยกว่าคู่แข่งรายใหญ่ แต่ Apple มีความได้เปรียบด้านอุปกรณ์ Apple ที่ช่วยผลักดันให้ผู้ใช้งานเข้าถึงบริการสตรีมมิงได้ง่ายขึ้นครับ
แม้ตลาดสตรีมมิงจะมีผู้เล่นรายใหญ่หลายราย แต่การแข่งขันที่สูงก็ทำให้บริษัทต้องลงทุนด้านคอนเทนต์และเทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามในระยะยาวครับ
ลงทุนหุ้น Netflix ต้องดูตัวเลขอะไรบ้าง?

หากต้องการลงทุนในหุ้น Netflix นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลพื้นฐานของบริษัทควบคู่กับตัวเลขทางการเงินจากงบกำไรขาดทุนและรายงานผลประกอบการ เพื่อประเมินแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจสตรีมมิงในระยะยาว
โดยตัวเลขสำคัญที่ควรพิจารณา ได้แก่ รายได้และอัตราการเติบโตของรายได้ รวมถึงจำนวนสมาชิกแบบชำระเงิน (Paid Memberships) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการเติบโตของแพลตฟอร์ม นอกจากนี้ นักลงทุนยังควรติดตามการขยายธุรกิจใหม่ เช่น แพ็กเกจสมาชิกที่มีโฆษณา ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งแหล่งรายได้สำคัญของ Netflix ในอนาคต
| FY25 (Q2) | FY25 (Q3) | FY25 (Q4) | |
| รายได้รวม | 11,079.17 | 11,510.31 | 12,050.76 |
| การเติบโตของรายได้รวม | +5.09% | +3.89% | +4.7% |
| ต้นทุนที่ก่อให้เกิดรายรับ | 5,325.31 | 6,164.25 | 6,522.62 |
| กำไรขั้นต้น | 5,753.86 | 5,346.06 | 5,528.14 |
| การเติบโตของกำไรขั้นต้น | +8.98% | -7.09% | +3.41% |
| รายจ่ายการดำเนินงานอื่น ๆ รวม | 1,979.16 | 2,097.81 | 2,571.48 |
| รายจ่ายการดำเนินงานอื่น ๆ , การเติบโตรวม | +2.41% | +5.99% | +22.58% |
แหล่งที่มาของข้อมูล: Investing
หุ้นเน็ตฟิกเติบโตจากจำนวนสมาชิกแบบชำระเงินและรายได้จากแพลตฟอร์มสตรีมมิง ดังนั้น นักลงทุนควรติดตาม รายได้รวมและอัตราการเติบโตของรายได้ ควบคู่กับกำไรขั้นต้นและรายจ่ายการดำเนินงาน เพื่อประเมินแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทในแต่ละไตรมาส
จากข้อมูลในตารางจะเห็นว่า รายได้รวมของ Netflix มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มจาก 11,079 ล้านดอลลาร์ใน FY25 (Q2) เป็น 11,510 ล้านดอลลาร์ใน FY25 (Q3) และเพิ่มขึ้นเป็น 12,050 ล้านดอลลาร์ใน FY25 (Q4) สะท้อนถึงการเติบโตของธุรกิจสตรีมมิงและการขยายฐานสมาชิกทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม แม้รายได้จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่กำไรขั้นต้นใน FY25 (Q3) ปรับตัวลดลงเล็กน้อยก่อนจะกลับมาฟื้นตัวใน FY25 (Q4) ขณะเดียวกันรายจ่ายการดำเนินงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในแต่ละไตรมาส ซึ่งอาจสะท้อนถึงการลงทุนในคอนเทนต์, เทคโนโลยี และการขยายธุรกิจของ Netflix
ดังนั้น นักลงทุนควรติดตาม แนวโน้มการเติบโตของรายได้ควบคู่กับการบริหารต้นทุนและรายจ่ายการดำเนินงาน เพื่อประเมินความแข็งแกร่งของผลประกอบการ Netflix ในระยะต่อไป
🐔 คำแนะนำจากทีมงาน Gotradehere: นักลงทุนชาวไทยสามารถลงทุนในหุ้นต่างประเทศได้ง่ายและสะดวกขึ้น ผ่านการลงทุนในแอปเทรดหุ้นที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลจาก ก.ล.ต. แต่อย่าลืมว่าการลงทุนในหุ้นต้องเสียภาษีเมื่อขายทำกำไรด้วยนะครับ ดังนั้น คุณจำเป็นต้องวางแผนการเสียภาษีด้วยเช่นกันครับ
จุดแข็งของหุ้น Netflix
1. ความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมสตรีมมิงระดับโลก: Netflix ถือเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกบริการสตรีมมิงและยังคงเป็นแพลตฟอร์มที่มีจำนวนสมาชิกมากที่สุดในโลก ความได้เปรียบด้านฐานผู้ใช้งานขนาดใหญ่ช่วยให้ Netflix สามารถขยายคอนเทนต์และลงทุนในธุรกิจใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง
2. กลยุทธ์การลงทุนใน Original Content: Netflix ลงทุนอย่างต่อเนื่องในการผลิตคอนเทนต์ออริจินัล หรือที่เรียกว่า ‘Netflix Originals’ เช่น Stranger Things และ Squid Game ซึ่งช่วยสร้างความแตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่น และเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดสมาชิกใหม่และรักษาฐานผู้ใช้งานเดิม
3. การใช้ AI และ Big Data เพื่อเพิ่มประสบการณ์ผู้ใช้งาน: Netflix ใช้ระบบอัลกอริทึมและการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ใช้งาน เพื่อแนะนำคอนเทนต์ที่เหมาะสมกับผู้ชมแต่ละคน ช่วยเพิ่มโอกาสที่ผู้ใช้จะรับชมคอนเทนต์ต่อเนื่องและลดอัตราการยกเลิกสมาชิก
ความเสี่ยงที่นักลงทุนควรรู้ในการลงทุนหุ้น Netflix
แม้ Netflix จะเป็นหนึ่งในผู้นำของอุตสาหกรรมสตรีมมิงระดับโลก แต่บริษัทยังต้องเผชิญกับการแข่งขันสูงจากแพลตฟอร์มรายใหญ่ เช่น Disney+, Amazon Prime Video และ Max รวมถึงการลงทุนในคอนเทนต์ที่มีต้นทุนสูง ซึ่งอาจส่งผลต่ออัตรากำไรของบริษัทในอนาคต
นอกจากนี้ ราคาหุ้น Netflix ยังสะท้อนความคาดหวังต่อการเติบโตของจำนวนสมาชิกและรายได้ในระยะยาว หากการเติบโตของสมาชิกชะลอตัว หรือผลประกอบการไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ ราคาหุ้นอาจเกิดความผันผวนหรือปรับฐานได้ครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้น Netflix
หุ้น Netflix มีชื่อย่อในตลาดหลักทรัพย์คืออะไร?
หุ้น Netflix มีชื่อย่อในตลาดหลักทรัพย์ คือ NFLX และมีการจดทะเบียนซื้อขายในตลาด NASDAQ
ซื้อหุ้น Netflix ได้กับที่ไหนบ้าง?
นักลงทุนสามารถซื้อหุ้นเน็ตฟิกผ่านโบรกเกอร์ที่ให้บริการซื้อขายหุ้นต่างประเทศ หรือแอปเทรดหุ้นที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลจาก ก.ล.ต.
การรับชมสตรีมมิงของ Netflix มีค่าบริการเท่าไหร่?
ค่าบริการของ Netflix ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจที่เลือก โดยในประเทศไทยมีราคาเริ่มต้นประมาณ 99 บาทต่อเดือน สำหรับแพ็กเกจพื้นฐาน และอาจสูงถึงประมาณ 419 บาทต่อเดือน สำหรับแพ็กเกจพรีเมียมที่รองรับความละเอียดสูงและการรับชมหลายอุปกรณ์พร้อมกัน
สรุปเกี่ยวกับหุ้น Netflix น่าสนใจอย่างไร?
Netflix ไม่ได้เป็นเพียงแพลตฟอร์มสตรีมมิงเท่านั้น แต่ยังเป็นบริษัทเทคโนโลยีและสื่อบันเทิงระดับโลกที่ลงทุนอย่างต่อเนื่องในคอนเทนต์, เทคโนโลยี และระบบวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อพัฒนาประสบการณ์การรับชมให้เหมาะกับผู้ใช้งานแต่ละคน ซึ่งถือว่ากลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ Netflix สามารถรักษาฐานสมาชิกจำนวนมากทั่วโลกได้
สำหรับนักลงทุนที่สนใจธุรกิจสตรีมมิงและอุตสาหกรรมคอนเทนต์ดิจิทัล หุ้น Netflix ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่น่าจับตามอง นอกจากนี้ Netflix ยังเริ่มขยายโมเดลธุรกิจไปสู่แพ็กเกจสมาชิกที่มีโฆษณา ซึ่งอาจกลายเป็นอีกหนึ่งแหล่งรายได้สำคัญของบริษัทในอนาคต
ถึงแม้ว่าบริษัทจะมีฐานสมาชิกขนาดใหญ่และมีการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง แต่การแข่งขันในตลาดสตรีมมิงยังคงสูง ดังนั้น นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลพื้นฐานของบริษัทและประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนครับ

















