4 วิธีรับมือ! หลังตลาดคริปโตฯ เกิดเหตุไม่คาดคิด

List of Contents

4 วิธีรับมือ

ต้องบอกเลยว่า ในช่วงนี้ตลาดคริปโตร่วงหนักพอสมควรจากหลายสาเหตุ โดยหากว่ากันถึงภาพรวมใหญ่ของเศรษฐกิจแล้วก็ส่งผลโดยตรงต่อตลาดการลงทุน ซึ่งวันนี้ Gotradehere ได้นำ 4 วิธีรับมือ จากสาเหตุต่าง ๆ หลังตลาดคริปโตฯ เกิดเหตุไม่คาดคิด มาให้ทุกคนได้ลองอ่าน และนำไปปรับใช้ในการลงทุนของตนเองได้ จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย!

4 วิธีรับมือ

1. การเคลื่อนไหวของ FED

เมื่อ FED ประกาศขึ้นดอกเบี้ย

ในโลกของตลาดการลงทุน การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ถือเป็นสิ่งที่นักลงทุนเฝ้าจับตามองอยู่เสมอ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า เงินเฟ้อยังคงเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่ทุกคนให้ความสนใจและจับตามอง โดยเงินเฟ้อไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อค่าเงินดอลลาร์เท่านั้น แต่ยังกระทบต่อสกุลเงินอื่น ๆ อีกหลายประเทศทั่วโลก และส่งผลให้ FED อาจมีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหาก FED ขึ้นดอกเบี้ย?

การที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ก็จะส่งผลให้มีการชะลอตัวลงทางเศรษฐกิจที่เป็นไปตามกลไกปกติของตลาด เพราะเมื่อสินค้าและบริการราคาแพงขึ้น ผู้คนจะใช้จ่ายน้อยลง ถือเป็นอีกเหตุผลที่จะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง และปัญหาเงินเฟ้อก็จะลดลงตามไปด้วย

ในส่วนผลกระทบต่อตลาดการลงทุนที่เห็นได้ทั่วไปก็คือ ผู้คนมักจะลงทุนในสิ่งที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อทำกำไรที่มหาศาล และต้องบอกเลยว่า ตลาดคริปโตฯ ถือเป็นตลาดที่มีความเสี่ยงสูงจากการผันผวนของราคาที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และในช่วงที่ดอกเบี้ยถูกลง ก็มีความเป็นไปได้ที่นักลงทุนจะหันมาลงทุนในตลาดคริปโตฯ เพราะถือว่า ผลตอบแทนค่อนข้างสูง แต่หาก FED มีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น การลงทุนในตลาดที่มีความเสี่ยงสูงก็อาจจะไม่ตอบโจทย์สักเท่าไหร่

ยกตัวอย่าง เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ตลาดคริปโตฯ กลายเป็นสีแดงทันที หลังจากที่ FED ประกาศจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในสองถึงสามเดือนข้างหน้า ซึ่งการส่งสัญญาณว่า จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ตลาดคริปโตฯ ราคาร่วงลงอย่างรุนแรงทั้งกระดาน นักเทรดหลายคนถึงกับพอร์ตแตกกันเลยทีเดียว แม้ท้ายที่สุดจะมีประกาศออกมาว่า การขึ้นดอกเบี้ยนั้นไม่ได้ขึ้นในตัวเลขที่สูงก็ตาม

วิธีรับมือ คือ นักลงทุนต้องติดตามข่าวสาร และคอยสังเกตว่า หากมีการประชุมหรือการออกมาเคลื่อนไหวของ FED ในแต่ละครั้งนั้นส่อไปในทิศทางที่ดีหรือไม่ หากการเคลื่อนไหวของ FED ส่อไปในทิศทางที่ดี ตลาดคริปโตฯ ก็มักจะเป็นสีเขียว แต่เมื่อไหร่ที่การเคลื่อนไหวออกมาในทิศทางที่ไม่ดีนัก ตลาดคริปโตฯ ก็จะเกิดเหตุการณ์ราคาร่วงลงอย่างรุนแรงนั่นเอง


4 วิธีรับมือ

2. สงคราม

ยกตัวอย่างเหตุการณ์สงครามระหว่างรัสเซีย – ยูเครน 

สงคราม คือ สถานะของความขัดแย้งด้วยอาวุธระหว่างหน่วยงานทางการเมือง ซึ่งโดยทั่วไปมีลักษณะเป็นการรุกรานที่มีการใช้ความรุนแรง การทำลายล้าง และมีอัตราเสียชีวิตในระดับสูง มีทั้งการใช้กำลังทหารทั้งแบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ

การเกิดสงครามในช่วงที่ผ่านมาส่งผลอย่างไรต่อตลาดคริปโตฯ ?

เหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน เรียกได้ว่า ส่งผลกระทบทั้งต่อตลาดหุ้น และมูลค่ารวมของตลาดคริปโตฯ ในช่วงที่ผ่านมา โดยการร่วงลงของราคาเหรียญหลัก ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin หรือ Ethereum สามารถบ่งบอกถึงระดับความกลัวออกมาได้อย่างดีที่สุด ซึ่งในช่วงที่เกิดเหตุการณ์สงคราม ตลาดคริปโตฯ ก็ร่วงลงอย่างต่อเนื่อง ด้วยสาเหตุหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการที่รัสเซียเสนอให้ทำการแบนสกุลเงินดิจิทัลในประเทศ, ความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ที่ต้องการจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และยกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นในหลายประเทศ และความขัดแย้งในครั้งนั้นยังส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น รวมถึงค่าเงินดอลลาร์

วิธีการรับมือจากการร่วงลงของราคาในตลาดการลงทุน คือ การย้ายเงินลงทุนของคุณไปถือสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งเรียกง่าย ๆ ว่า เป็นหลุมหลบภัย (Safe Haven) ของเงินลงทุนในสภาวะที่นักลงทุนต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ซึ่งสินทรัพย์ปลอดภัย ได้แก่ ทองคำ ที่เปรียบเสมือนสกุลเงินสากลของโลก มีสภาพคล่องสูง และมีมูลค่าในตัวเอง (Store of Value)  สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อย่างรวดเร็ว, พันธบัตรรัฐบาล เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์การเงินที่สามารถถือเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระยะเวลานั้น ๆ ได้, ฟรังก์สวิส อีกหนึ่งการลงทุนที่กลายเป็นที่หลบภัยสำหรับนักลงทุน ด้วยระบบการเงิน และความมั่นคงของรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงประเทศนี้ยังมีอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำและประชาชนให้ความเชื่อมั่นในธนาคารกลางแห่งสวิตเซอร์แลนด์, เงินเยนญี่ปุ่น ที่ค่อนข้างมีความปลอดภัยสูงมากในภาวะที่นักลงทุนต้องการที่จะหลีกเลี่ยงการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เงินเยนจะแข็งค่าขึ้นเสมอ


4 วิธีรับมือ

3. คนดังที่มีอิทธิพลต่อตลาด

เมื่อ Elon Musk ทวีตข้อความปั่นเหรียญ

ตลาดการลงทุนเริ่มเป็นที่นิยมและน่าจับตามองอย่างเห็นได้ชัดในช่วงที่ผ่านมา ยิ่งในช่วงที่ Bitcoin ราคาพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้หลายคนหันมาสนใจ และ Bitcoin กลายมาเป็นที่ต้องการของผู้คนทั่วโลก ซึ่งกระแสความเป็นที่นิยมของสกุลเงินดิจิทัล ได้ส่งผลให้มีนักพัฒนา, นักธุรกิจ และส่งผลให้ผู้ประกอบการเกี่ยวกับการสร้างและพัฒนาเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลเกิดขึ้นมากมาย ซึ่ง ณ ปัจจุบัน หลายคนก็กลายมาเป็นผู้มีอิทธิพลที่ส่งผลต่อราคาเหรียญในตลาดคริปโตฯ อีกด้วย

ผลกระทบจากการที่ Elon Musk ทวีตข้อความเกี่ยวกับเหรียญต่าง ๆ ส่งผลให้ราคาเหรียญนั้นพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากเป็นบุคคลที่ทั้งโลกให้ความสนใจ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ เหรียญ Doge Coin ซึ่งเดิมทีเป็นเหรียญที่มีมูลค่าต่ำมาก มีมูลค่าไม่ถึง 1 บาท แต่การทวีตข้อความของ Elon Musk ที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับเหรียญดังกล่าว ส่งผลให้ราคาเหรียญพุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดที่ 23 บาท ภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี ถือเป็นการสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดในวงการคริปโตเคอเรนซีก็ว่าได้ แต่การที่ราคาเหรียญพุ่งขึ้นนั้นไม่ได้มาจากพื้นฐานของเหรียญนั้นจริง ๆ ทำให้เมื่อถึงจุดอิ่มตัวราคาจึงปรับลดลง ปัจจุบันเหลือเพียง 2 บาท (วันที่ 6 ก.ย. 2565) และถึงแม้เขาจะทวิตอีกสักกี่ครั้งก็ไม่ได้ทำให้ราคาเหรียญปรับตัวสูงขึ้นอีกเช่นเดิม

วิธีรับมือ คือ ตั้งสติและ Cut Loss จัดสรรพอร์ตการลงทุน และมีการวางแผนรับมือใหม่ป้องกันกรณีที่อาจจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นอีกครั้ง หรือถ้าหากคุณเชื่อมั่นในเหรียญนั้นระยะยาว อาจจะ DCA เพื่อเฉลี่ยราคาซื้อก็ได้ แต่ที่สำคัญไม่ควรตัดสินใจลงทุนตามผู้อื่นถึงแม้จะเป็นบุคคลที่โด่งดังระดับโลกก็ตาม ให้ศึกษารายละเอียดของสินทรัพย์นั้น ๆ อย่างถี่ถ้วนด้วยตัวเองและตัดสินใจลงทุนด้วยตัวเองจะดีที่สุด


4 วิธีรับมือ

4. วิกฤตเหรียญ

เหตุการณ์ Luna ร่วงจนแทบไม่เหลือมูลค่า 

ผลกระทบตั้งแต่เหรียญ UST หลุด Peg จากผู้โจมตีกลุ่มหนึ่งได้เทขาย UST ก็ทำให้เกิด Panic Sell ในตลาดตามมา ทั้งเหรียญ LUNA และ UST ของเครือข่าย LUNA ดิ่งลงเหวจนแทบไม่เหลือมูลค่า เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้นักลงทุนรายย่อยขาดทุนอย่างหนัก และนักลงทุนรายใหญ่ หรือที่ทุกคนเรียกกันว่า “วาฬ” ที่ลงทุนใน Terra ก็ขาดทุนมหาศาลด้วยเช่นกัน ทำให้บริษัทต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหรียญ LUNA และ UST ต่างยื่นล้มละลายไปตาม ๆ กัน 

วิธีรับมือ คือ นักลงทุนควรบริหารจัดการพอร์ตใหม่ โดยทาง Gotradehere มีข้อแนะนำดังนี้ 

– จัดลำดับความเสี่ยงของแต่ละสินทรัพย์ เช่น สินทรัพย์นั้นมีความเสี่ยงสูง, ปานกลาง, ต่ำ เหรียญไหนที่มีความเสี่ยงสูง จะทำให้มีโอกาสได้รับกำไรมากสุดแต่ก็มีโอกาสขาดทุนมากเช่นกัน ดังนั้น นักลงทุนควรจะให้น้ำหนักตามความเหมาะสมกับความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้

– กระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์อื่นที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า เช่น ทองคำ หุ้น ตราสารหนี้ ฯลฯ

– ควร Rebalance พอร์ตอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากตลาดคริปโตเป็นตลาดที่มีความผันผวนสูง ดังนั้น ควรเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง

– เลือกถือเหรียญประเภท Stablecoin ที่มีความมั่นคงเชื่อถือได้ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในพอร์ต เหรียญ Stablecoin เป็นเหรียญสำคัญที่ใช้งานบนแพลตฟอร์ม DeFi และนักลงทุนยังสามารถใช้เหรียญ Stablecoin ไป Stake ใน Pool เพื่อให้ได้รับผลตอบแทน แต่ไม่ควรเลือกเหรียญที่มีผลตอบแทนสูงมากเกินจนสุ่มเสี่ยงที่จะเป็นลักษณะของแชร์ลูกโซ่ อย่างเช่น กรณีแพลตฟอร์ม Anchor ที่ให้นักลงทุนนำเหรียญ UST มาล็อคไว้ เพื่อรับผลตอบแทนสูงถึง 20% ต่อปี  

– ค้นคว้าหาข้อมูลเหรียญต่าง ๆ ด้วยตนเอง และไม่ควรเชื่อความเห็น หรือคำแนะนำของคนอื่นมากเกินไป ควรตัดสินใจการลงทุนด้วยตนเอง


เป็นยังไงกันบ้างครับ สำหรับ 4 วิธีรับมือ หลังตลาดคริปโตฯ เกิดเหตุไม่คาดคิด ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ อย่างไรก็ตาม การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนด้วยนะครับ หวังว่า บทความนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับเพื่อน ๆ ไม่มากก็น้อย พบกันบทความหน้า สวัสดีครับ

——————————————————————————————————————————————

อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: Knowledge

อ่านรีวิวโบรกเกอร์อื่น ๆ ได้ที่: Review Broker

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม: News

stellar

Stellar Blockchain คืออะไร ?

เนื่องจากการโอนเงินต่างประเทศต้องใช้เวลาในการทำธุรกรรม 3-7 วันทำการ ดังนั้น การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการในเรื่องนี้จึงถือเป็นเรื่องที่ดี ซึ่ง Stellar คือคำตอบ

twitter

ลุ้น! Elon Musk อาจเข้าซื้อกิจการของ Twitter อีกครั้ง

หลายคนกำลังจับตาดูการเคลื่อนไหวของ Elon Musk ที่อาจจะเปลี่ยนใจเข้าซื้อกิจการของ Twitter อีกครั้ง ซึ่งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ได้มีการยื่นเอกสารต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งสหรัฐอเมริกา (SEC) ในราคา

nasdaq

Nasdaq เตรียมเปิดศูนย์ซื้อขายคริปโตเป็นของตัวเอง

ตลาดหลักทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของประเทศสหรัฐอเมริกา Nasdaq ออกมาประกาศว่า จะมีการเปิดตัวศูนย์บริการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นของตัวเอง! โดยเหตุผลที่ Nasdaq ต้องเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการให้บริการซื้อขายคริปโต เพราะทางตลาดหลักทรัพย์อ้างว่า ต้องการที่จะซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนสถาบัน