Table of Contents
Table of Contents

สุดยอด 8 เทคนิคอลขั้นสูง Forex ที่นักเทรดมืออาชีพใช้

สุดยอด 8 เทคนิคอลขั้นสูง Forex ที่มืออาชีพเลือกใช้

แนะนำ 8 เทคนิคอลขั้นสูง Forex ที่เทรดเดอร์บางส่วนนิยมใช้ (Advanced Technical Analysis) ซึ่งช่วยให้วิเคราะห์โครงสร้างราคาได้เป็นระบบมากขึ้น โดยแต่ละเทคนิคเป็นเครื่องมือเฉพาะทางที่ควรศึกษาและฝึกฝนก่อนใช้งานจริงครับ

การเทรดในตลาดการเงินยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่มีความผันผวนสูง การพึ่งพาเพียงเครื่องมือพื้นฐานอาจไม่เพียงพอต่อการสร้างความได้เปรียบ การศึกษาวิเคราะห์เทคนิคอลขั้นสูง Forex จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เทรดเดอร์เข้าใจโครงสร้างตลาดเชิงลึก คาดการณ์การเคลื่อนไหวของราคา และบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้ทีมงาน Gotradehere ได้รวบรวม 8 กลยุทธ์เทรดขั้นสูงที่มืออาชีพนิยมใช้มาถ่ายทอดอย่างครบถ้วน

——————–🐣——————–

การเทรด Forex คืออะไร ? 

การเทรด Forex คือ การซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสกุลเงินจำนวน 2 สกุล โดยทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนหรือค่าเงินที่เปลี่ยนแปลง ณ ช่วงเวลานั้น นอกจากนี้ การเทรด Forex จะนิยมซื้อขายกันในรูปแบบของสัญญาซื้อขายส่วนต่าง หรือ CFDs (Contract For Difference) ซึ่งมีจุดเด่นคือ เทรดเดอร์สามารถซื้อขาย โดยทำกำไรได้ทั้งในตลาดขาขึ้นและขาลงและไม่จำเป็นต้องถือครองสินทรัพย์นั้นจริงครับ

วิเคราะห์เทคนิคอลขั้นสูง Forex คืออะไร ?

การวิเคราะห์เทคนิคอลขั้นสูง (Advanced Technical Analysis) คือ กระบวนการประเมินทิศทางราคาโดยใช้เครื่องมือ แนวคิด และโครงสร้างพฤติกรรมราคาที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าอินดิเคเตอร์พื้นฐานทั่วไป เช่น การอ่านสภาวะอุปสงค์-อุปทาน (Demand & Supply Zone), การตามรอยคำสั่งซื้อขายของกลุ่มเทรดเดอร์รายใหญ่ (Smart Money Concepts), การวิเคราะห์ช่องว่างราคา (Fair Value Gap) และการประเมินวัฏจักรราคา (Wyckoff Cycle) เพื่อหาจุดเข้า-ออกออเดอร์ที่มีความได้เปรียบสูงและลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกโดยสัญญาณเทียม (False Signals)

ทำไมต้องใช้กลยุทธ์เทรดขั้นสูงในการเทรด Forex

ตลาด Forex มีความผันผวนสูงและมีแรงซื้อขายปริมาณมากจากนักลงทุนสถาบันและรายใหญ่ (ในบทความนี้เรียกรวมว่า “กลุ่มเทรดเดอร์รายใหญ่” หรือ Smart Money) การใช้กลยุทธ์เทรดขั้นสูงช่วยให้เทรดเดอร์มองเห็นภาพรวมตลาดที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการคาดเดาทิศทางตามอารมณ์ การวิเคราะห์เทคนิคอลขั้นสูง Forex ช่วยให้เข้าใจว่าเหตุใดราคาจึงวิ่งไปทดสอบจุดหนึ่ง ๆ และอาจช่วยให้วางจุด Stop Loss และ Take Profit ได้สอดคล้องกับอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk to Reward Ratio) ที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ยังช่วยลดโอกาสโดนสัญญาณหลอกจาก Stop Hunt แต่ไม่สามารถกำจัดสัญญาณหลอกได้ทั้งหมดครับ

ข้อดีและข้อจำกัดของเทคนิคการเทรด Forex เฉพาะทาง

ข้อดีของการใช้เทคนิคการเทรด Forex เฉพาะทาง

  • สามารถเข้าใจโครงสร้างและพฤติกรรมของราคาในเชิงลึก
  • ช่วยให้คุณสามารถวิเคราะห์และหาจังหวะการเข้า-ออกออเดอร์ได้แม่นยำยิ่งขึ้น
  • การวางจุด Stop Loss หรือ Take Profit ที่แม่นยำและมีหลักการมากยิ่งขึ้น
  • ช่วยกรองสัญญาณหลอก เช่น False Breakout (ราคาทะลุแนวสำคัญชั่วคราวแล้วกลับเข้ากรอบเดิม) หรือ Stop Hunt (ตามแนวคิดนี้ คือการที่ราคาวิ่งไปถึงจุดที่มี Stop Loss สะสมอยู่ก่อนกลับตัว)
  • ลดความเสี่ยงจากการเทรดตามอารมณ์

ข้อจำกัดของการใช้เทคนิคการเทรด Forex เฉพาะทาง

  • ต้องอาศัยเวลาและการทำความเข้าใจเทคนิคดังกล่าว เนื่องจากเป็นเนื้อหาเฉพาะทางและมีความซับซ้อน ซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดได้
  • เทคนิคการเทรด Forex เฉพาะทาง ไม่ได้ให้สัญญาณที่ถูกต้อง 100%
  • เสี่ยงต่อการเกิดปัญหา Over Analysis อาจทำให้พลาดโอกาสในการเทรด
  • จำเป็นจะต้องวิเคราะห์ใน Timeframe ที่แตกต่างกันออกไป
  • แม้จะช่วยให้สามารถวิเคราะห์ตลาดได้แม่นยำยิ่งขึ้น แต่ต้องไม่ลืมที่จะบริหารความเสี่ยงอยู่เสมอ

8 เทคนิคอลขั้นสูง Forex ที่มืออาชีพเลือกใช้ (Advanced Technical Analysis)

สำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการยกระดับความสามารถ Gotradehere ขอแนะนำ 8 เทคนิคอลขั้นสูง Forex ที่เทรดเดอร์บางส่วนนิยมนำมาใช้วิเคราะห์โครงสร้างราคา ดังนี้:

  • FVG (Fair Value Gap) – ช่องว่างของราคาที่เกิดจากความไม่สมดุลของแรงซื้อและแรงขาย
  • Order Block – บริเวณที่มีการกระจุกตัวของคำสั่งซื้อขายขนาดใหญ่จากกลุ่มเทรดเดอร์รายใหญ่
  • Elliott Wave – ทฤษฎีคลื่นที่สะท้อนถึงจิตวิทยามวลชนและวัฏจักรของราคา
  • ICT Concept – แนวคิดการเทรดแบบตามรอยการเคลื่อนที่ของกลุ่มเทรดเดอร์รายใหญ่ (Smart Money)
  • Wyckoff Method – การวิเคราะห์วัฏจักรของราคาผ่านการสะสม (Accumulation) และกระจายตัว (Distribution)
  • Mitigation Block – จุดบรรเทาราคาเพื่อเคลียร์คำสั่งค้างก่อนราคาวิ่งตามแนวโน้มเดิม
  • Liquidity Zone – โซนสภาพคล่องที่มีการสะสมคำสั่ง Stop Loss และ Pending Orders
  • Buy On Dip – กลยุทธ์การหาจังหวะเข้าซื้อช่วงราคาพักตัวในเทรนด์ขาขึ้น

เทคนิคการเทรด Forex ด้วย : FVG (Fair Value Gap) 

เทคนิคอลขั้นสูง Forex ด้วย Fair Value Gap (FVG)
สุดยอด 8 เทคนิคอลขั้นสูง Forex ที่นักเทรดมืออาชีพใช้ 8

เทคนิคเทรด Forex ด้วย FVG (Fair Value Gap) คืออะไร ?

Fair Value Gap หรือ FVG คือ ช่องว่างของราคาระหว่างแท่งเทียน 3 แท่ง ซึ่งเกิดจากการเคลื่อนที่ของราคาที่ปรับตัวอย่างรวดเร็วแต่ไม่มีการจับคู่คำสั่งซื้อขาย ณ เวลานั้น โดยมีสาเหตุหลักมาจากความไม่สมดุลของแรงซื้อและแรงขายในตลาด ซึ่งมักเกิดขึ้นได้บ่อยในช่วงที่ตลาดเกิดความผันผวน 

วิธีสังเกตจุด FVG (Fair Value Gap) บนกราฟ

โดยปกติแล้ว FVG (Fair Value Gap) จะประกอบไปด้วย 2 แบบ และมีวิธีสังเกตรูปแบบง่าย ๆ ดังนี้

  • Bullish FVG สังเกตง่าย ๆ โดย
    • แท่งเทียน 3 แท่งติดกัน อาจเป็นสีเขียวทั้งหมด และแท่งที่ 2 จะต้องใหญ่ที่สุด
    • FVG อยู่ระหว่าง High ของแท่งที่ 1 กับ Low ของแท่งที่ 3 โดย High ของแท่งที่ 1 ต้องต่ำกว่า Low ของแท่งที่ 3 ซึ่งเป็นช่วงราคาที่ราคาเคลื่อนผ่านอย่างรวดเร็วจนเกิดความไม่สมดุลของแรงซื้อขาย (Imbalance)
    • มักพบในช่วงที่ราคาเคลื่อนไหวเป็นแนวโน้มขาขึ้น

  • Bearish FVG สังเกตง่าย ๆ โดย
    • แท่งเทียน 3 แท่งติดกัน อาจเป็นสีแดงทั้งหมด และแท่งที่ 2 จะต้องใหญ่ที่สุด
    • FVG อยู่ระหว่าง Low ของแท่งที่ 1 กับ High ของแท่งที่ 3 โดย Low ของแท่งที่ 1 ต้องสูงกว่า High ของแท่งที่ 3 ซึ่งเป็นช่วงราคาที่ราคาเคลื่อนผ่านอย่างรวดเร็วจนเกิดความไม่สมดุลของแรงซื้อขาย (Imbalance)
    • มักพบในช่วงที่ราคาเคลื่อนไหวเป็นแนวโน้มขาลง

การใช้งานเทคนิค FVG (Fair Value Gap) เบื้องต้น

โดยพื้นฐานของ Fair Value Gap เทรดเดอร์เชื่อกันว่า ไม่ว่าจะเป็นตลาดสินทรัพย์ใดก็ตาม ตลาดจะพยายามรักษาสมดุลอยู่เสมอ ดังนั้นแล้ว หากราคาในตลาดวิ่งขึ้นหรือลงเร็วเกินไปจนเกิดช่องว่าง (FVG) ตลาดจะพยายามย้อนกลับไปบริเวณที่เกิดช่องว่างเพื่อเติมเต็มส่วนเหล่านั้นก่อน แล้วจึงไปต่อในทิศทางใหม่เพื่อให้ราคาสะท้อนมูลค่าอย่างยุติธรรมมากที่สุด (Fair Value) 

โดยเราสามารถแบ่งการตีความได้ 2 แบบตามประเภทของ FVG ดังนี้

  • Bullish FVG: เมื่อราคาเคลื่อนที่อย่างรุนแรงและรวดเร็วในแนวโน้มขาขึ้นจนเกิดเป็นช่องว่างราคา (FVG) หลังจากนั้นราคาจะเริ่มกลับตัวลงมายังโซน FVG เพื่อเติมเต็มราคาในส่วนที่หาย แสดงถึงสัญญาณการกลับตัวเป็นแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) แนะนำให้เทรดเดอร์เปิดออเดอร์ Buy จะได้เปรียบกว่าและตั้งค่า SL ใต้โซน FVG เพื่อป้องกันความเสี่ยง
  • Bearish FVG: เมื่อราคาเคลื่อนที่อย่างรุนแรงและรวดเร็วในแนวโน้มขาลงจนเกิดเป็นช่องว่างราคา (FVG) หลังจากนั้นราคาจะเริ่มกลับตัวขึ้นไปยังโซน FVG เพื่อเติมเต็มราคาในส่วนที่หาย แสดงถึงสัญญาณการกลับตัวเป็นแนวโน้มขาลง (Downtrend) แนะนำให้เทรดเดอร์เปิดออเดอร์ Sell จะได้เปรียบกว่าและตั้งค่า SL เหนือโซน FVG เพื่อป้องกันความเสี่ยง

ตัวอย่าง: หากแท่งเทียนที่ 1 ของคู่เงิน EUR/USD มีราคาสูงสุด 1.0800 และแท่งเทียนที่ 3 มีราคาต่ำสุด 1.0830 จะเกิด Bullish FVG ในช่วงราคา 1.0800–1.0830 เทรดเดอร์บางส่วนจะรอดูว่าราคาย่อลงมายังโซนนี้หรือไม่ และสังเกต Price Action (พฤติกรรมของราคาบนกราฟ เช่น รูปแบบแท่งเทียนกลับตัว) เพื่อยืนยันสัญญาณก่อนพิจารณาเข้า Buy โดยอาจวาง Stop Loss ไว้ใต้โซน เช่น ที่ 1.0790 ทั้งนี้ ตัวเลขทั้งหมดเป็นเพียงตัวอย่างสมมติ ไม่ใช่ราคาตลาดจริง และไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุนครับ

หมายเหตุ : ทั้งนี้ การใช้งาน Fair Value Gap จำเป็นจะต้องใช้งานเทคนิคอื่น ๆ ควบคู่ด้วย เพื่อเป็นการยืนยันสัญญาณ เนื่องจาก FVG ไม่ใช่เทคนิคที่ให้สัญญาณการไปต่อของแนวโน้ม 100% ครับ

ข้อดีของเทคนิค FVG

  • ช่วยระบุโซนราคาสำคัญได้เป็นอย่างดี และเป็นโซนที่เทรดเดอร์รายใหญ่เลือกใช้
  • ใช้งานได้กับทุก Timeframe
  • ช่วยประเมินแนวโน้มและทิศทางราคาที่เป็นไปได้ ซึ่งอาจไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์

ข้อจำกัดของเทคนิค FVG

  • ไม่ได้ให้สัญญาณ 100% ควรใช้ควบคู่กับเครื่องมือทางเทคนิคอื่น ๆ 
  • กรณีช่วง FVG กว้างเกินไป อาจทำให้ยากต่อการหาจุดเข้า-ออก หรือการป้องกันความเสี่ยง

เทคนิคการเทรด Forex ด้วย : Order Block

เทคนิคอลขั้นสูง Forex ด้วย Order Block
สุดยอด 8 เทคนิคอลขั้นสูง Forex ที่นักเทรดมืออาชีพใช้ 9

เทคนิคเทรด Forex ด้วย Order Block คืออะไร ? 

Order Block คือ บริเวณที่กราฟแท่งเทียนแสดงถึงจุดที่มีการเปิดออเดอร์ซื้อขายขนาดใหญ่ ซึ่งอาจมาจากกลุ่มเทรดเดอร์รายใหญ่ โดยบริเวณดังกล่าวมีโอกาสกลับตัวหรือเปลี่ยนแปลงทิศทางราคาได้นั่นเอง โดย Order Block จะประกอบไปด้วย 2 ประเภท ได้แก่

  • Bullish Order Block : เป็นบริเวณที่มีการเปิดออเดอร์ Buy ขนาดใหญ่ ก่อนที่ราคาจะกลับตัวขึ้นอย่างรุนแรง
  • Bearish Order Block : เป็นบริเวณที่มีการเปิดออเดอร์ Sell ขนาดใหญ่ ก่อนที่ราคาจะกลับตัวลงอย่างรุนแรง

วิธีสังเกตจุด Order Block บนกราฟ

  • Bullish Order Block
    • เกิดในเทรนด์ขาลง
    • แท่งเทียนที่ 1 เป็นสีแดง ลำตัวและไส้เทียนสั้นหรือยาว
    • แท่งเทียนที่ 2 เป็นสีเขียวลำตัวยาวกว่าแท่งแรก และต้องปิดเหนือแท่งที่ 1
    • วางกรอบเส้นจากราคาสูงสุดและต่ำสุดของแท่งเทียนที่ 1 เป็น Order Block Zone

  • Bearish Order Block
    • เกิดในเทรนด์ขาขึ้น
    • แท่งเทียนที่ 1 เป็นสีเขียว ลำตัวและไส้เทียนสั้นหรือยาว
    • แท่งเทียนที่ 2 เป็นสีแดงลำตัวยาวกว่าแท่งแรก และต้องปิดใต้แท่งที่ 1
    • วางกรอบเส้นจากราคาสูงสุดและต่ำสุดของแท่งเทียนที่ 1 เป็น Order Block Zone

ทั้งนี้การสังเกตจุดของ Order Block จำเป็นจะต้องสังเกตและวิเคราะห์จุดอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น ตรวจสอบและยืนยัน Break of Structure หรือ Change of Character (ChoCh) ให้ชัดเจน, เลือกวิเคราะห์ใน Timeframe ขนาดใหญ่ก่อน หรือการยืนยันสัญญาณกลับตัวจากการทดสอบระดับราคาและเส้น Order Block Zone

หากเทรดเดอร์สังเกต Order Block แบบละเอียดจะเห็นว่า จริง ๆ แล้วรูปแบบของ Order Block มีลักษณะเหมือนกับแท่งเทียนแบบกลืนกิน (Engulfing) นั่นเองครับ

หมายเหตุ: ทั้งนี้ การใช้งาน Order Block จำเป็นจะต้องใช้งานเทคนิคอื่น ๆ ควบคู่ด้วย เพื่อยืนยันสัญญาณ เนื่องจาก Order Block ไม่ใช่เทคนิคที่ให้สัญญาณการไปต่อของแนวโน้ม 100% ครับ

ข้อดีของเทคนิค Order Block

  • ช่วยวางแผนจุดเข้า-ออกออเดอร์พร้อมกำหนดจุด Stop Loss ได้ชัดเจนขึ้น
  • ช่วยระบุบริเวณที่ราคามีโอกาสกลับตัว แต่ไม่ได้แปลว่าราคาจะกลับตัวทุกครั้ง
  • ช่วยตีความภาพรวมตลาดจากพฤติกรรมราคา ซึ่งเป็นการอนุมานว่ากลุ่มเทรดเดอร์รายใหญ่อาจมีส่วนร่วม ไม่ใช่ข้อมูลคำสั่งซื้อขายจริงที่เทรดเดอร์รายย่อยมองเห็นได้โดยตรง

ข้อจำกัดของเทคนิค Order Block

  • ไม่ได้ให้สัญญาณที่ถูกต้อง 100% จำเป็นต้องวิเคราะห์ร่วมกับเทคนิคอื่น ๆ 
  • ควรวิเคราะห์ใน Timeframe ใหญ่ เนื่องจากมีความแม่นยำมากกว่า

เทคนิคการเทรด Forex ด้วย : Elliott Wave 

เทคนิคอลขั้นสูง Forex ด้วย Elliott Wave
สุดยอด 8 เทคนิคอลขั้นสูง Forex ที่นักเทรดมืออาชีพใช้ 10

เทคนิคเทรด Forex ด้วย Elliott Wave คืออะไร ? 

Elliott Wave คือ ทฤษฎีที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบราคาว่าสัมพันธ์กับความเชื่อมั่นและจิตวิทยาของนักลงทุน ซึ่งมีลักษณะเป็นกราฟขึ้นลงในลักษณะคลื่น โดย Elliott Wave แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

  • คลื่นขับเคลื่อน (Motive Wave) : เป็นคลื่นที่เคลื่อนที่ไปตามทิศทางของแนวโน้มตลาดหลัก โดยจะประกอบไปด้วยเส้น 5 เส้นต่อกัน (1,2,3,4,5) โดยเส้น 1,3,5 เป็นคลื่นตามแนวโน้มหลัก และเส้น 2,4 เป็นคลื่นแก้ไข
  • คลื่นแก้ไข (Corrective Wave) : เป็นคลื่นที่เคลื่อนที่ในทิศทางตรงข้ามของแนวโน้มหลัก โดยคลื่นดังกล่าวจะเกิดต่อจากคลื่นขับเคลื่อน โดยจะประกอบไปด้วยคลื่น 3 คลื่น คือ A, B และ C 

การใช้งานเทคนิค Elliott Wave เบื้องต้น

สำหรับหลักการพื้นฐานของเทคนิค Elliott Wave มีดังนี้

  • การระบุทิศทางเทรนด์ : โดยจะเริ่มที่คลื่น Motive เส้นที่ 1,3,5 เป็นเส้นสำหรับยืนยันแนวโน้ม และเส้นที่ 2,4 เป็นจุดพักตัวของราคา และคลื่น Corrective เป็นสัญญาณการกลับตัว
  • กำหนดจุดเข้าออก : เราสามารถกำหนดจุดเข้า-ออกออเดอร์ได้ผ่านเส้น Motive Wave ดังนี้

เทรดเดอร์บางส่วนพิจารณาเข้าออเดอร์เมื่อคลื่นที่ 2 หรือ 4 สิ้นสุดลง และพิจารณาปิดออเดอร์เมื่อคลื่นที่ 3 หรือ 5 สิ้นสุดลง โดยวาง Stop Loss ไว้เลยจุดเริ่มต้นของคลื่นที่ใช้ยืนยัน (เช่น กรณีขาขึ้น ให้วางไว้ใต้จุดต่ำสุดของคลื่นก่อนหน้า) ทั้งนี้ ต้องยึดกฎการนับคลื่นด้วย เช่น คลื่นที่ 2 ต้องไม่ย่อลงต่ำกว่าจุดเริ่มต้นของคลื่นที่ 1 และคลื่นที่ 4 ต้องไม่ซ้อนทับช่วงราคาของคลื่นที่ 1 หากฝ่าฝืนกฎข้อใดข้อหนึ่ง แปลว่าการนับคลื่นเดิมใช้ไม่ได้ และควรยกเลิกแผนเข้าออเดอร์นั้นครับ

ข้อดีของเทคนิค Elliott Wave

  • ช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมและจิตวิทยาตลาด 
  • ช่วยวิเคราะห์แนวโน้มและจุดกลับตัวของราคา
  • เหมาะกับตลาดที่มีแนวโน้มชัดเจนอย่าง Forex

ข้อจำกัดของเทคนิค Elliott Wave

  • การตีความขึ้นอยู่กับตัวบุคคล
  • มีความซับซ้อน ต้องอาศัยประสบการณ์
  • ควรใช้งานควบคู่กับเทคนิคอื่น ๆ
  • ให้สัญญาณช้า จำเป็นจะต้องคาดการณ์ล่วงหน้า

เทคนิคการเทรด Forex ด้วย : ICT Concept

เทคนิคเทรด Forex ด้วย ICT Concept คืออะไร ? 

ICT Concept หรือ Inner Circle Trader Concept คือ แนวคิดและวิธีเทรดที่เน้นวิเคราะห์โครงสร้างของตลาดและทิศทางของกลุ่มเทรดเดอร์รายใหญ่ หรือที่เรียกกันว่า “การตามรอย Smart Money” แนวคิดนี้มีเป้าหมายเพื่อดูทิศทางการไหลของเม็ดเงินจากกลุ่มเทรดเดอร์รายใหญ่ และหาจุดเข้า-ออกออเดอร์ที่เหมาะสม โดยมีหลักการสำคัญ ดังนี้

แนวคิดConcept
Liquidityระบุจุดที่เชื่อกันว่ากลุ่มเทรดเดอร์รายใหญ่อาจทำ Stop Hunt ช่วยให้เทรดเดอร์รายย่อยวางแผนจุดเข้า-ออกออเดอร์ได้เป็นระบบและมีเหตุผลรองรับมากขึ้น
Order Block (OB)จุดที่มีการเปิดออเดอร์ซื้อขายขนาดใหญ่หรือจำนวนมากจากกลุ่มเทรดเดอร์รายใหญ่ ก่อนราคาจะเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง
Market Structureเน้นการอ่านโครงสร้างและทิศทางของตลาด เน้นการระบุจุด Higher Highs, Higher Lows, Lower Highs และ Lower Lows
Fair Value Gap (FVG)ช่องว่างของราคาที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของราคาที่รุนแรง และรอเวลาที่ราคาจะกลับตัวมาเติมเต็มช่องว่าง

ข้อดีของเทคนิค ICT Concept

  • ICT Concept ช่วยให้เทรดเดอร์วิเคราะห์ภาพรวมตลาดและเข้าใจทิศทางการซื้อขายของเทรดเดอร์รายใหญ่
  • ช่วยให้วางแผนจุดเข้า-ออกออเดอร์ได้เป็นระบบมากขึ้น ทั้งนี้ไม่ได้ทำให้การเทรดปราศจากความเสี่ยง
  • ไม่จำเป็นจะต้องพึ่งพา Indicator เนื่องจากสามารถวิเคราะห์ทิศทางตลาดได้จากพฤติกรรมของกลุ่มเทรดเดอร์รายใหญ่

ข้อจำกัดของเทคนิค ICT Concept

  • มีความซับซ้อนและควรพึ่งพาเทคนิคอื่น ๆ เพิ่มเติม
  • ต้องใช้เวลาและประสบการณ์ในการทำความเข้าใจ
  • มีเงื่อนไขที่เฉพาะเจาะจงในแต่ละตำแหน่ง ซึ่งอาจทำให้พลาดโอกาสในการทำกำไร

เทคนิคการเทรด Forex ด้วย : Wyckoff Method 

เทคนิคอลขั้นสูง Forex ด้วย Wyckoff Method
สุดยอด 8 เทคนิคอลขั้นสูง Forex ที่นักเทรดมืออาชีพใช้ 11

เทคนิคเทรด Forex ด้วย Wyckoff Method คืออะไร ? 

Wyckoff Method คือ แนวคิดและทฤษฎีว่าด้วยเรื่องของการวิเคราะห์อุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply) ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่สามารถขับเคลื่อนราคาสินทรัพย์ในตลาดได้ Richard D. Wyckoff เป็นผู้คิดค้นทฤษฎีนี้ โดยทฤษฎีนี้แบ่งออกเป็น 4 วัฏจักรสำคัญ ดังนี้

หลักการของ Wyckoff Method 4 วัฏจักร  

  • Accumulation (ระยะสะสม) : กลุ่มเทรดเดอร์รายใหญ่จะเริ่มทยอยซื้อสินทรัพย์สะสมไว้ ส่งผลให้ราคามักเคลื่อนไหวในกรอบราคาแคบ
  • Markup (ระยะดันราคา) : เมื่อระดับอุปสงค์มากกว่าอุปทาน ราคาจะปรับตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • Distribution (ระยะกระจายตัว) : เทรดเดอร์รายใหญ่เริ่มทยอยขายทำกำไร ทำให้ราคาเริ่มเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ อีกครั้ง
  • Mark Down (ระยะดิ่ง) : เมื่อระดับอุปทานมากกว่าอุปสงค์ ราคาจะเริ่มปรับตัวลงอย่างเห็นได้ชัด

คำศัพท์สำคัญในตารางด้านล่าง: Spring คือการที่ราคาหลุดแนวรับลงไปชั่วคราวก่อนดีดกลับเข้ากรอบ, Upthrust คือการที่ราคาทะลุแนวต้านขึ้นไปชั่วคราวก่อนตกกลับเข้ากรอบ, SOS (Sign of Strength) คือสัญญาณแรงซื้อที่ทำให้ราคาทะลุกรอบขึ้นไป, LPS (Last Point of Support) คือจุดที่ราคาย่อลงมาทดสอบแนวรับครั้งสุดท้ายก่อนไปต่อ, SOW (Sign of Weakness) คือสัญญาณแรงขายที่ทำให้ราคาหลุดกรอบลง และ LPSY (Last Point of Supply) คือจุดที่ราคาเด้งขึ้นไปทดสอบแนวต้านครั้งสุดท้ายก่อนปรับตัวลงครับ

การใช้งานเทคนิค Wyckoff Method เบื้องต้น

เทคนิครายละเอียดการนำไปใช้
โครงสร้างตลาดหลักดูโครงสร้างตลาดจาก 4 วัฏจักรใช้วางแนวรับแนวต้าน และวิเคราะห์พฤติกรรมราคาในแต่ละเฟส
การเปิดออเดอร์ Buyดูโครงสร้างวัฏจักร Accumulation โดยเน้นไปที่จุด Spring / LPS / SOSเทรดเดอร์บางส่วนพิจารณาเปิด Buy เมื่อราคาดีดตัวกลับจากจุด Spring, เมื่อราคาทะลุกรอบแนวต้านด้วยสัญญาณ SOS หรือเมื่อราคาย่อลงมาทดสอบแนวรับเดิมแล้วรับได้ที่จุด LPS
การเปิดออเดอร์ Sellดูโครงสร้างวัฏจักร Distribution โดยเน้นไปที่จุด Upthrust / LPSY / SOWเทรดเดอร์บางส่วนพิจารณาเปิด Sell เมื่อราคาดีดกลับจากจุด Upthrust, เมื่อราคาหลุดกรอบแนวรับด้วยสัญญาณ SOW หรือเมื่อราคาเด้งขึ้นไปทดสอบแนวต้านเดิมแล้วไปต่อไม่ได้ที่จุด LPSY

ข้อดีของเทคนิค Wyckoff Method

  • เป็นการอ่านโครงสร้างตลาดด้วยตาเปล่า เพื่ออ่านพฤติกรรมการเทรดของเทรดเดอร์รายใหญ่ 
  • วางแผนหาจุดเข้า-ออกออเดอร์ รวมถึงการวาง SL / TP ได้แม่นยำ 
  • ลดการเกิด False Breakout

ข้อจำกัดของเทคนิค Wyckoff Method

  • ต้องอาศัยประสบการณ์และความเข้าใจในการใช้งาน
  • ตลาดบางช่วงโครงสร้างไม่ชัดเจน โดยเฉพาะช่วงที่ตลาดผันผวน
  • ต้องใช้เวลาในการยืนยันสัญญาณ
  • มีความซับซ้อน อาจทำให้ตีความผิดพลาดได้

เทคนิคการเทรด Forex ด้วย : Mitigation Block 

เทคนิคอลขั้นสูง Forex ด้วย Mitigation Block
สุดยอด 8 เทคนิคอลขั้นสูง Forex ที่นักเทรดมืออาชีพใช้ 12

เทคนิคเทรด Forex ด้วย Mitigation Block คืออะไร ? 

Mitigation Block คือ บริเวณที่ราคาเคยเคลื่อนไหวผ่านไปอย่างรวดเร็วในอดีต ต่อมาราคาวิ่งกลับมาทดสอบซ้ำในบริเวณนี้ เพื่อเติมเต็มส่วนที่ราคาหายไป (Liquidity) หรือเคลียร์คำสั่งที่ตกค้าง (Clear Pending Orders) โซนนี้จึงทำหน้าที่เป็น “จุดบรรเทาราคา” ก่อนที่ราคาอาจกลับตัวหรือเคลื่อนที่ตามแนวโน้มเดิมต่อไปครับ

วิธีสังเกตจุด Mitigation Block บนกราฟ

  • ตำแหน่งก่อนหน้ามีการเกิด Order Block
  • ดูว่าราคามีการ Break of Structure ไปแล้วหรือยัง
  • ดูว่าราคามีการย่อตัวกลับมาเติมเต็มจุดของ Mitigation Block หรือไม่
  • หากราคามีการย่อตัวกลับมาเติมเต็ม ให้สังเกต Price Action กลับตัวเพื่อยืนยันสัญญาณ จากนั้นเข้าออเดอร์ตามการกลับตัว

การใช้งานเทคนิค Mitigation Block เบื้องต้น

รูปแบบวิธีการใช้งาน
Bullish Mitigation Block1. ราคาอยู่ในเทรนด์ขาขึ้น
2. ราคาย่อตัวลงมา เพื่อชดเชยราคาที่หายไปก่อนหน้า 
3. หากราคากลับมาที่จุด Mitigation Block สำเร็จ ให้สังเกต Price Action เพื่อยืนยันสัญญาณกลับตัว เทรดเดอร์ที่ใช้เทคนิคนี้มักพิจารณาเปิดออเดอร์ Buy ตามทิศทางแนวโน้มหลักเมื่อมีสัญญาณยืนยัน ซึ่งเป็นเพียงแนวทางการวิเคราะห์ ไม่ได้รับประกันว่าจะได้ผลเสมอไป
Bearish Mitigation Block1. ราคาอยู่ในเทรนด์ขาลง
2. ราคาดีดกลับขึ้นไป เพื่อชดเชยราคาที่หายไปก่อนหน้า 
3. หากราคาดีดกลับมาที่จุด Mitigation Block สำเร็จ ให้สังเกต Price Action เพื่อยืนยันสัญญาณกลับตัว เทรดเดอร์ที่ใช้เทคนิคนี้มักพิจารณาเปิดออเดอร์ Sell ตามทิศทางแนวโน้มหลักเมื่อมีสัญญาณยืนยัน ซึ่งเป็นเพียงแนวทางการวิเคราะห์ ไม่ได้รับประกันว่าจะได้ผลเสมอไป

ข้อดีของเทคนิค Mitigation Block

  • ใช้งานร่วมกับเทคนิคอื่น ๆ ได้ดี เช่น Order Block, Price Action หรือ ICT Concept
  • หากราคาสามารถ Break จุด Mitigation Block ได้ เราสามารถนำจุดนี้มาใช้ตั้งค่า SL ได้

ข้อจำกัดของเทคนิค Mitigation Block

  • ต้องอาศัยประสบการณ์และการวิเคราะห์ที่แม่นยำ
  • จำเป็นต้องอ่านโครงสร้างตลาดให้เป็น 
  • ไม่ควรใช้ในช่วงตลาดผันผวนหรือช่วงข่าวแรง

เทคนิคการเทรด Forex ด้วย : Liquidity Zone

เทคนิคอลขั้นสูง Forex ด้วย Liquidity Zone
สุดยอด 8 เทคนิคอลขั้นสูง Forex ที่นักเทรดมืออาชีพใช้ 13

เทคนิคเทรด Forex ด้วย Liquidity Zone คืออะไร ? 

Liquidity Zone คือ โซนสภาพคล่อง เป็นบริเวณบนกราฟที่มีคำสั่งซื้อขายสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น Buy Limit, Sell Limit, Stop Loss และ Take Profit โดยเทรดเดอร์มักตีกรอบ Liquidity Zone ไว้ตามเส้นแนวรับ-แนวต้านสำคัญ หรือระดับ Fibonacci Retracement เป็นต้น 

โดยตามแนวคิดนี้ Liquidity Zone เป็นจุดที่เชื่อกันว่ากลุ่มเทรดเดอร์รายใหญ่อาจให้ความสนใจ และอาจมีการดันราคาผ่านโซนดังกล่าวเพื่อเก็บสภาพคล่อง (Liquidity Sweep) ซึ่งเรียกกันติดปากว่า “การล่า Stop Loss” ผู้ใช้แนวคิดนี้อธิบายว่า เมื่อราคาไปถึงจุดที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ตั้งคำสั่งไว้ คำสั่งจะทำงาน (Trigger) ก่อนที่ราคาอาจย้อนกลับไปในทิศทางตรงข้าม ทั้งนี้ เทรดเดอร์รายย่อยไม่สามารถยืนยันเจตนาของกลุ่มเทรดเดอร์รายใหญ่ได้จากกราฟราคาเพียงอย่างเดียวครับ

วิธีสังเกตจุด Liquidity Zone บนกราฟ

  • ระบุจุดแนวรับ-แนวต้าน โดยใช้ Timeframe ใหญ่ เนื่องจากสามารถระบุจุดที่มีคำสั่งซื้อขายสะสมได้แม่นยำกว่า 
  • สังเกตที่จุด Swing Highs และ Swing Lows หรือจุดที่ระดับราคาเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน (Equal Highs & Equal Lows) ซึ่งจุดเหล่านี้มักเป็นบริเวณที่เทรดเดอร์รายย่อยนิยมตั้ง Stop Loss
  • วิเคราะห์ปริมาณซื้อขายด้วย Indicator โดยบริเวณที่ Tick Volume สูงผิดปกติอาจเป็นจุดที่บ่งชี้ตำแหน่ง Liquidity Zone ทั้งนี้ ตลาด Forex ซื้อขายนอกตลาดกลาง จึงไม่มีข้อมูลปริมาณรวมของทั้งตลาด Indicator ส่วนใหญ่แสดงเพียง Tick Volume ของโบรกเกอร์หรือแพลตฟอร์มนั้นครับ
  • Fibonacci Retracement ในระดับ 38.2%, 50% และ 61.8% มักเป็นระดับที่ใช้ในการตั้งแนวรับ-แนวต้าน

ข้อดีของเทคนิค Liquidity Zone

  • เป็นเทคนิคสำคัญที่ใช้ร่วมกับ ICT Concept ได้
  • ช่วยหาจุดเข้าออเดอร์ที่ Smart Money สนใจ
  • ช่วยวางแผนจุดเข้าออเดอร์และกำหนดความเสี่ยงต่อการเทรดได้ชัดเจนขึ้น

ข้อจำกัดของเทคนิค Liquidity Zone

  • สามารถเกิดสัญญาณหลอกได้ 
  • จำเป็นจะต้องใช้ร่วมกับเทคนิคการวิเคราะห์อื่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
  • ต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญในการวิเคราะห์กราฟ
  • ราคาสามารถเคลื่อนผ่านจุด Liquidity Zone ได้ทันที ในกรณีที่ตลาดผันผวนสูง หากเทรดเดอร์ไม่ได้มีการวางแผนรับมือความเสี่ยง อาจส่งผลต่อต้นทุนของคุณเอง

เทคนิคการเทรด Forex ด้วย : Buy On Dip

เทคนิคอลขั้นสูง Forex ด้วย Buy On Dip
สุดยอด 8 เทคนิคอลขั้นสูง Forex ที่นักเทรดมืออาชีพใช้ 14

เทคนิคเทรด Forex ด้วย Buy On Dip คืออะไร ?

Buy On Dip คือ เทคนิคการเทรดที่อาศัยการย่อตัวเพียงเล็กน้อยของราคา ก่อนดีดตัวกลับไปยังทิศทางหรือแนวโน้มเดิม เป็นเทคนิคที่ช่วยให้หาจุดเข้าออเดอร์ที่มีอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนเหมาะสมได้ โดยหัวใจหลักคือการเข้าใกล้แนวรับเพื่อให้ Stop Loss อยู่ใกล้และคุมความเสี่ยงต่อการเทรดได้ ทั้งนี้ราคาอาจไม่ดีดตัวกลับและออเดอร์อาจขาดทุนได้

การใช้งานเทคนิค Buy On Dip เบื้องต้น

  • ระบุเทรนด์ตลาด ณ ปัจจุบัน ว่ามีแนวโน้มเป็น Uptrend ระยะยาวหรือไม่ โดยอาจใช้ Indicator เข้ามาช่วย เช่น Bollinger Bands หรือสังเกตจุดที่มีการเกิด Break of Structure (BOS)
  • กำหนดจุดแนวรับสำคัญเพื่อใช้เป็นจุดเข้า Buy 
  • ใช้งาน Price Action เข้ามายืนยันสัญญาณการกลับตัวของราคาก่อนตัดสินใจ Buy 
  • วาง Stop Loss เพื่อป้องกันความเสี่ยงไว้ที่จุดต่ำกว่าแนวรับที่วางไว้

ข้อดีของเทคนิค Buy On Dip

  • สามารถใช้งานได้ดีเมื่อตลาดเป็นเทรนด์ขาขึ้นระยะยาว (Uptrend)
  • ช่วยหาจุดเข้าออเดอร์ Buy ที่มีอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนเหมาะสม
  • เพิ่มโอกาสในการทำกำไรในแนวโน้มขาขึ้น

ข้อจำกัดของเทคนิค Buy On Dip

  • ไม่มีการรับประกันว่าราคาที่ปรับตัวลงจะดีดตัวกลับเป็นแนวโน้มขาขึ้น 
  • ไม่เหมาะกับตลาดที่เป็นเทรนด์แบบ Sideway หรือมีความผันผวนสูง
  • จำเป็นต้องใช้งานร่วมกับเทคนิคอื่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์

ข้อควรระวังในการใช้งานเทคนิคการเทรด Forex 

เนื่องจากเทคนิคเทรด Forex ที่ทางทีมงาน Gotradehere หยิบมานำเสนอ เป็นเทคนิคขั้นสูงและเฉพาะทาง ต้องอาศัยประสบการณ์และการทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งก่อนใช้งานจริง หากเทรดเดอร์ขาดความเข้าใจในการใช้งาน อาจส่งผลเสียต่อพอร์ตของคุณได้ ดังนั้นแล้ว คุณควรศึกษาและทำความเข้าใจอย่างละเอียด หรือทดลองเทรดผ่านบัญชี Demo เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการวิเคราะห์ผิดพลาดและถือเป็นการเก็บประสบการณ์ก่อนเริ่มต้นเทรดด้วยเทคนิคจริงครับ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเทคนิคอลขั้นสูง Forex

ลดความเสี่ยงไม่ให้พอร์ตเสียหายหนักได้อย่างไร?

ไม่มีวิธีใดรับประกันได้ว่าพอร์ตจะไม่เสียหาย แต่การบริหารความเสี่ยงช่วยจำกัดความเสียหายในแต่ละการเทรดได้ เช่น ตั้ง Stop Loss ทุกครั้ง (ซึ่งในช่วงข่าวแรงหรือราคากระโดด ราคาที่ปิดออเดอร์จริงอาจต่างจากที่ตั้งไว้จาก Slippage), หลีกเลี่ยงการใช้ Leverage ที่สูงเกินไป และคำนวณขนาด Position Size ให้ความเสี่ยงต่อการเทรดแต่ละครั้งอยู่ในระดับที่รับได้กับเงินทุนของคุณ ทั้งนี้ เทรดเดอร์ยังมีโอกาสขาดทุนได้เสมอ ควรทดลองกับบัญชี Demo ก่อนครับ

เทคนิคการเทรด Forex มีอะไรบ้าง?

เทคนิคการเทรด Forex มีตั้งแต่เทคนิคพื้นฐาน (เช่น Moving Average, RSI, Candlestick Patterns) ไปจนถึงการวิเคราะห์เทคนิคอลขั้นสูง Forex เช่น FVG, Order Block, Elliott Wave, ICT Concept, Wyckoff Method, Mitigation Block, Liquidity Zone และ Buy On Dip

เทรดเดอร์มือใหม่ควรเริ่มต้นจากอะไร?

สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ ควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจพื้นฐานตลาด Forex โครงสร้างราคา การบริหารความเสี่ยง ก่อนที่จะขยับไปเรียนรู้กลยุทธ์เทรดขั้นสูง และฝึกฝนผ่าน บัญชีทดลอง (Demo Account) เพื่อสะสมประสบการณ์

——————–🐣——————–

สรุปแนวทางการใช้วิเคราะห์เทคนิคอลขั้นสูง Forex

การศึกษาวิเคราะห์เทคนิคอลขั้นสูง Forex เป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้เทรดเดอร์ยกระดับประสิทธิภาพการเทรดขึ้นไปอีกขั้น ทั้ง 8 เทคนิคอลขั้นสูง Forex ไม่ว่าจะเป็น FVG, Order Block, Elliott Wave, ICT Concept, Wyckoff Method, Mitigation Block, Liquidity Zone และ Buy On Dip ล้วนเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เข้าใจโครงสร้างและจิตวิทยาตลาดในเชิงลึก อย่างไรก็ตาม ไม่มีกลยุทธ์เทรดขั้นสูงใดที่ให้ผลลัพธ์ 100% เทรดเดอร์จึงต้องใช้การบริหารความเสี่ยง (Money Management) และวินัยในการเทรดควบคู่กันเสมอ

เนื้อหาบางส่วนอาจจัดทำหรือเรียบเรียงด้วยเทคโนโลยี AI โดยผ่านการตรวจสอบความถูกต้องจากทีมงาน Gotradehere เรียบร้อยแล้ว


อ่านบทความเพิ่มเติม: Knowledge

อ่านรีวิวโบรกเกอร์อื่น ๆ ได้ที่: Review Broker

Table of Contents
TOP FOREX BROKERS
1
5/5

IUX

5/5
2
3/5
IC Markets
IC Markets-top-forex-brokers
IC Markets
4/5
3
4/5
FXGT.com
FXGT.com
4/5
4
3/5
Hantec Markets
Hantec Markets
3/5
5
4/5
Eightcap
Eightcap
3/5

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

– Advertisement –

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

FOLLOW US
บทความที่เกี่ยวข้อง

– Advertisement –